
บางจากสู้ศึกร้านค้าปลีก เร่งปั้นนอนออยล์ ดึง‘สพาร์’แม็กเนตเสริมแกร่ง
“บางจาก” ชูนวัตกรรมสีเขียวปั้นกลุ่มรีเทล ตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุค4.0 หวังอัพเกรดเป็นมากกว่าสถานีบริการนํ้ามัน ชูโมเดลราชพฤกษ์ต้นแบบ หลังนำร่องเปิดแบรนด์น้องใหม่ “สพาร์” ซูเปอร์มาร์เก็ตดังจากเนเธอร์แลนด์ มั่นใจ 5 ปีดันรายได้นอนออยล์พุ่งเป็น 30% ของรายได้รวม
การขยับรุกธุรกิจนอนออยล์ของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ อย่าง ปตท. ในช่วงที่ผ่านมาปลุกบรรยากาศของธุรกิจนอนออยล์ในสถานีบริการน้ำมันรายอื่นคึกคัก และถูกจับตามองว่าจะปรับกระบวนยุทธ์อย่างไร เพื่อรักษาฐานที่มั่นของตนเองไว้ ก่อนที่จะเสียแชร์ไป โดยเฉพาะเบอร์ 2 อย่าง "บางจาก"
นายพงษ์ชัย ชัยจิรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังประสบความสำเร็จจากนโยบาย Greenovative Experience การสร้างสรรค์ประสบการณ์และนวัตกรรมสีเขียว ในธุรกิจน้ำมัน (ออยล์) บริษัทจะนำมาใช้ในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือนอนออยล์ด้วย เพื่อเป็นการยกระดับและผลักดันให้มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการรองรับวิถีชีวิตยุคใหม่ของคนไทย หรือยุค 4.0 ที่ใช้ชีวิตไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
บางจากให้ความสำคัญกับการพัฒนาและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการปรับปรุง ให้ทันสมัย รวดเร็ว และดีขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ต้องการยกระดับให้สถานีบริการของบางจากเป็นมากกว่าปั๊มน้ำมัน แต่เป็นเหมือนปั๊มเพื่อนบ้าน แวะมาได้ทุกเวลาที่หิว หรือต้องการพักผ่อน ไม่ใช่คิดถึงเฉพาะเวลาต้องการเติมน้ำมันเท่านั้น ขณะเดียวกันความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงจังหวะเวลา ก็แตกต่างกันดังนั้นในบางจากแต่ละแห่ง จะมีสินค้าที่รองรับไม่เหมือนกันด้วย
ล่าสุดบริษัทได้เปิดให้บริการสถานีบริการน้ำมันบางจาก ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งที่นี่จะเป็นรูปแบบใหม่ของ BangchakGreenovative Experience รองรับทั้งธุรกิจออยล์และนอนออยล์ โดยเฉพาะการเปิดตัว "สพาร์" (SPAR) ซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ใหม่ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบางจากได้รับสิทธิ์เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ ในประเทศไทย และจะใช้เป็นจุดแข็งในการให้บริการลูกค้า
"ข้อดีของการเปิดสพาร์ในเมืองไทย คือ มีโนว์ฮาวที่แข็งแกร่ง ด้วยประสบการณ์ที่เปิดในกว่า 40 ประเทศ ทำให้สามารถแชร์ แลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ กันได้ ซึ่งรีเทลในเมืองไทยมีการแข่งขันสูง การจะมาเริ่มต้นใหม่ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขัน การได้สพาร์มา จึงเป็นการช็อตคัต ทำให้สามารถเดินได้ทันที"
นอกจากจะได้ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีความโดดเด่นด้านอาหาร (Food) และเทคโนโลยีต่างๆแล้ว ยังได้นำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของสพาร์ จากประเทศต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ฯลฯ มาจำหน่ายในประเทศไทย นอกจากนี้ประเทศไทยเอง ยังสามารถผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์ เช่น กล้วยหอมทองกวน ฯลฯ มาวางจำหน่ายทั้งในสาขาของสพาร์ เมืองไทยและในต่างประเทศที่มีสพาร์เปิดให้บริการด้วย ซึ่งบางจากจะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่เพื่อทำหน้าที่ดูแลด้านการคัดสรรสินค้า และการทำตลาด แพ็กเกจจิ้ง ฯลฯ ด้วย
ปัจจุบัน "สพาร์" เป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ระดับนานาชาติ มีสาขากว่า 1.21 หมื่นแห่ง ใน 43 ประเทศ โดยไทยเป็นประเทศที่ 44 โดยบางจากจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ขยายสาขา สพาร์ในทุกรูปแบบปีละ 50 - 80 แห่ง และตั้งเป้าที่จะเปิดให้ได้ 300 แห่งภายในปี 2563
"เป้าหมายของบางจาก คือการให้บริการครบวงจรในที่เดียวกัน ซึ่งราชพฤกษ์ถือเป็นสาขาต้นแบบ ที่ลองผิด ลองถูกมาได้ระยะหนึ่ง โดยที่นี่นอกจากการให้บริการด้านออยล์แล้ว ยังมีฟูด ร้านกาแฟอินทนิล โกรเซอรี ร้านอาหารต่างๆ และสถานที่พักผ่อน ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปบนพื้นที่กว่า 500 ตร.ม."
