
พระราชประวัติ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณบรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูรกิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์บรมขัตติยราชกุมาร” เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17.45 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ขึ้น ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน พ.ศ. 2495
เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมพ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”
พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาขั้นต้นในระดับอนุบาล รุ่นที่ 2 จากโรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์แคว้นซอมเมอร์เซท ประเทศอังกฤษหลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์สกูล ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เสร็จแล้ว ทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์(ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลียเมื่อ พ.ศ. 2519
เมื่อนิวัตประเทศไทยทรงรับราชการทหารแล้วทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อ พ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2525 ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต(เกียรตินิยมอันดับ 2) และ พ.ศ. 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโครงการที่เกิดจากพระราชดำริในพระองค์เองอีกมากมายพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อทรงงานอย่างตรากตรำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของปวงชนชาวไทยในด้านต่างๆ
วันประวัติศาสตร์
สนช.รับทราบมติครม.เริ่มต้นกระบวนการสืบสันตติวงศ์
เมื่อเวลาประมาณ 11.19 น. ที่ อาคารรัฐสภา มีการประชุมสนช.วาระพิเศษ โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัยประธาน สนช. ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา แจ้งที่ประชุมว่า
ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวังเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สวรรคต และนายกรัฐมนตรีมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เรื่อง การสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2559
บัดนี้ ราชบัลลังก์ว่างลง จำเป็นต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาล คณะรัฐมนตรีจึงแจ้งรัฐสภาประชุมเพื่อรับทราบ และอัญเชิญเป็นพระมหากษัตริย์สืบไป
จากนั้นนายพรเพชรพร้อมสมาชิกสนช. ลุกขึ้นยืนเปล่งเสียง“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” เป็นการถวายพระพร แด่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559






