thansettakij
thansettakij
สปริงนิวส์ ผนึก CNN ชูคอนเทนต์ข่าวระดับโลก

สปริงนิวส์ ผนึก CNN ชูคอนเทนต์ข่าวระดับโลก

28 พ.ย. 59 | 07:10 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ย. 59 | 14:13 น.
“สปริงนิวส์” ผนึก “ซีเอ็นเอ็น” ประกาศข้อตกลงพันธมิตรแลกเปลี่ยนคอนเทนต์นาน 5 ปี นำโลโกซีเอ็นเอ็นใช้คู่รายการข่าวแห่งแรกในเอเชีย พร้อมซินเนอร์ยีสื่อในเครือทั้งหนังสือพิมพ์ ฟรีก๊อบปี้ วิทยุ และนิวมีเดีย สู่สถานีข่าวคุณภาพอันดับ 1 ของประเทศ

นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สปริงนิวส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารสถานีข่าวสปริงนิวส์ ทีวีดิจิตอล ช่อง 19 ,หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ , สปริงเรดิโอ FMz98.5 ฯลฯ เปิดเผยว่า สถานีข่าวสปริงนิวส์ ทีวีดิจิทัล ช่อง 19 ได้ประกาศข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเมอร์เชียล ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการนำคอนเทนต์ของรายการจากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นเข้ามาออกอากาศ ซึ่งจะมีจุดเด่นคือการบรรยายข้อความใต้ภาพภาษาไทย และออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ ประกอบด้วย 1.รายการข่าวรูปแบบต่างๆ (Program) อาทิ รายการแอนเดอร์สัน คูเปอร์ 360 องศา,เควสนิวส์ บิสิเนส เป็นต้น

รวมทั้งการนำเสนอข่าวในรูปแบบเบรกกิ้งนิวส์ แบบทันท่วงที ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ในการใช้โลโกซีเอ็นเอ็น เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป โดยแบ่งสัดส่วนการนำเสนอรายการที่มาจากซีเอ็นเอ็น 30% และรายการของสปริงนิวส์ 70%

[caption id="attachment_115789" align="aligncenter" width="503"] บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรกับ บริษัท ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเมอร์เชียลฯ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรกับ บริษัท ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเมอร์เชียลฯ[/caption]

"การร่วมมือระหว่างสปริงนิวส์และซีเอ็นเอ็นครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความแตกต่างของรูปแบบรายการข่าวในเมืองไทยภายหลังจากการเกิดขึ้นของทีวีดิจิตอล เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายคนดูตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป โดยเป้าหมายของบริษัทคือการมีสื่อครบวงจรที่สุดในเมืองไทย รวมถึงการทำให้สปริงนิวส์เป็นช่องข่าวที่ดีที่สุดในประเทศ ผ่านรูปแบบรายการทั้งระดับโลกและรายการคุณภาพที่ผลิตขึ้นเอง หรือที่เรียกว่ามัลติ-แพลตฟอร์ม และจุดเด่นในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้คือการใช้ความเป็นทีวีดิจิตอลหรือฟรีทีวี แบบไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิกในการเข้าถึงฐานคนดูที่มีกว่า 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ"

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีเรื่องของความร่วมมือในเรื่องการฝึกฝน และอบรม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ และผู้บริหาร ตลอดจนการให้คำปรึกษาจากซีเอ็นเอ็น ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงานและบุคลากรภายในองค์กรของสปริงนิวส์ ขณะที่สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์พร้อมที่จะสนับสนุนทีมข่าวของซีเอ็นเอ็นในเรื่องของเนื้อหาการทำงานข่าวภายในประเทศไทยหากบุคลากรจากซีเอ็นเอ็นหากไม่เพียงพอ โดยเนื้อหาที่จัดทำโดยทีมสปริงนิวส์ จะมีโลโกของสปริงนิวส์ในระหว่างการออกอากาศในต่างประเทศด้วย

พร้อมกันนี้ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวฟรี ก็อปปี้ ภายใต้ชื่อ "บีแอลที" (BLT) ซึ่งหนังสือพิมพ์แจกฟรี ในรูปแบบของไลฟ์สไตล์บิสิเนส รายสัปดาห์ จำนวน 32 หน้า พิมพ์ 4 สี ใช้กระดาษถนอมสายตา ซึ่งมีต้นทุนแพงกว่าฟรีก๊อบปี้ทั่วไป 20% เน้นเจาะกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ โดยวางเป้าหมายแจกฟรีในย่านอาคารสำนักงานออฟฟิศ 5 แสนฉบับต่อสัปดาห์

"แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของบีแอลที จะไม่ทับซ้อนกับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจในเครืออย่างแน่นอน โดยบีแอลทีจะไม่มีเนื้อหาในส่วนของการเมืองและเศรษฐกิจแบบหนักหน่วง"

อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายรายได้ในปีหน้าไว้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการผนึกกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ซีเอ็นเอ็น การปรับเพิ่ม-ลด รูปแบบรายการเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของสื่อในเครือทั้งหมดโดยเน้นเจาะไปยังกลุ่มคนระดับกลาง-บน ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นรายได้ที่มาจากบีแอลทีประมาณ 25-30% , ฐานเศรษฐกิจประมาณ 25-30% ,สปริงนิวส์ประมาณ 25-30% สปริงเรดิโอ 10% และสื่อใหม่ (New Media) 10%