สำหรับสาขาอื่นๆที่จะเปิดให้บริการจะเป็นรูปแบบสแตนดาร์ด มีพื้นที่ราว 100-500 ตร.ม. ใช้เงินลงทุนราว 4-10 ล้านบาท โดยในปีหน้าจะเริ่มเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาลงทุนในรูปแบบของแฟรนไชส์ ซึ่งจะทำให้สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว และครบ 300 แห่งตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยเป็นการลงทุนของบริษัทและแฟรนไชส์ในสัดส่วน 50:50 ซึ่งการเปิดให้บริการร้านสพาร์ จะช่วยดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่มนอน ออยล์เป็น 30% ใน 5 ปีจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้ราว 10%
อย่างไรก็ดีในปัจจุบันพื้นที่ค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมัน ถือเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งจากการเปิดให้บริการร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ฯลฯ รวมถึงการให้เช่าพื้นที่ เพราะสามารถทำกำไรได้มากกว่าธุรกิจน้ำมัน อีกทั้งบริการที่ดี เช่น ห้องน้ำสะอาด จุดพักผ่อน ฯลฯ ล้วนเป็นแม็กเนตที่ดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งนอกจากสพาร์ ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว บางจากยังมีร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์มินิ บิ๊กซี และใบจากด้วย
ด้านนางพัชรา อนามบุตร ผู้จัดการฝ่ายค้าปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางกลุ่มนอนออยล์ในปีหน้า จะเน้นร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งปัจจุบันมีครบในปั้มน้ำมันทุก 1,400 แห่งแล้ว โดยจะปรับปรุงเพิ่มยอดขาย พร้อมกับขยายสาขาตามสถานีบริการใหม่ เช่นเดียวกับร้านคาเฟ่อเมซอน ซึ่งสิ้นปีนี้จะมีสาขาราว 1,700แห่ง โดยจะเน้นขยายในต่างประเทศทั้งที่ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา รวมถึงญี่ปุ่น และล่าสุดกับการขยายร้านเท็กซัส ชิคเก้น ซึ่งได้สิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ มาเปิดบริการในเมืองไทย ก็จะขยายสาขาในปั้มน้ำมันปตท. ซึ่งในปีนี้จะมีสาขารวม 9 แห่ง และคาดว่าจะขยายให้ได้อย่างน้อย 50 แห่งใน 5 ปีหรือเฉลี่ย 10 แห่งต่อปี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นแผนการรุกสร้างรายได้จากกลุ่มนอนออยล์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จากปัจจุบันที่มีรายได้ในกลุ่มนี้กว่า 3,000 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันต่างหาพันธมิตรในการร่วมมือเปิดบริการเพื่อสร้างเป็นแม็กเนตดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เช่น สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ ซึ่งล่าสุดจับมือกับกลุ่มตระกูลตั้งคารวคุณ นำแบรนด์ "ซุปเปอร์เซฟ มินิมาร์ท" เข้ามาเปิดให้บริการจากปัจจุบันที่มีแบรนด์เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรสอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากซุปเปอร์เซฟฯ จะเปิดที่เอสโซ่แล้ว ยังมีเปิดให้บริการในปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งก็มีทั้งร้านซุปเปอร์เซฟฯ และท็อปส์เดลี่ ขณะที่ ปตท. ก็มีทั้งแบรนด์ร้านจิฟฟี่และเซเว่นอีเลฟเว่น ส่วนเชลล์ ยังคงเปิดให้บริการซีเล็ค และปั้มพีที ก็ลงทุนเปิดให้บริการร้านสะดวกซื้อเอง ภายใต้ชื่อ "แม็กซ์มาร์ท"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11 - 14 ธันวาคม 2559
การขยับรุกธุรกิจนอนออยล์ของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ อย่าง ปตท. ในช่วงที่ผ่านมาปลุกบรรยากาศของธุรกิจนอนออยล์ในสถานีบริการน้ำมันรายอื่นคึกคัก และถูกจับตามองว่าจะปรับกระบวนยุทธ์อย่างไร เพื่อรักษาฐานที่มั่นของตนเองไว้ ก่อนที่จะเสียแชร์ไป โดยเฉพาะเบอร์ 2 อย่าง "บางจาก"
นายพงษ์ชัย ชัยจิรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังประสบความสำเร็จจากนโยบาย Greenovative Experience การสร้างสรรค์ประสบการณ์และนวัตกรรมสีเขียว ในธุรกิจน้ำมัน (ออยล์) บริษัทจะนำมาใช้ในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือนอนออยล์ด้วย เพื่อเป็นการยกระดับและผลักดันให้มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการรองรับวิถีชีวิตยุคใหม่ของคนไทย หรือยุค 4.0 ที่ใช้ชีวิตไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
บางจากให้ความสำคัญกับการพัฒนาและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการปรับปรุง ให้ทันสมัย รวดเร็ว และดีขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ต้องการยกระดับให้สถานีบริการของบางจากเป็นมากกว่าปั๊มน้ำมัน แต่เป็นเหมือนปั๊มเพื่อนบ้าน แวะมาได้ทุกเวลาที่หิว หรือต้องการพักผ่อน ไม่ใช่คิดถึงเฉพาะเวลาต้องการเติมน้ำมันเท่านั้น ขณะเดียวกันความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงจังหวะเวลา ก็แตกต่างกันดังนั้นในบางจากแต่ละแห่ง จะมีสินค้าที่รองรับไม่เหมือนกันด้วย
ล่าสุดบริษัทได้เปิดให้บริการสถานีบริการน้ำมันบางจาก ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งที่นี่จะเป็นรูปแบบใหม่ของ BangchakGreenovative Experience รองรับทั้งธุรกิจออยล์และนอนออยล์ โดยเฉพาะการเปิดตัว "สพาร์" (SPAR) ซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ใหม่ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบางจากได้รับสิทธิ์เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ ในประเทศไทย และจะใช้เป็นจุดแข็งในการให้บริการลูกค้า
"ข้อดีของการเปิดสพาร์ในเมืองไทย คือ มีโนว์ฮาวที่แข็งแกร่ง ด้วยประสบการณ์ที่เปิดในกว่า 40 ประเทศ ทำให้สามารถแชร์ แลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ กันได้ ซึ่งรีเทลในเมืองไทยมีการแข่งขันสูง การจะมาเริ่มต้นใหม่ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขัน การได้สพาร์มา จึงเป็นการช็อตคัต ทำให้สามารถเดินได้ทันที"
นอกจากจะได้ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีความโดดเด่นด้านอาหาร (Food) และเทคโนโลยีต่างๆแล้ว ยังได้นำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของสพาร์ จากประเทศต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ฯลฯ มาจำหน่ายในประเทศไทย นอกจากนี้ประเทศไทยเอง ยังสามารถผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์ เช่น กล้วยหอมทองกวน ฯลฯ มาวางจำหน่ายทั้งในสาขาของสพาร์ เมืองไทยและในต่างประเทศที่มีสพาร์เปิดให้บริการด้วย ซึ่งบางจากจะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่เพื่อทำหน้าที่ดูแลด้านการคัดสรรสินค้า และการทำตลาด แพ็กเกจจิ้ง ฯลฯ ด้วย
ปัจจุบัน "สพาร์" เป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ระดับนานาชาติ มีสาขากว่า 1.21 หมื่นแห่ง ใน 43 ประเทศ โดยไทยเป็นประเทศที่ 44 โดยบางจากจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ขยายสาขา สพาร์ในทุกรูปแบบปีละ 50 - 80 แห่ง และตั้งเป้าที่จะเปิดให้ได้ 300 แห่งภายในปี 2563
"เป้าหมายของบางจาก คือการให้บริการครบวงจรในที่เดียวกัน ซึ่งราชพฤกษ์ถือเป็นสาขาต้นแบบ ที่ลองผิด ลองถูกมาได้ระยะหนึ่ง โดยที่นี่นอกจากการให้บริการด้านออยล์แล้ว ยังมีฟูด ร้านกาแฟอินทนิล โกรเซอรี ร้านอาหารต่างๆ และสถานที่พักผ่อน ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปบนพื้นที่กว่า 500 ตร.ม."
