
เคาะภาษีดึงลงทุนรถอีวี บีโอไอชง‘ประยุทธ์’ธ.ค.นี้-รถ BEVได้สิทธิ์สูงสุด 8 ปี
บีโอไอลุยผลักดันสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขรถอีวี ทุ่มสิทธิภาษีสูงสุด 8 ปี หนุนผลิตชิ้นส่วนสำคัญรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ผลิตชิ้นส่วนปลั๊กอินไฮบริดได้สิทธิภาษีสูงสุด 7 ปีตั้งเงื่อนไขทุกค่ายต้องเสนอแพ็กเกจและยื่นคำขอภายในปี 2560
หลังจากที่รัฐบาลมีแผนสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)และให้การบ้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมการลงทุน
ล่าสุดผลการศึกษาคืบหน้ามาตามลำดับ และเตรียมนำไปสู่การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบอร์ดใหญ่บีโอไอ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากวงการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ร่างแนวทางส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ได้เสร็จสิ้นแล้ว เป็นร่างสุดท้ายก่อนจะชงเข้าพิจารณาในบอร์ดใหญ่บีโอไอ หลังจากผ่านการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ เช่นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเตรียมจะผลักดันโดยให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนภายในเดือนธันวาคมปีนี้
ทั้งนี้จากการพิจารณาร่วมกันมีการจัดสรรแนวทางการส่งเสริมรถอีวีไว้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ร่างแนวทางส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 2. ร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV 3.ร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถบัสไฟฟ้า(Battery Electric Bus)โดยการส่งเสริมรถอีวีทั้ง3 กลุ่มนี้ มีเงื่อนไขที่อยู่ในหลักการเดียวกัน คือ จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม(Package) และต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ 5 รายการในประเทศคือมอเตอร์,แบตเตอรี่,BMS(ระบบควบคุมแบตเตอรี่), ระบบปรับอากาศไฟฟ้าและDCU (เสมือนเป็นสมองกลของระบบ) รวมถึงจะต้องมีแผนพัฒนาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศไทย(Local Supplier) แต่มีเงื่อนเวลาที่แตกต่างกันไป
3ปีแรกได้สิทธิ์นำเข้าชิ้นส่วนปลอดภาษี
แหล่งข่าวกล่าวว่า ตามร่างแนวทางการส่งเสริมรถPHEV กำหนดเงื่อนไขว่า จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล3-7ปี โดย ระยะเวลา 3 ปีแรกนับจากที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ สามารถนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ 5 รายการดังกล่าว เข้ามาประกอบได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรนำเข้า และจะต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างน้อย 1 ชิ้นภายใน3ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี เมื่อถึงปีที่4 สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 ชิ้น ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเป็นเวลา 4 ปี หากผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ 3 ชิ้นก็จะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี จะได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าวเพิ่มทุกปี ถ้าผลิตชิ้นส่วนเพิ่ม ไล่ไปจนกว่าจะครบ 5 ชิ้น ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7 ปีสูงสุด
รถ BEV ได้สูงสุด 8 ปี
ส่วนร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV มีเงื่อนว่าจะต้องเสนอเป็นแผนงานรวมและมีการพัฒนาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศไทย โดยต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ(มอเตอร์,แบตเตอรี่,ระบบปรับอากาศฟ้า และDCU)อย่างน้อย1ชิ้น ภายในปีที่6 เป็นอย่างช้า นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมโดยจะกำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์คือ ปีที่1 สามารถนำเข้ารถสำเร็จรูปหรือรถCBU (Completely Built Up)เข้ามาทั้งคันได้จำนวน150 คัน และปีที่2 จำนวน300 คัน โดยไม่เสียภาษีอากรขาเข้าพอปีที่3 ต้องเริ่มผลิตในประเทศได้แล้ว โดยสามารถใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำเร็จรูป(CKD) เข้ามาประกอบได้โดยเสียภาษีอากรขาเข้าปกติ