ด้านนายเกรกอรี ไบท์ชแมน รองประธานฝ่ายขายคอนเทนต์และความร่วมมือ ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชันแนล คอมเมอร์เชียล เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สปริงนิวส์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเสนอข่าวสารแบบมัลติ-แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง และนำเสนอข่าวที่ผู้คนให้ความสนใจ ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อการรับรู้ข่าวสารของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทุกวันนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ความเข้มแข็งในการนำเสนอข่าวสารของซีเอ็นเอ็นจนกลายเป็นสถานีข่าวที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลกนั้น จะช่วยให้ผู้ชมชาวไทยเข้าใจโลกที่อยู่รอบๆ ตัวได้ดียิ่งขึ้น การเข้าถึงข่าวสารข้อมูลที่ครอบคลุมและมีความโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจอย่างเหมาะสมของผู้ชม นี่คือภารกิจของซีเอ็นเอ็น และถ้าสปริงนิวส์ทำได้เช่นนี้ ก็จะกลายมาเป็นส่วนสำคัญของผู้คนในประเทศไทยได้ด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับการตัดสินใจร่วมมือกันในครั้งนี้ นายไบท์ชแมนกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับทางสปริงนิวส์มาประมาณ 1 ปีว่าสิ่งที่ทางสปริงนิวส์ต้องการทำคืออะไร และทั้ง 2 ฝ่ายมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน "ผมคิดว่าทางสปริงนิวส์สนใจในวิธีการทำข่าวของเรา เราไม่ได้ถึงกับเสนอขายความร่วมมือในลักษณะนี้ แต่เมื่อเราพบหุ้นส่วนที่สนใจในสิ่งที่เราทำ เราก็ต้องการที่จะแบ่งปัน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาซีเอ็นเอ็นเกิดขึ้นมาจากความร่วมมือกับสถานีข่าวต่างๆ ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,000 สถานี แม้ว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในสหรัฐฯ แต่เหมือนอยู่ในดีเอ็นเอของเรา"

ผู้บริหารของซีเอ็นเอ็นกล่าวอีกว่า การทำข้อตกลงแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันจะช่วยให้ซีเอ็นเอ็นได้ประโยชน์ในการเข้าถึงข่าวและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ข่าวที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ยังรวมถึงตามเมืองต่างๆ ที่ทีมข่าวสปริงนิวส์จะลงไปทำ นอกจากนี้การนำเสนอข่าวและรายการของซีเอ็นเอ็นผ่านสปริงนิวส์จะเป็นการนำคอนเทนต์เจาะเข้าสู่กลุ่มผู้ชมกลุ่มใหม่

ในปัจจุบันธุรกิจสื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซีเอ็นเอ็นซึ่งเป็นสื่อชั้นนำระดับโลกก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งนายไบท์ชแมนกล่าวว่า ต้องมีการคิดอย่างก้าวหน้า โดยเฉพาะในเวลานี้ที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทต่อการรับข่าวสาร แต่ขณะเดียวกันก็เกิดปรากฏการณ์การนำเสนอข่าวปลอมบนสื่อดังกล่าว ดังนั้นภารกิจของสถานีข่าวจะต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น ต้องยกระดับมาตรฐานด้านสื่อสารมวลชน ต้องโดดเด่นเพื่อให้ผู้ชมมองเห็นท่ามกลางคอนเทนต์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

สำหรับในปี 2560 นายไบท์ชแมนกล่าวว่า สิ่งใหม่ๆ ที่ผู้ชมจะได้เห็นจากซีเอ็นเอ็น เรื่องหนึ่งคือข่าวสารเกี่ยวกับชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมายของนายโดนัลด์ทรัมป์ ที่คาดว่าจะยังมีต่อเนื่อง โดยในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีผู้เข้ามารับชมข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านซีเอ็นเอ็นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ จะมีรายการใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยี สารคดี ข่าวสารในท้องถิ่น รวมถึงรายการด้านไลฟ์สไตล์ และท่องเที่ยว

นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สปริงนิวส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของสถานีข่าวสปริงนิวส์ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับทั้งด้านเรตติ้งและผู้ชมเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนปัจจุบันสามารถก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในช่องข่าวและสาระ ขณะเดียวกันบริษัทยังขยายแพลตฟอร์มในส่วนของสปริงเรดิโอ รวมถึงการออกอากาศในแพลตฟอร์มบนบีทีเอส และลิฟต์ในอาคารสำนักงาน และหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรุกนำเสนอข่าวธุรกิจ ที่จะทำให้สปริงนิวส์ กรุ๊ปมีเครือข่ายครอบคลุมครบถ้วน

"ปีหน้าบริษัทจะชูกลยุทธ์มัลติ-แพลตฟอร์ม ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีการกำหนดเซ็กเมนต์ที่ชัดเจน การร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความพร้อม การเพิ่มองค์ความรู้ให้กับทีมงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อให้ได้คอนเทนต์ที่ดี ทำให้เป้าหมายของบริษัทชัดเจนยิ่งขึ้น"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline