thansettakij
thansettakij
ราคาน้ำมันดิบยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องลุ้นยาวถึงต้นปีหน้าเหนือระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องลุ้นยาวถึงต้นปีหน้าเหนือระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

05 ธ.ค. 59 | 08:33 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ธ.ค. 59 | 15:33 น.
วงการอุตสาหกรรมนํ้ามันชี้ราคานํ้ามันดิบอาจขยับสูงขึ้นอีก 2-3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทะลุ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในต้นปีหน้า หลังกลุ่มโอเปกบรรลุข้อตกลง ลดกำลังการผลิต หวังรักษาเสถียรภาพราคานํ้ามันดิบโลก พร้อมจับตาการประชุมระหว่างกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ส่งผลราคาขายปลีกในประเทศปรับตัวตาม

นายมนูญศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงต้นปี 2560 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีกเล็กน้อย หรือประมาณ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากประเทศกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปก ได้บรรลุข้อตกลงที่จะลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ 32.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมา 3-4 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้นมา โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปรับตัวมาอยู่ที่ 51.06 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ 53.94 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และดูไบ 48.94 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม คงจะต้องจับตาว่ากลุ่มโอเปกจะสามารถลดกำลังการผลิตได้จริงตามข้อตกลงหรือไม่ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวกว่าจะมีผลในเชิงปฏิบัติก็จะเป็นช่วงเดือนมกราคม 2560 ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มโอเปกเคยมีประวัติกรณีไม่ทำตามข้อตกลงมาแล้ว ดังนั้นต้องดูว่ากลุ่มโอเปกสามารถปรับลดกำลังการผลิตได้จริงหรือไม่ หากสามารถดำเนินการได้ตามข้อตกลง ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงต้นปีหน้า ปรับขึ้นอีกเล็กน้อย โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันปีหน้ายืนเหนือ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เทียบกับปลายปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 53-54 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นดังกล่าว จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ จะขยับตัวสูงขึ้นได้อีก 50-60 สตางค์ต่อลิตร ในเร็วๆนี้ ซึ่งทางกระทรวงพลังงานอาจใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในช่วงนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันผันผวนจากมาตรการของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน ดังนั้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับขึ้น-ลงรวดเร็วในช่วงนี้ จนอาจส่งผลผลกระทบต่อประชาชนได้

“แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้จะขยับสูงขึ้น แต่ก็ไม่สูงมากนัก เพราะอดีตเคยขึ้นไปมากกว่านี้ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่ากลุ่มโอเปกจะสามารถลดกำลังการผลิตได้มากน้อยแค่ไหน หากกลุ่มโอเปกไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อตกลงราคาน้ำมันก็จะกลับลงมา แต่หากกลุ่มโอเปกและนอกโอเปก ปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเคร่งครัด ก็จะทำให้ราคาน้ำมันปีหน้าปรับตัวสูงขึ้น”นายมนูญ กล่าว

ด้านนักวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น 9% เกินระดับ 49 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หลังกลุ่มโอเปกบรรลุข้อตกลงการลดกำลังการผลิตของประเทศสมาชิกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นการลดกำลังการผลิตเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2551โดยเฉพาะน้ำมันดิบเบรนต์ ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดในรอบ 16 เดือนซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ มกราคม 2560 และจะมีการทบทวนข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้งในการประชุมโอเปกครั้งถัดไปในวันที่ 25 พฤษภาคม 2560

โดยซาอุดิอาระเบียตกลงที่จะปรับลดกำลังการผลิตลง 4.86 แสนบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ 10.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ทางด้านอิรัก จากเดิมที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงในการลดกำลังการผลิต ได้ปรับลดกำลังการผลิต 2.1 แสนบาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 4.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตามทางฝั่งอิหร่าน ลิเบีย และไนจีเรีย ได้รับการยกเว้นจากการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากการผลิตน้ำมันของประเทศดังกล่าวได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร และความไม่สงบภายในประเทศ

สำหรับปัจจัยที่น่าจับตามอง ที่จะส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้นนี้ จะต้องติดตามการประชุมระหว่างผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกและผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ เพื่อหาข้อตกลงในการลดกำลังการผลิต โดยกลุ่มโอเปกเสนอให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกปรับลดกำลังการผลิตลงทั้งสิ้น 6 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยกว่า 3 แสนบาร์เรลต่อวัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline