thansettakij
thansettakij
นักลงทุนกังวลเงินยูโรดิ่งหนัก อิตาลีป่วนนายกรัฐมนตรีลาออกสังเวยประชามติไม่ผ่าน

นักลงทุนกังวลเงินยูโรดิ่งหนัก อิตาลีป่วนนายกรัฐมนตรีลาออกสังเวยประชามติไม่ผ่าน

08 ธ.ค. 59 | 13:00 น.
ผลประชามติไม่รับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี นอกจากจะจุดชนวนความไม่แน่นอนภายในประเทศแล้ว ยังกลายมาเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อจากนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากชาวอิตาลีลงความเห็นไม่ยอมรับการปรับแก้รัฐธรรมนูญ ในการลงประชามติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงมากถึง 59% เป็นเหตุให้นายมัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกจากตำแหน่งนั้น นับเป็นการสร้างปัจจัยเสี่ยงระลอกใหม่ต่อเศรษฐกิจของอิตาลี ตลอดจนก่อให้เกิดความกังวลต่อความเข้มแข็งของสกุลเงินยูโรและการรวมตัวของเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมนับต่อจากนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง

นายเซอร์จิโอ มัตตาเรลลา ประธานาธิบดีอิตาลี ยอมรับการลาออกของนายเรนซีในช่วงเย็นวันจันทร์ (5 ธ.ค.) แต่ได้ขอให้นายเรนซีอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2560 ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ โดยสภาผู้แทนราษฎรของอิตาลีผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้ว เหลือเพียงการลงมติของวุฒิสภา

หลังจากนายเรนซีก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นที่คาดหมายว่าอิตาลีจะจัดตั้งรัฐบาลรักษาการณ์ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องของวิกฤติในระบบธนาคาร ที่ปัจจุบันมีหนี้เสียอยู่ในระบบมากถึง 3.6 แสนล้านยูโร หลังจากนั้นรัฐบาลรักษาการณ์จะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดเดิมในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2561

หลังผลประชามติมีความชัดเจนว่าชาวอิตาลีไม่ยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นักลงทุนในตลาดทำการเทขายหุ้นของธนาคารพาณิชย์อิตาลี เนื่องจากคาดว่าแผนการช่วยเหลือภาคการธนาคารอิตาลีที่นายเรนซีจัดทำขึ้นมาจะต้องล้มพับไป ขณะเดียวกัน เงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงในวันจันทร์ (5 ธ.ค.) ก่อนจะฟื้นกลับคืนมา เช่นเดียวกันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีที่ปรับสูงขึ้น ตลอดจนนักลงทุนขายพันธบัตรรัฐบาลสเปนและโปรตุเกส หันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีซึ่งเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งมากกว่าแทน

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุนสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนมองเห็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากประเทศในกลุ่มยุโรปตอนใต้ รวมไปถึงความไม่มั่นใจที่มีต่อสกุลเงินยูโร

นอกจากนี้ ผลที่ออกมายังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของกระแสการต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่มีเพิ่มมากขึ้นในประเทศต่างๆ โดยหลังจากชาวอังกฤษลงมติเลือกที่จะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยการชูนโยบายต่อต้านการค้าเสรี ความพ่ายแพ้ของนายเรนซีในประชามติครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคไฟว์ สตาร์ มูฟเมนต์ ซึ่งต้องการแยกอิตาลีออกจากยูโรโซน

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีในช่วงต้นปี 2557 นายเรนซีผลักดันการปฏิรูปที่สำคัญหลายประการ อาทิ การปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่ผ่อนผันกฎการจ้างและเลิกจ้างพนักงาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยสร้างงานให้ชาวอิตาลีได้ประมาณ 6 แสนตำแหน่ง แต่ชดเชยตำแหน่งงานที่สูญเสียไปประมาณ 1 ล้านตำแหน่งนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้รัฐบาลของนายเรนซียังเริ่มต้นแผนปฏิรูปภาษีและการบริหารราชการของรัฐบาลท้องถิ่นที่ขาดประสิทธิภาพ รวมไปถึงการปฏิรูประบบศาลเพื่อช่วยให้ธนาคารแก้ปัญหาหนี้เสียได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความพยายามปฏิรูปรัฐธรรมนูญก็เพื่อลดอุปสรรคอีกประการหนึ่งของการปฏิรูป นั่นคือลดอำนาจของวุฒิสภาลง

ผู้บริหารภาคธุรกิจและฝ่ายนโยบายเกรงว่ารัฐบาลใหม่จะไม่กล้าเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปสำคัญ หลังจากแนวทางของนายเรนซีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ขณะเดียวกัน รัฐบาลรักษาการณ์ที่คาดว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่นาน และโอกาสที่จะเกิดการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆ นี้ หมายความว่าโมเมนตัมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะหยุดชะงักลงไปในช่วงนี้

"ปัญหาเศรษฐกิจ 3 ด้านของอิตาลี คือ เศรษฐกิจไม่เติบโต หนี้สาธารณะระดับสูง และหนี้เสียภาคธนาคาร น่าจะยังไม่ได้รับการแก้ไข" นักวิเคราะห์จากเอบีเอ็น อัมโร ระบุ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 8 - 10 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline