
โออิชิโกยยอดขายทะลุหมื่นล้าน กำไรปี59 พุ่ง 90% - ทุ่ม 1.2 พันล้านรุกอาหาร-เครื่องดื่ม
โออิชิ แจงผลประกอบการปี 59 เติบโตเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทำรายได้พุ่งกว่า 1 หมื่นล้าน และกำไรโต 90% หลังใช้ 3 กลยุทธ์ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจและกำลังซื้อ พร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง 1,200 ล้านทั้งกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม หวังสร้างการเติบโต 2 ดิจิตสู่ผู้นำตลาด
นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบปี 2559 ว่า สามารถสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้นกว่า 1.03 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร 4,906 ล้านบาท ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีรายได้ 5,493 ล้านบาท เติบโต 17% ขณะที่กำไรสุทธิมีมูลค่า 887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นกำไรสุทธิจากธุรกิจอาหาร 88 ล้านบาท เติบโต 183% ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีกำไรสุทธิ 799 ล้านบาท เติบโต 83%
สำหรับการปิดงบการเงินประจำปี 2559 ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบเดียวกันกับบริษัทแม่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งมีรอบบัญชีตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกันยายน โดยปีนี้ถือว่าเป็นปีแรกของการใช้ปีงบการเงินใหม่ จึงมีระยะเวลาการปิดรอบบัญชีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผลการดำเนินงานของปีนี้ยังสามารถสร้างการเติบโตกว่าช่วง 9 เดือนของปีที่ผ่านมา และสูงกว่าผลการดำเนินงานในรอบปีที่แล้วด้วย
ปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตดังกล่าว มาจากการใช้ 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. นวัตกรรมสินค้า (Product Innovation) ซึ่งนำนวัตกรรมาใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งด้านการผลิต ผลิตภัณฑ์ และการตลาด 2. การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ เพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย และ 3. การบริหารช่องทางจัดจำหน่าย (Distribution Excellent) ด้วยการซินเนอร์ยีและประสานความร่วมมือกับเครือข่ายธุรกิจ ขยายช่องทางจัดจำหน่าย และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความแข็งแกร่ง
"ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับปรุงการทำงาน การทำงานประสานงานกัน และขยายไปสู่การทำงานร่วมกับช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งเสริมสุขและไทยเบฟสิ่งแรกที่ใส่ คือ การทำงานร่วมกัน และการจัดโครงสร้างธุรกิจอาหารและอาหารกึ่งสำเร็จรูป กับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นการสอดประสานงานกัน ทำให้เกิดประสิทธิภาพ และการผลกำไร โดยเฉพาะด้านไอที ปีนี้มีการปรับปรุงระบบออโตเมชันมากขึ้น ปีนี้เป็นการปรับทั้งเรื่องโครงสร้าง คน และกระบวนการไปพร้อมกัน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในปีนี้เกินเป้าหมายที่วางไว้ กำไรเกินกว่าเป้าหมายไป 40% กลุ่มเครื่องดื่มรายได้เกินกว่าเป้าหมาย 44%"
แนวโน้มการเติบโตในปีหน้ายังคาดหวังว่าจะต้องเติบโตด้วยอัตราเลข 2 หลักขึ้นไป เนื่องจากมองว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้น และยังมีปัจจัยบวก คือ นโยบายภาครัฐ ที่เริ่มทยอยออกมาและปฏิบัติจริง จะทำให้เม็ดเงินสู่ตลาดมากขึ้น แม้ว่ากำลังซื้ออาจจะยังไม่กลับมาเหมือนเดิม แต่ในครั้งนี้น่าจะปรับฐานอย่างมั่นคง และการเมืองไม่น่าจะยังมีการเลือกตั้ง แต่การบริหารจัดการแบบนี้น่าจะทำให้มั่นคงได้ ส่งผลให้บริษัทเดินตามแผนไปได้ เศรษฐกิจโลก น่าจะเป็นนโยบายจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา คงต้องรอดูความชัดเจน ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
ขณะที่การลงทุนในปีหน้า บริษัทยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบประมาณ 1,200 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหาร 300 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม 600 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนด้านการบริหารงานและอื่นๆ ซึ่งงบประมาณการลงทุนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ใช้ 700 ล้านบาท ในการขยายไลน์เครื่องดื่มไลน์ที่ 4 ในปีหน้าวางแผนขยายร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีก 15 สาขา พร้อมกับเตรียมเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่ โออิชิ อิเทอเรียม (OISHI EATERIUM) และอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาแบรนด์ใหม่ที่จะเปิดเฉพาะห้างบิ๊กซี ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มยังเตรียมแคมเปญการตลาดไว้ 3 แคมเปญ รวมถึงการมองหาโอกาสเพิ่มสินค้าใหม่ที่เน้นกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559
นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบปี 2559 ว่า สามารถสร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้นกว่า 1.03 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร 4,906 ล้านบาท ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีรายได้ 5,493 ล้านบาท เติบโต 17% ขณะที่กำไรสุทธิมีมูลค่า 887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นกำไรสุทธิจากธุรกิจอาหาร 88 ล้านบาท เติบโต 183% ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีกำไรสุทธิ 799 ล้านบาท เติบโต 83%
สำหรับการปิดงบการเงินประจำปี 2559 ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบเดียวกันกับบริษัทแม่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งมีรอบบัญชีตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกันยายน โดยปีนี้ถือว่าเป็นปีแรกของการใช้ปีงบการเงินใหม่ จึงมีระยะเวลาการปิดรอบบัญชีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผลการดำเนินงานของปีนี้ยังสามารถสร้างการเติบโตกว่าช่วง 9 เดือนของปีที่ผ่านมา และสูงกว่าผลการดำเนินงานในรอบปีที่แล้วด้วย
ปัจจัยที่ผลักดันให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตดังกล่าว มาจากการใช้ 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. นวัตกรรมสินค้า (Product Innovation) ซึ่งนำนวัตกรรมาใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งด้านการผลิต ผลิตภัณฑ์ และการตลาด 2. การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ เพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย และ 3. การบริหารช่องทางจัดจำหน่าย (Distribution Excellent) ด้วยการซินเนอร์ยีและประสานความร่วมมือกับเครือข่ายธุรกิจ ขยายช่องทางจัดจำหน่าย และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความแข็งแกร่ง
"ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับปรุงการทำงาน การทำงานประสานงานกัน และขยายไปสู่การทำงานร่วมกับช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งเสริมสุขและไทยเบฟสิ่งแรกที่ใส่ คือ การทำงานร่วมกัน และการจัดโครงสร้างธุรกิจอาหารและอาหารกึ่งสำเร็จรูป กับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นการสอดประสานงานกัน ทำให้เกิดประสิทธิภาพ และการผลกำไร โดยเฉพาะด้านไอที ปีนี้มีการปรับปรุงระบบออโตเมชันมากขึ้น ปีนี้เป็นการปรับทั้งเรื่องโครงสร้าง คน และกระบวนการไปพร้อมกัน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในปีนี้เกินเป้าหมายที่วางไว้ กำไรเกินกว่าเป้าหมายไป 40% กลุ่มเครื่องดื่มรายได้เกินกว่าเป้าหมาย 44%"
แนวโน้มการเติบโตในปีหน้ายังคาดหวังว่าจะต้องเติบโตด้วยอัตราเลข 2 หลักขึ้นไป เนื่องจากมองว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้น และยังมีปัจจัยบวก คือ นโยบายภาครัฐ ที่เริ่มทยอยออกมาและปฏิบัติจริง จะทำให้เม็ดเงินสู่ตลาดมากขึ้น แม้ว่ากำลังซื้ออาจจะยังไม่กลับมาเหมือนเดิม แต่ในครั้งนี้น่าจะปรับฐานอย่างมั่นคง และการเมืองไม่น่าจะยังมีการเลือกตั้ง แต่การบริหารจัดการแบบนี้น่าจะทำให้มั่นคงได้ ส่งผลให้บริษัทเดินตามแผนไปได้ เศรษฐกิจโลก น่าจะเป็นนโยบายจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา คงต้องรอดูความชัดเจน ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
ขณะที่การลงทุนในปีหน้า บริษัทยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบประมาณ 1,200 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหาร 300 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม 600 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนด้านการบริหารงานและอื่นๆ ซึ่งงบประมาณการลงทุนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ใช้ 700 ล้านบาท ในการขยายไลน์เครื่องดื่มไลน์ที่ 4 ในปีหน้าวางแผนขยายร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีก 15 สาขา พร้อมกับเตรียมเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่ โออิชิ อิเทอเรียม (OISHI EATERIUM) และอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาแบรนด์ใหม่ที่จะเปิดเฉพาะห้างบิ๊กซี ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มยังเตรียมแคมเปญการตลาดไว้ 3 แคมเปญ รวมถึงการมองหาโอกาสเพิ่มสินค้าใหม่ที่เน้นกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559