สำหรับรถ BEV กรณีที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญ 5 รายการดังกล่าวได้จะได้รับสิทธิประโยชน์หลักด้านการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 8ปี เนื่องจากในประเทศยังไม่มีค่ายใดผลิตได้และจะต้องขึ้นไลน์ผลิตใหม่ โดยมีหลักในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งเป็น 2 แนวทางดังนี้ 1. ถ้าเริ่มผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ภายในปีที่3 นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทันที 8 ปี แต่ถ้าสามารถผลิตได้ในปีที่4 นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7ปี ถ้าผลิตได้ในปีที่5 ก็จะได้รับสิทธิ์ทางภาษีดังกล่าวเป็นเวลา 6 ปี
2.ถ้าผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้มากกว่า 1 ชิ้น ก็จะรับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม 1 ชิ้นต่อ 1ปี ยกตัวอย่างเช่น ปีที่4 ผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ 1 ชิ้น ก็จะได้รับสิทธิ์ทางภาษีดังกล่าว เป็นระยะเวลา 7 ปี และถ้าผลิตได้ชิ้นที่2 ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ปี รวมเป็น 8 ปี เป็นต้น
ส่วนร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถบัสไฟฟ้า(Battery Electric Bus)นอกจากจะต้องเสนอเป็นแผนงานรวมแล้ว จะต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างน้อย 1 ชิ้นในปีที่5เป็นอย่างช้า นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม จะเป็นชิ้นส่วนใดก็ได้ที่อยู่ใน4 ชิ้นส่วนสำคัญ(มอเตอร์,แบตเตอรี่,BMS,DCU)ที่บังคับ หลังจากนั้นจะค่อยๆเพิ่มในปีถัดมาจนครบ 4 ชิ้น และจะต้องมีแผนพัฒนาผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ
โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับเมื่อผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ภายในปีที่5 จำนวน 1 ชิ้น จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นปีต่อมาถ้าผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ปี ไปจนครบ 6ปี เมื่อสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้จนครบ4 ชิ้นดังกล่าว เป็นต้น
ทั้งนี้การส่งเสริมลงทุนผลิตรถไฟฟ้าทั้ง3ประเภทดังกล่าวนั้น จะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในเดือนธันวาคมปี2560 โดยบีโอไอไม่ได้กำหนดพื้นที่ลงทุน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ภาครัฐยังไม่พร้อมจะเผยแพร่รายละเอียดจนกว่าจะไฟเขียวจากบอร์ดใหญ่บีโอไอที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก่อน เพราะถ้าข้อมูลถูกเผยแพร่ออกไปก่อน จะเกิดการวิ่งล็อบบี้จากวงการรถยนต์และชิ้นส่วนเกิดขึ้น เช่น การขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วน หรือจำนวนการนำเข้ารถ CBU โดยร่างนี้เป็นชุดสุดท้ายก่อนเคาะเงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนออกมา ถ้าจะเกิดการแก้ไข ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมาก อาจมีบางส่วนที่มีการทวงติงและปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเท่านั้น เช่นจำนวนชิ้นส่วนสำคัญ5 รายการนั้น อาจจะลดลงเหลือเพียง 4 รายการ
ส.อ.ท.โชว์ยอดขายรถในอนาคต
ด้านนายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวในฐานะประธานคลัสเตอร์ยานยนต์ของส.อ.ท.ว่า เมื่อวันที่28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะกรรมมาธิการวิสามัญศึกษาและเตรียมความพร้อมทางมาตรการด้านศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีการเปิดประชาพิจารณ์เกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่รัฐบาลอยากให้การส่งเสริม โดยส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงรถยนต์สันดาปภายใน(ICE)และรถยนต์ไฟฟ้า(HEV, PHEV,BEV)ถึงยอดขายภายในประเทศ ที่ระบุว่าปีนี้จะมียอดขายภายในประเทศรวมจำนวน 750,000คันต่อปี และปี2563จะเพิ่มเป็น 900,000 คันต่อปี ปี 2568 เพิ่มเป็น1.20 ล้านคันต่อปี ปี2573 เพิ่มเป็น1.40 ล้านคันต่อปี และปี2578 จะเพิ่มเป็น 1.50 ล้านคันต่อปี
ปัจจุบันในประเทศมียอดสะสมรถไฟฟ้า(HEV, PHEV,BEV)ในปี2559 จำนวน 75,000 คัน และคาดการณ์ว่าปี2563 จะเพิ่มเป็น 120,000 คัน ปี2568 จะมียอดสะสมรถไฟฟ้ารวม360,000คัน ปี2573 จะมียอดสะสมรถไฟฟ้ารวม 960,000 คัน และปี2578 จะมียอดสะสมรถไฟฟ้ารวม 2.280 ล้านคัน(ดูตารางประกอบ) เหล่านี้คือทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศทั้งปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคต
เด็นโซ่แนะมุ่งอีโคคาร์ต่อเนื่อง
ขณะที่นายมะซะโอะซึเอะมัทซึ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด บริษัทในกลุ่มเด็นโซ่ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมและระบบเซ็นเซอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ป้อนให้กับทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลไทยบอกว่าอยากให้มีรถอีวี แต่ไม่ได้บอกถึงระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ผลิตได้ปรับตัว และควรพิจารณาระยะเวลาที่เหมาะสม ต้องมีโรดแมปที่ชัดเจน และต้องไม่ให้เกิดความสับสนในวงการยานยนต์ ยอมรับว่าถ้ามองเพียงภาพการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวรถอีวีคือคำตอบ แต่สำหรับประเทศไทยจะต้องมองทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สร้างจีดีพีให้กับประเทศจำนวนมาก เพราะส่งออก40% ถ้าไม่มองแบบนี้จะกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบได้
“ผมเข้าใจว่าเวลานี้เราเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง ที่นำรถยนต์ไปเทียบกับอเมริกา ยุโรป ซึ่งเก่งด้านการดีไซน์ การวิจัยและพัฒนา มีต้นทุนสูง จึงต้องลงมาโฟกัสที่รถอีวีเพื่อควบคุมต้นทุนที่ลงทุนไปกับงานเหล่านี้ แต่ไทยมีจุดเด่นในการเป็นฐานการผลิตที่แข็งแรง เราควรจะมุ่งเน้นไปด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยให้มองไปที่รถอีโคคาร์หรือรถประหยัดพลังงานให้ต่อเนื่อง เพราะเป็นเทรนโลกที่ต้องการลดการปล่อย CO2 (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์)”
นายโกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถ้าร่างแนวทางการส่งเสริมของอุตสาหกรรมยานยนต์ออกมาเป็นแบบนี้ก็เห็นด้วย เพราะจะไปตามกระแสโลกที่ลดการใช้น้ำมันลง ขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีความหลากหลายในการใช้รถ แต่ไม่ควรก้าวข้ามสเต็ปของการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมองถึงความเหมาะสมในประเทศไทยเป็นหลักก่อน
ค่ายรถรอดูมาตรการส่งเสริม
ด้านค่ายรถ นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิสสันยังติดตามสถานการณ์และนโยบายการสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และยังต้องศึกษารายละเอียดของการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอก่อน เนื่องจากการนำเข้าไฟฟ้ามาจำหน่ายในทันทีคงเป็นไปไม่ได้ ต้องศึกษาจำนวนลูกค้าและผลการตอบรับเสียก่อน รวมทั้งการพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า ปริมาณไฟฟ้า และความพร้อมระบบไฟฟ้าของที่อยู่อาศัย โดยในขณะนี้ นิสสันได้นำรถไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ มาจัดแสดงในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่าง 1-12 ธันวาคม 2559 เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้สนใจทั่วไปได้รู้ถึงประโยชน์และวิธีการใช้รถไฟฟ้า
ล่าสุดในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 12 ธันวาคม 2559 ณ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ได้มีบริษัท ซิลิคอน มอเตอร์ จำกัด ที่นำรถไฟฟ้า แบรนด์RAYTTLE เข้ามาเปิดตัวในไทย โดยรูปแบบการทำตลาดจะขายแพลตฟอร์มรถและจำหน่ายสถานีชาร์จไฟควบคู่ ซึ่งในเฟสแรกจะแนะนำสมาร์ทซิตีคาร์ ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างรถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่ง ขับเคลื่อนโดยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 100 กิโลเมตร หากชาร์จไฟเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ซึ่งรถดังกล่าวผลิตจากประเทศจีนและใช้เทคโนโลยีจากประเทศฝรั่งเศส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559
หลังจากที่รัฐบาลมีแผนสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)และให้การบ้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมการลงทุน
ล่าสุดผลการศึกษาคืบหน้ามาตามลำดับ และเตรียมนำไปสู่การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบอร์ดใหญ่บีโอไอ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากวงการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ร่างแนวทางส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ได้เสร็จสิ้นแล้ว เป็นร่างสุดท้ายก่อนจะชงเข้าพิจารณาในบอร์ดใหญ่บีโอไอ หลังจากผ่านการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ เช่นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเตรียมจะผลักดันโดยให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนภายในเดือนธันวาคมปีนี้
ทั้งนี้จากการพิจารณาร่วมกันมีการจัดสรรแนวทางการส่งเสริมรถอีวีไว้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ร่างแนวทางส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 2. ร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV 3.ร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถบัสไฟฟ้า(Battery Electric Bus)โดยการส่งเสริมรถอีวีทั้ง3 กลุ่มนี้ มีเงื่อนไขที่อยู่ในหลักการเดียวกัน คือ จะต้องเสนอเป็นแผนงานรวม(Package) และต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ 5 รายการในประเทศคือมอเตอร์,แบตเตอรี่,BMS(ระบบควบคุมแบตเตอรี่), ระบบปรับอากาศไฟฟ้าและDCU (เสมือนเป็นสมองกลของระบบ) รวมถึงจะต้องมีแผนพัฒนาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศไทย(Local Supplier) แต่มีเงื่อนเวลาที่แตกต่างกันไป
3ปีแรกได้สิทธิ์นำเข้าชิ้นส่วนปลอดภาษี
แหล่งข่าวกล่าวว่า ตามร่างแนวทางการส่งเสริมรถPHEV กำหนดเงื่อนไขว่า จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล3-7ปี โดย ระยะเวลา 3 ปีแรกนับจากที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ สามารถนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ 5 รายการดังกล่าว เข้ามาประกอบได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรนำเข้า และจะต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างน้อย 1 ชิ้นภายใน3ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี เมื่อถึงปีที่4 สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 ชิ้น ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเป็นเวลา 4 ปี หากผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ 3 ชิ้นก็จะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี จะได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าวเพิ่มทุกปี ถ้าผลิตชิ้นส่วนเพิ่ม ไล่ไปจนกว่าจะครบ 5 ชิ้น ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7 ปีสูงสุด
รถ BEV ได้สูงสุด 8 ปี
ส่วนร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV มีเงื่อนว่าจะต้องเสนอเป็นแผนงานรวมและมีการพัฒนาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศไทย โดยต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ(มอเตอร์,แบตเตอรี่,ระบบปรับอากาศฟ้า และDCU)อย่างน้อย1ชิ้น ภายในปีที่6 เป็นอย่างช้า นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมโดยจะกำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์คือ ปีที่1 สามารถนำเข้ารถสำเร็จรูปหรือรถCBU (Completely Built Up)เข้ามาทั้งคันได้จำนวน150 คัน และปีที่2 จำนวน300 คัน โดยไม่เสียภาษีอากรขาเข้าพอปีที่3 ต้องเริ่มผลิตในประเทศได้แล้ว โดยสามารถใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำเร็จรูป(CKD) เข้ามาประกอบได้โดยเสียภาษีอากรขาเข้าปกติ
