
‘ผู้นำเกาหลี’โยนสภาปลดล็อก วิกฤติข่าวฉาวระอุ 2 ธ.ค.ชี้ชะตากระบวนการถอดถอน
การแถลงข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาหลังโดนกระแสข่าวฉาวกระหน่ำจนคะแนนความนิยมลดฮวบเข้าขั้นวิกฤตของนางปาร์คกึน-เฮ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยผู้นำเกาหลีใต้โยนลูกให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินชะตากรรม พร้อมระบุเงื่อนไข “ยินดีลาออก” ก็ต่อเมื่อสภามีมาตรการรองรับการผ่องถ่ายอำนาจและลดแรงกระทบจากช่วงสุญญากาศทางการเมืองเสียก่อน
หลังจากที่ถูกกดดันรอบด้านรวมถึงการออกมาชุมนุมประท้วงของประชาชนเรือนแสนใจกลางกรุงโซลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และการสอบสวน-บุกค้นเอกสารจากองค์กรเอกชนหลายรายที่เกี่ยวเนื่องกับข้อกล่าวหาว่านางปาร์คมีส่วนโยงใยการทุจริตคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบ นางปาร์ค กึนเฮ ได้ออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชนอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (29 พ.ย.) พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เกิดวิกฤตการเมืองรายรอบตัวเธอ แต่ก็ปฏิเสธที่จะก้าวลงจากตำแหน่งและขอให้รัฐสภาช่วยหาทางออก
นายยุน กวานซุค โฆษกพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ให้ความเห็นว่า ถ้อยแถลงของนางปาร์คเป็นกลลวงที่ขาดความหมายจริงจัง “สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการลาออกในทันที ไม่ใช่การยึกยักซื้อเวลาและปัดความรับผิดชอบไปให้รัฐสภา” บรรดาพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้เห็นว่า นางปาร์คควรลาออกอย่างมีเกียรติก่อนจะไปถึงจุดที่รัฐสภาเปิดให้ลงมติว่าเธอยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐสภาเกาหลีใต้มีกำหนดเปิดประชุมหารือในวันศุกร์นี้ (2 ธ.ค.) เพื่อหาข้อสรุปว่าจะนำนางปาร์คเข้าสู่การ impeachment หรือการถอดถอนออกจากตำแหน่งผ่านกระบวนการทางสภาหรือไม่
นอกเหนือจากข้อกล่าวหาว่านางปาร์คปล่อยให้คนสนิท คือนางชอย ซุนซิล ที่มีความสนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น สามารถเข้าถึงเอกสารของทางการและแทรกแซงกิจกรรมของทางการโดยไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใดๆ โดยขณะนี้นางชอยอยู่ในความควบคุมของตำรวจและถูกแจ้งข้อหาหลายกระทงรวมถึงข้อกล่าวหาใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของตัวเอง นางปาร์คกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเธอพัวพันการคอร์รัปชัน อดีตที่ปรึกษาของเธอ 2 คนถูกตำรวจควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อัยการได้กล่าวหานางปาร์คมีส่วนรู้เห็นสมยอมในการคอรัปชั่นพร้อมแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อนางชอยและอดีตที่ปรึกษาของนางปาร์คทั้ง 2 คน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังบุกตรวจสอบเอกสารที่สำนักงานบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายแห่งรวมทั้งซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ลอตเต้ และเอสเค เพื่อหาหลักฐานโยงใยกรณีการรีดเงินบริจาคจากเอกชนของมูลนิธิในความดูแลของนางชอย
ข่าวระบุว่า ในสถานการณ์ปกติ นางปาร์คยังมีเวลาในการดำรงตำแหน่งอีก 15 เดือนจึงจะครบวาระ (ซึ่งตามกฎหมาย ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงเทอมเดียว เทอมละ 5 ปี) แต่หากนางยอมจำนนต่อแรงกดดันและประกาศลาออก ก็จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังจากนั้น ส่วนกรณีหากนางถูกรัฐสภามีมติให้เข้าสู่กระบวนการถอดถอน นายฮวาง เกียวอันห์ นายกรัฐมนตรีจะขึ้นมารักษาการแทนเป็นการชั่วคราว นักวิเคราะห์กล่าวว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญวิกฤติหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มีการเติบโตแผ่วลง การเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือที่แรงขึ้น และปัญหาหมักหมมบริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในภาวะที่บ้านเมืองเหมือนจะไร้ผู้นำ ระดับความน่าเชื่อถือของนางปาร์คตกลงเหลือเพียง 4% ในขณะนี้ นับว่าต่ำสุดเท่าที่ผู้นำในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเคยได้รับ และเป็นการหล่นจากความไว้วางใจในระดับ 63% ที่นางปาร์คเคยได้รับในปี 2556
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559
หลังจากที่ถูกกดดันรอบด้านรวมถึงการออกมาชุมนุมประท้วงของประชาชนเรือนแสนใจกลางกรุงโซลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และการสอบสวน-บุกค้นเอกสารจากองค์กรเอกชนหลายรายที่เกี่ยวเนื่องกับข้อกล่าวหาว่านางปาร์คมีส่วนโยงใยการทุจริตคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบ นางปาร์ค กึนเฮ ได้ออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชนอีกครั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (29 พ.ย.) พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เกิดวิกฤตการเมืองรายรอบตัวเธอ แต่ก็ปฏิเสธที่จะก้าวลงจากตำแหน่งและขอให้รัฐสภาช่วยหาทางออก
นายยุน กวานซุค โฆษกพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ให้ความเห็นว่า ถ้อยแถลงของนางปาร์คเป็นกลลวงที่ขาดความหมายจริงจัง “สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการลาออกในทันที ไม่ใช่การยึกยักซื้อเวลาและปัดความรับผิดชอบไปให้รัฐสภา” บรรดาพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้เห็นว่า นางปาร์คควรลาออกอย่างมีเกียรติก่อนจะไปถึงจุดที่รัฐสภาเปิดให้ลงมติว่าเธอยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐสภาเกาหลีใต้มีกำหนดเปิดประชุมหารือในวันศุกร์นี้ (2 ธ.ค.) เพื่อหาข้อสรุปว่าจะนำนางปาร์คเข้าสู่การ impeachment หรือการถอดถอนออกจากตำแหน่งผ่านกระบวนการทางสภาหรือไม่
นอกเหนือจากข้อกล่าวหาว่านางปาร์คปล่อยให้คนสนิท คือนางชอย ซุนซิล ที่มีความสนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น สามารถเข้าถึงเอกสารของทางการและแทรกแซงกิจกรรมของทางการโดยไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใดๆ โดยขณะนี้นางชอยอยู่ในความควบคุมของตำรวจและถูกแจ้งข้อหาหลายกระทงรวมถึงข้อกล่าวหาใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของตัวเอง นางปาร์คกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเธอพัวพันการคอร์รัปชัน อดีตที่ปรึกษาของเธอ 2 คนถูกตำรวจควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อัยการได้กล่าวหานางปาร์คมีส่วนรู้เห็นสมยอมในการคอรัปชั่นพร้อมแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการต่อนางชอยและอดีตที่ปรึกษาของนางปาร์คทั้ง 2 คน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังบุกตรวจสอบเอกสารที่สำนักงานบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายแห่งรวมทั้งซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ลอตเต้ และเอสเค เพื่อหาหลักฐานโยงใยกรณีการรีดเงินบริจาคจากเอกชนของมูลนิธิในความดูแลของนางชอย
ข่าวระบุว่า ในสถานการณ์ปกติ นางปาร์คยังมีเวลาในการดำรงตำแหน่งอีก 15 เดือนจึงจะครบวาระ (ซึ่งตามกฎหมาย ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงเทอมเดียว เทอมละ 5 ปี) แต่หากนางยอมจำนนต่อแรงกดดันและประกาศลาออก ก็จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังจากนั้น ส่วนกรณีหากนางถูกรัฐสภามีมติให้เข้าสู่กระบวนการถอดถอน นายฮวาง เกียวอันห์ นายกรัฐมนตรีจะขึ้นมารักษาการแทนเป็นการชั่วคราว นักวิเคราะห์กล่าวว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญวิกฤติหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มีการเติบโตแผ่วลง การเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือที่แรงขึ้น และปัญหาหมักหมมบริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในภาวะที่บ้านเมืองเหมือนจะไร้ผู้นำ ระดับความน่าเชื่อถือของนางปาร์คตกลงเหลือเพียง 4% ในขณะนี้ นับว่าต่ำสุดเท่าที่ผู้นำในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเคยได้รับ และเป็นการหล่นจากความไว้วางใจในระดับ 63% ที่นางปาร์คเคยได้รับในปี 2556
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559