สำหรับสาขาอื่นๆที่จะเปิดให้บริการจะเป็นรูปแบบสแตนดาร์ด มีพื้นที่ราว 100-500 ตร.ม. ใช้เงินลงทุนราว 4-10 ล้านบาท โดยในปีหน้าจะเริ่มเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาลงทุนในรูปแบบของแฟรนไชส์ ซึ่งจะทำให้สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว และครบ 300 แห่งตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยเป็นการลงทุนของบริษัทและแฟรนไชส์ในสัดส่วน 50:50 ซึ่งการเปิดให้บริการร้านสพาร์ จะช่วยดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่มนอน ออยล์เป็น 30% ใน 5 ปีจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้ราว 10%
อย่างไรก็ดีในปัจจุบันพื้นที่ค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมัน ถือเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งจากการเปิดให้บริการร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ฯลฯ รวมถึงการให้เช่าพื้นที่ เพราะสามารถทำกำไรได้มากกว่าธุรกิจน้ำมัน อีกทั้งบริการที่ดี เช่น ห้องน้ำสะอาด จุดพักผ่อน ฯลฯ ล้วนเป็นแม็กเนตที่ดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งนอกจากสพาร์ ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว บางจากยังมีร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์มินิ บิ๊กซี และใบจากด้วย
ด้านนางพัชรา อนามบุตร ผู้จัดการฝ่ายค้าปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางกลุ่มนอนออยล์ในปีหน้า จะเน้นร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งปัจจุบันมีครบในปั้มน้ำมันทุก 1,400 แห่งแล้ว โดยจะปรับปรุงเพิ่มยอดขาย พร้อมกับขยายสาขาตามสถานีบริการใหม่ เช่นเดียวกับร้านคาเฟ่อเมซอน ซึ่งสิ้นปีนี้จะมีสาขาราว 1,700แห่ง โดยจะเน้นขยายในต่างประเทศทั้งที่ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา รวมถึงญี่ปุ่น และล่าสุดกับการขยายร้านเท็กซัส ชิคเก้น ซึ่งได้สิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ มาเปิดบริการในเมืองไทย ก็จะขยายสาขาในปั้มน้ำมันปตท. ซึ่งในปีนี้จะมีสาขารวม 9 แห่ง และคาดว่าจะขยายให้ได้อย่างน้อย 50 แห่งใน 5 ปีหรือเฉลี่ย 10 แห่งต่อปี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นแผนการรุกสร้างรายได้จากกลุ่มนอนออยล์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จากปัจจุบันที่มีรายได้ในกลุ่มนี้กว่า 3,000 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันต่างหาพันธมิตรในการร่วมมือเปิดบริการเพื่อสร้างเป็นแม็กเนตดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เช่น สถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ ซึ่งล่าสุดจับมือกับกลุ่มตระกูลตั้งคารวคุณ นำแบรนด์ "ซุปเปอร์เซฟ มินิมาร์ท" เข้ามาเปิดให้บริการจากปัจจุบันที่มีแบรนด์เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรสอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากซุปเปอร์เซฟฯ จะเปิดที่เอสโซ่แล้ว ยังมีเปิดให้บริการในปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งก็มีทั้งร้านซุปเปอร์เซฟฯ และท็อปส์เดลี่ ขณะที่ ปตท. ก็มีทั้งแบรนด์ร้านจิฟฟี่และเซเว่นอีเลฟเว่น ส่วนเชลล์ ยังคงเปิดให้บริการซีเล็ค และปั้มพีที ก็ลงทุนเปิดให้บริการร้านสะดวกซื้อเอง ภายใต้ชื่อ "แม็กซ์มาร์ท"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11 - 14 ธันวาคม 2559