สำหรับรถ BEV กรณีที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญ 5 รายการดังกล่าวได้จะได้รับสิทธิประโยชน์หลักด้านการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 8ปี เนื่องจากในประเทศยังไม่มีค่ายใดผลิตได้และจะต้องขึ้นไลน์ผลิตใหม่ โดยมีหลักในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งเป็น 2 แนวทางดังนี้ 1. ถ้าเริ่มผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ภายในปีที่3 นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทันที 8 ปี แต่ถ้าสามารถผลิตได้ในปีที่4 นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริมก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7ปี ถ้าผลิตได้ในปีที่5 ก็จะได้รับสิทธิ์ทางภาษีดังกล่าวเป็นเวลา 6 ปี
2.ถ้าผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้มากกว่า 1 ชิ้น ก็จะรับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม 1 ชิ้นต่อ 1ปี ยกตัวอย่างเช่น ปีที่4 ผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ 1 ชิ้น ก็จะได้รับสิทธิ์ทางภาษีดังกล่าว เป็นระยะเวลา 7 ปี และถ้าผลิตได้ชิ้นที่2 ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ปี รวมเป็น 8 ปี เป็นต้น
ส่วนร่างแนวทางการส่งเสริมการลงทุนรถบัสไฟฟ้า(Battery Electric Bus)นอกจากจะต้องเสนอเป็นแผนงานรวมแล้ว จะต้องมีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างน้อย 1 ชิ้นในปีที่5เป็นอย่างช้า นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม จะเป็นชิ้นส่วนใดก็ได้ที่อยู่ใน4 ชิ้นส่วนสำคัญ(มอเตอร์,แบตเตอรี่,BMS,DCU)ที่บังคับ หลังจากนั้นจะค่อยๆเพิ่มในปีถัดมาจนครบ 4 ชิ้น และจะต้องมีแผนพัฒนาผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ
โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับเมื่อผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้ภายในปีที่5 จำนวน 1 ชิ้น จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นปีต่อมาถ้าผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ปี ไปจนครบ 6ปี เมื่อสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้จนครบ4 ชิ้นดังกล่าว เป็นต้น
ทั้งนี้การส่งเสริมลงทุนผลิตรถไฟฟ้าทั้ง3ประเภทดังกล่าวนั้น จะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในเดือนธันวาคมปี2560 โดยบีโอไอไม่ได้กำหนดพื้นที่ลงทุน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ภาครัฐยังไม่พร้อมจะเผยแพร่รายละเอียดจนกว่าจะไฟเขียวจากบอร์ดใหญ่บีโอไอที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก่อน เพราะถ้าข้อมูลถูกเผยแพร่ออกไปก่อน จะเกิดการวิ่งล็อบบี้จากวงการรถยนต์และชิ้นส่วนเกิดขึ้น เช่น การขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วน หรือจำนวนการนำเข้ารถ CBU โดยร่างนี้เป็นชุดสุดท้ายก่อนเคาะเงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนออกมา ถ้าจะเกิดการแก้ไข ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมาก อาจมีบางส่วนที่มีการทวงติงและปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเท่านั้น เช่นจำนวนชิ้นส่วนสำคัญ5 รายการนั้น อาจจะลดลงเหลือเพียง 4 รายการ
ส.อ.ท.โชว์ยอดขายรถในอนาคต
ด้านนายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวในฐานะประธานคลัสเตอร์ยานยนต์ของส.อ.ท.ว่า เมื่อวันที่28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะกรรมมาธิการวิสามัญศึกษาและเตรียมความพร้อมทางมาตรการด้านศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีการเปิดประชาพิจารณ์เกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่รัฐบาลอยากให้การส่งเสริม โดยส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงรถยนต์สันดาปภายใน(ICE)และรถยนต์ไฟฟ้า(HEV, PHEV,BEV)ถึงยอดขายภายในประเทศ ที่ระบุว่าปีนี้จะมียอดขายภายในประเทศรวมจำนวน 750,000คันต่อปี และปี2563จะเพิ่มเป็น 900,000 คันต่อปี ปี 2568 เพิ่มเป็น1.20 ล้านคันต่อปี ปี2573 เพิ่มเป็น1.40 ล้านคันต่อปี และปี2578 จะเพิ่มเป็น 1.50 ล้านคันต่อปี
