
ห่วงนักลงทุนทิ้งบาทเหตุเงินภูมิภาคอ่อนค่า
จับตาเฟด “ปรับประมาณการจีดีพีปีหน้ารับนโยบายทรัมป์-ทิศทางดอกเบี้ย” เดือนธันวาคม ห่วงนักลงทุนทิ้งบาทหากริงกิต เปโซ หยวนอ่อนค่าต่อเนื่อง เผย 3 ปัจจัยกระทบค่าบาท“การขึ้นดอกเบี้ยมะกัน-เงินทุนไหลออก-เศรษฐกิจไทยและสหรัฐฯ” ยันจีดีพีไทยปีหน้าแตะ 3.5% อานิสงส์รัฐเร่งเครื่องเต็มสูบ
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงแนวโน้มเงินบาทช่วงที่เหลือว่า มาจาก 3 ปัจจัยภาย คือ 1.ความชัดเจนธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคม 2559 โดนก่อนหน้าอาจจะมีความกังวลหรือเห็นต่าง แต่ภายหลังผลการเลือกตั้ง โดนัล ทรัมป์ กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดี ด้วยแนวนโยบายการบริหารประเทศในอนาคตสหรัฐจะลดการนำเข้า และสนับสนุนการทำงานของประชากรในประเทศ ตลาดยังประเมินโอกาสราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐจะปรับเพิ่มจึงเป็นผลบวกให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น
2.สัญญาณความเชื่อมั่นการบริโภคของสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้น จากนโยบายลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ส่งผลบวกต่อนักลงทุนมีความรู้สึกดีขึ้นและคาดว่าจะมีเงินทุนไหลกลับสหรัฐ 3.การดำเนินนโยบายการเงินและและแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐและการดำเนินนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของไทย
" การประชุมเฟดเดือนธันวาคมนี้ ตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐปีหน้า โดยเชื่อว่าเฟดจะออกประมาณการใหม่ปีหน้า ขณะที่ตลาดมองว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก และมีโอกาสที่จะปรับประมาณการเติบโตของจีดีพีให้สอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์จากที่ผ่านมาคาดไว้ที่ 1.8%ต่อปี โดยในส่วนของทีเอ็มบีมองว่าปีหน้าเฟดจะปรับดอกเบี้ย 1-2ครั้งเท่านั้นโดยอัตราดอกเบี้ยปลายปีอยู่ที่ 0.75%ปีหน้าอยู่ที่ 1-1.25% เพราะมองใน 2ส่วนคือ อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับขึ้นเป็น 2%จากนโยบายของทรัมป์และการใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินควบคู่กัน"
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทแข็งค่า 1.00% (ตั้งแต่สิ้นปี2558 อยู่ที่ 36.00บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2559 อยู่ที่ 35.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) สะท้อนการแข็งค่าเป็นอันดับ 2 รองจากสกุลเงิน รูเปียห์ ที่แข็งค่า 2.00% ที่เหลือยังอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยสกุลเงินเปโซ 5.00% ริงกิต – 3.6% และดอลลาร์ สิงคโปร์ -0.3%
อย่างไรก็ตาม ปีหน้าเศรษฐกิจไทยรัฐบาลประกาศชัดเจนถึงการเดินหน้ากระตุ้นอย่างเต็มที่โดยทั้งปีมีโอกาสเติบโต 3.5% แนวโน้มเงินบาทยังคงมีเสถียรภาพ ไม่มีความเสี่ยงมากนัก ยกเว้นถ้าค่าเงินริงกิต เปโซ หรือหยวนอ่อนค่าลงเรื่อยๆอาจส่งผลให้นักลงทุนขายทิ้งเงินบาทด้วย
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น แม้เวลานี้ตลาดคาดหวังว่ามีโอกาสเติบโตจากนโยบายของทรัมป์ แต่ในระยะหากนโยบายดังกล่าวไม่ส่งผลเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นผลจากการปรับลดอัตราภาษี หรือการดึงเงินทุนกลับสหรัฐและไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจีดีพีให้ขยายตัวเพิ่ม สุดท้ายแนวโน้มสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต้นปีอาจปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 36-37บาทต่อดอลลาร์สหรัฐและจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากสหรัฐโดยคาดว่าครึ่งปีหลังจะเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงแนวโน้มเงินบาทช่วงที่เหลือว่า มาจาก 3 ปัจจัยภาย คือ 1.ความชัดเจนธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคม 2559 โดนก่อนหน้าอาจจะมีความกังวลหรือเห็นต่าง แต่ภายหลังผลการเลือกตั้ง โดนัล ทรัมป์ กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดี ด้วยแนวนโยบายการบริหารประเทศในอนาคตสหรัฐจะลดการนำเข้า และสนับสนุนการทำงานของประชากรในประเทศ ตลาดยังประเมินโอกาสราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐจะปรับเพิ่มจึงเป็นผลบวกให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น
2.สัญญาณความเชื่อมั่นการบริโภคของสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้น จากนโยบายลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ส่งผลบวกต่อนักลงทุนมีความรู้สึกดีขึ้นและคาดว่าจะมีเงินทุนไหลกลับสหรัฐ 3.การดำเนินนโยบายการเงินและและแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐและการดำเนินนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของไทย
" การประชุมเฟดเดือนธันวาคมนี้ ตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐปีหน้า โดยเชื่อว่าเฟดจะออกประมาณการใหม่ปีหน้า ขณะที่ตลาดมองว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก และมีโอกาสที่จะปรับประมาณการเติบโตของจีดีพีให้สอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์จากที่ผ่านมาคาดไว้ที่ 1.8%ต่อปี โดยในส่วนของทีเอ็มบีมองว่าปีหน้าเฟดจะปรับดอกเบี้ย 1-2ครั้งเท่านั้นโดยอัตราดอกเบี้ยปลายปีอยู่ที่ 0.75%ปีหน้าอยู่ที่ 1-1.25% เพราะมองใน 2ส่วนคือ อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับขึ้นเป็น 2%จากนโยบายของทรัมป์และการใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินควบคู่กัน"
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทแข็งค่า 1.00% (ตั้งแต่สิ้นปี2558 อยู่ที่ 36.00บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2559 อยู่ที่ 35.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) สะท้อนการแข็งค่าเป็นอันดับ 2 รองจากสกุลเงิน รูเปียห์ ที่แข็งค่า 2.00% ที่เหลือยังอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยสกุลเงินเปโซ 5.00% ริงกิต – 3.6% และดอลลาร์ สิงคโปร์ -0.3%
อย่างไรก็ตาม ปีหน้าเศรษฐกิจไทยรัฐบาลประกาศชัดเจนถึงการเดินหน้ากระตุ้นอย่างเต็มที่โดยทั้งปีมีโอกาสเติบโต 3.5% แนวโน้มเงินบาทยังคงมีเสถียรภาพ ไม่มีความเสี่ยงมากนัก ยกเว้นถ้าค่าเงินริงกิต เปโซ หรือหยวนอ่อนค่าลงเรื่อยๆอาจส่งผลให้นักลงทุนขายทิ้งเงินบาทด้วย
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น แม้เวลานี้ตลาดคาดหวังว่ามีโอกาสเติบโตจากนโยบายของทรัมป์ แต่ในระยะหากนโยบายดังกล่าวไม่ส่งผลเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นผลจากการปรับลดอัตราภาษี หรือการดึงเงินทุนกลับสหรัฐและไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจีดีพีให้ขยายตัวเพิ่ม สุดท้ายแนวโน้มสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต้นปีอาจปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 36-37บาทต่อดอลลาร์สหรัฐและจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากสหรัฐโดยคาดว่าครึ่งปีหลังจะเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศไทย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559