ปัจจุบันในประเทศมียอดสะสมรถไฟฟ้า(HEV, PHEV,BEV)ในปี2559 จำนวน 75,000 คัน และคาดการณ์ว่าปี2563 จะเพิ่มเป็น 120,000 คัน ปี2568 จะมียอดสะสมรถไฟฟ้ารวม360,000คัน ปี2573 จะมียอดสะสมรถไฟฟ้ารวม 960,000 คัน และปี2578 จะมียอดสะสมรถไฟฟ้ารวม 2.280 ล้านคัน(ดูตารางประกอบ) เหล่านี้คือทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศทั้งปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคต
เด็นโซ่แนะมุ่งอีโคคาร์ต่อเนื่อง
ขณะที่นายมะซะโอะซึเอะมัทซึ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด บริษัทในกลุ่มเด็นโซ่ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมและระบบเซ็นเซอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ป้อนให้กับทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลไทยบอกว่าอยากให้มีรถอีวี แต่ไม่ได้บอกถึงระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ผลิตได้ปรับตัว และควรพิจารณาระยะเวลาที่เหมาะสม ต้องมีโรดแมปที่ชัดเจน และต้องไม่ให้เกิดความสับสนในวงการยานยนต์ ยอมรับว่าถ้ามองเพียงภาพการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวรถอีวีคือคำตอบ แต่สำหรับประเทศไทยจะต้องมองทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สร้างจีดีพีให้กับประเทศจำนวนมาก เพราะส่งออก40% ถ้าไม่มองแบบนี้จะกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบได้
“ผมเข้าใจว่าเวลานี้เราเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง ที่นำรถยนต์ไปเทียบกับอเมริกา ยุโรป ซึ่งเก่งด้านการดีไซน์ การวิจัยและพัฒนา มีต้นทุนสูง จึงต้องลงมาโฟกัสที่รถอีวีเพื่อควบคุมต้นทุนที่ลงทุนไปกับงานเหล่านี้ แต่ไทยมีจุดเด่นในการเป็นฐานการผลิตที่แข็งแรง เราควรจะมุ่งเน้นไปด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยให้มองไปที่รถอีโคคาร์หรือรถประหยัดพลังงานให้ต่อเนื่อง เพราะเป็นเทรนโลกที่ต้องการลดการปล่อย CO2 (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์)”
นายโกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถ้าร่างแนวทางการส่งเสริมของอุตสาหกรรมยานยนต์ออกมาเป็นแบบนี้ก็เห็นด้วย เพราะจะไปตามกระแสโลกที่ลดการใช้น้ำมันลง ขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีความหลากหลายในการใช้รถ แต่ไม่ควรก้าวข้ามสเต็ปของการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมองถึงความเหมาะสมในประเทศไทยเป็นหลักก่อน
ค่ายรถรอดูมาตรการส่งเสริม
ด้านค่ายรถ นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิสสันยังติดตามสถานการณ์และนโยบายการสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และยังต้องศึกษารายละเอียดของการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอก่อน เนื่องจากการนำเข้าไฟฟ้ามาจำหน่ายในทันทีคงเป็นไปไม่ได้ ต้องศึกษาจำนวนลูกค้าและผลการตอบรับเสียก่อน รวมทั้งการพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า ปริมาณไฟฟ้า และความพร้อมระบบไฟฟ้าของที่อยู่อาศัย โดยในขณะนี้ นิสสันได้นำรถไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ มาจัดแสดงในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่าง 1-12 ธันวาคม 2559 เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้สนใจทั่วไปได้รู้ถึงประโยชน์และวิธีการใช้รถไฟฟ้า
ล่าสุดในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 33 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 12 ธันวาคม 2559 ณ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ได้มีบริษัท ซิลิคอน มอเตอร์ จำกัด ที่นำรถไฟฟ้า แบรนด์RAYTTLE เข้ามาเปิดตัวในไทย โดยรูปแบบการทำตลาดจะขายแพลตฟอร์มรถและจำหน่ายสถานีชาร์จไฟควบคู่ ซึ่งในเฟสแรกจะแนะนำสมาร์ทซิตีคาร์ ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างรถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่ง ขับเคลื่อนโดยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 100 กิโลเมตร หากชาร์จไฟเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ซึ่งรถดังกล่าวผลิตจากประเทศจีนและใช้เทคโนโลยีจากประเทศฝรั่งเศส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559






