
แบงก์แข่งเดือดดูดเงินเศรษฐี เพิ่มทีมดูแล-คลอดโปรดักต์ลงทุนพร้อมเสิร์ฟ
ธุรกิจบริหารเงินคนรวยปีหน้าแข่งเดือด แบงก์สั่งเพิ่มทีมดูแลใกล้ชิด พร้อมเข็นโปรดักต์ลงทุน เสิร์ฟลูกค้าช่วงชิงส่วนแบ่ง “กรุงไทย”ซุ่มเซ็ตทีมไพรเวทแบงก์รุกตลาดเศรษฐี 50 ล้านบาท “กรุงศรีฯ”เน้นขยายบุคลากรตามปริมาณงาน ฟาก “ทิสโก้-ซิตี้แบงก์” เร่งสร้างความรู้ ใช้เครื่องมือแนะลูกค้าตามความเสี่ยง
นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางธุรกิจบริหารความมั่นคั่ง (Wealth Management) จะเป็นธุรกิจที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการเติบโตมากขึ้นในปี 2560 ธนาคารยังคงเติบโตในลูกค้า 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีเงินฝากและลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท หรือกลุ่ม Precious และกลุ่มที่มี AUM 10-50 ล้านบาท หรือกลุ่ม Precious Plus โดยตั้งเป้าเติบโตในแง่ฐานลูกค้าและสินทรัพย์ประมาณ 30%
ทั้งนี้ภายในปี 2560 สิ่งที่จะเห็นชัดเจนจะเป็นเรื่องของทีมงานดูแลลูกค้า หรือทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ (RM) โดยธนาคารจะมีการเซตทีมที่ปรึกษาทางการเงินให้สาขาดูแลลูกค้า ซึ่งทยอยทำตั้งแต่ปีนี้เริ่มจากภาคตะวันออกและขยายไปสู่ภาคอื่นๆต่อเนื่อง จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น
นอกจากนี้ธนาคารจะมีทีม Private Banker เข้ามาดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่มี AUM ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป จากเดิมธนาคารไม่เคยมีทีมงานนี้มาก่อน จะเป็นการร่วมงานระหว่าง Private Banker และสายงาน Global Market เพื่อมาดูแลลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ โดยในปีหน้าจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มากขึ้น
ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ากลุ่ม Precious 3.53 แสนราย มีส่วนแบ่งตลาด 24% ภายในสิ้นปีจะมีอัตราการเติบโตของฐานลูกค้าประมาณ 7% หรือประมาณ 6,000 ราย ส่วนกลุ่มลูกค้า Precious Plus ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 2.1 หมื่นราย จากทั้งระบบที่มีอยู่ 1.61 แสนราย คิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 12% ภายในสิ้นปีจะเพิ่มฐานลูกค้าได้ประมาณ 4,200 ราย คิดเป็นยอดสินทรัพย์เติบโต 30% โดยภาพรวมการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 80% จากปีก่อนขยายตัวเพียง 25%
“เรื่องทีมงานดูแลลูกค้าและไพรเวทแบงเกอร์จะเป็นเรื่องที่เราจะมูฟในปี 60 และเราจะพยายามบริหารสินทรัพย์ให้ติด 1 ใน 5 ทุกผลิตภัณฑ์ ภายใต้การแนะนำบนจังหวะลงทุนที่มีโอกาส โดยให้พอร์ตสินทรัพย์ของลูกค้าเติบโตไปพร้อมกับธนาคาร”
นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งในปี 2560 จะเห็นอัตราการขยายตัวประมาณ 20-30% ในแง่ฐานลูกค้าและสินทรัพย์
อย่างไรก็ตามภายใต้ฐานลูกค้าที่เติบโตเพิ่มขึ้นและสินทรัพย์ขยายตัวมากขึ้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติมคือทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ที่จะเพิ่มจำนวนตามปริมาณธุรกิจที่จะขยายตัวโดยจะต้องเติบโตประมาณ 20% จะเน้นเรื่องการอบรมความรู้และเพิ่มความเชียวชาญให้กับพนักงานให้มากขึ้น
ทั้งนี้ทีมงานดูแลลูกค้ามั่งคั่ง จะมีโมเดลธุรกิจ 2 ส่วน จะเป็นในส่วนของสาขาต่างจังหวัดที่มีอยู่ 300 สาขา จะมีทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ อยู่ประมาณ 300 คน ส่วนในกรุงเทพฯ จะมีอยู่ประมาณ 40 คน ซึ่งโดยเฉลี่ยลูกค้า 250 คน จะมีทีมงานที่ดูแลลูกค้า 1 คน ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม
นายพิชา รัตนธรรม ผู้บริหารสายงาน Wealth Managementธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้ามั่งคั่งมีความแตกต่างจากอดีตที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ไม่มากนัก แต่ขณะนี้ลูกค้าเริ่มมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถาบันการเงินออกผลิตภัณฑ์ออกมาในตลาดค่อนข้างมาก ทำให้ลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายผ่านหลายช่องทางมากขึ้น เช่น ธนาคารพาณิชย์ โบรกเกอร์ ประกัน เป็นต้น ดังนั้น บุคลากรจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีเพียงพอ และจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกค้า
สำหรับทิศทางผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้น ธนาคารยังให้ความสำคัญในเรื่องของการเกษียณอายุ เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตามประเทศญี่ปุ่นโดยธนาคารจะเข้าไปช่วยบริหารจัดการทั้งในส่วนของเงินก้อนที่ได้รับมา หรือการประกันสุขภาพ และกระแสเงินสด โดยเลือกการลงทุนให้เหมาะสมกับลูกค้าวัยเกษียณในแต่ละกลุ่ม เนื่องจากมีทั้งกลุ่มที่เป็นเงินเดือนประจำ กลุ่มเงินก้อน กลุ่มที่มีเงินค่อนข้างมาก เพราะจะมีเรื่องของภาษีมรดกเข้ามา หากมีประกันจะช่วยได้
“วันนี้จะเห็นโปรดักต์ในตลาดเยอะมาก แม้ว่าที่ผ่านมาพนักงานจะมีการขายต่อยอดโปรดักต์เยอะ แต่บุคลากรจะต้องมีการปรับตัว และจะต้องมีความรู้มากขึ้น เพราะลูกค้าเริ่มมีความรู้มากขึ้นและมีทางเลือกเยอะขึ้น บุคลากรแบงก์จึงต้องมีความรู้มากพอที่จะแนะนำลูกค้าได้”
นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้อำนวยการบริหารอาวุโส ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ปีนี้นอกจากธนาคารจะเน้นเรื่องของผลิตภัณฑ์การลงทุน และการเพิ่มเครื่องมือให้ลูกค้าสามารถเลือกข้อมูลและตัดสินใจลงทุนแล้ว ธนาคารให้คงให้ความสำคัญกับทีมลูกค้าสัมพันธ์ในการดูแลและแนะนำลูกค้าลงทุนแบบการจัดพอร์ต ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น ปัจจุบันธนาคารมีทีมลูกค้าสัมพันธ์ประมาณ 40 คน โดยในปี 2560 จะเพิ่มทีมดูแลเป็น 50 คน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559
นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางธุรกิจบริหารความมั่นคั่ง (Wealth Management) จะเป็นธุรกิจที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการเติบโตมากขึ้นในปี 2560 ธนาคารยังคงเติบโตในลูกค้า 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีเงินฝากและลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท หรือกลุ่ม Precious และกลุ่มที่มี AUM 10-50 ล้านบาท หรือกลุ่ม Precious Plus โดยตั้งเป้าเติบโตในแง่ฐานลูกค้าและสินทรัพย์ประมาณ 30%
ทั้งนี้ภายในปี 2560 สิ่งที่จะเห็นชัดเจนจะเป็นเรื่องของทีมงานดูแลลูกค้า หรือทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ (RM) โดยธนาคารจะมีการเซตทีมที่ปรึกษาทางการเงินให้สาขาดูแลลูกค้า ซึ่งทยอยทำตั้งแต่ปีนี้เริ่มจากภาคตะวันออกและขยายไปสู่ภาคอื่นๆต่อเนื่อง จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น
นอกจากนี้ธนาคารจะมีทีม Private Banker เข้ามาดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่มี AUM ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป จากเดิมธนาคารไม่เคยมีทีมงานนี้มาก่อน จะเป็นการร่วมงานระหว่าง Private Banker และสายงาน Global Market เพื่อมาดูแลลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ โดยในปีหน้าจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มากขึ้น
ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ากลุ่ม Precious 3.53 แสนราย มีส่วนแบ่งตลาด 24% ภายในสิ้นปีจะมีอัตราการเติบโตของฐานลูกค้าประมาณ 7% หรือประมาณ 6,000 ราย ส่วนกลุ่มลูกค้า Precious Plus ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 2.1 หมื่นราย จากทั้งระบบที่มีอยู่ 1.61 แสนราย คิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 12% ภายในสิ้นปีจะเพิ่มฐานลูกค้าได้ประมาณ 4,200 ราย คิดเป็นยอดสินทรัพย์เติบโต 30% โดยภาพรวมการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 80% จากปีก่อนขยายตัวเพียง 25%
“เรื่องทีมงานดูแลลูกค้าและไพรเวทแบงเกอร์จะเป็นเรื่องที่เราจะมูฟในปี 60 และเราจะพยายามบริหารสินทรัพย์ให้ติด 1 ใน 5 ทุกผลิตภัณฑ์ ภายใต้การแนะนำบนจังหวะลงทุนที่มีโอกาส โดยให้พอร์ตสินทรัพย์ของลูกค้าเติบโตไปพร้อมกับธนาคาร”
นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคลธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งในปี 2560 จะเห็นอัตราการขยายตัวประมาณ 20-30% ในแง่ฐานลูกค้าและสินทรัพย์
อย่างไรก็ตามภายใต้ฐานลูกค้าที่เติบโตเพิ่มขึ้นและสินทรัพย์ขยายตัวมากขึ้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติมคือทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ที่จะเพิ่มจำนวนตามปริมาณธุรกิจที่จะขยายตัวโดยจะต้องเติบโตประมาณ 20% จะเน้นเรื่องการอบรมความรู้และเพิ่มความเชียวชาญให้กับพนักงานให้มากขึ้น
ทั้งนี้ทีมงานดูแลลูกค้ามั่งคั่ง จะมีโมเดลธุรกิจ 2 ส่วน จะเป็นในส่วนของสาขาต่างจังหวัดที่มีอยู่ 300 สาขา จะมีทีมงานลูกค้าสัมพันธ์ อยู่ประมาณ 300 คน ส่วนในกรุงเทพฯ จะมีอยู่ประมาณ 40 คน ซึ่งโดยเฉลี่ยลูกค้า 250 คน จะมีทีมงานที่ดูแลลูกค้า 1 คน ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม
นายพิชา รัตนธรรม ผู้บริหารสายงาน Wealth Managementธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้ามั่งคั่งมีความแตกต่างจากอดีตที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ไม่มากนัก แต่ขณะนี้ลูกค้าเริ่มมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถาบันการเงินออกผลิตภัณฑ์ออกมาในตลาดค่อนข้างมาก ทำให้ลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายผ่านหลายช่องทางมากขึ้น เช่น ธนาคารพาณิชย์ โบรกเกอร์ ประกัน เป็นต้น ดังนั้น บุคลากรจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีเพียงพอ และจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกค้า
สำหรับทิศทางผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้น ธนาคารยังให้ความสำคัญในเรื่องของการเกษียณอายุ เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตามประเทศญี่ปุ่นโดยธนาคารจะเข้าไปช่วยบริหารจัดการทั้งในส่วนของเงินก้อนที่ได้รับมา หรือการประกันสุขภาพ และกระแสเงินสด โดยเลือกการลงทุนให้เหมาะสมกับลูกค้าวัยเกษียณในแต่ละกลุ่ม เนื่องจากมีทั้งกลุ่มที่เป็นเงินเดือนประจำ กลุ่มเงินก้อน กลุ่มที่มีเงินค่อนข้างมาก เพราะจะมีเรื่องของภาษีมรดกเข้ามา หากมีประกันจะช่วยได้
“วันนี้จะเห็นโปรดักต์ในตลาดเยอะมาก แม้ว่าที่ผ่านมาพนักงานจะมีการขายต่อยอดโปรดักต์เยอะ แต่บุคลากรจะต้องมีการปรับตัว และจะต้องมีความรู้มากขึ้น เพราะลูกค้าเริ่มมีความรู้มากขึ้นและมีทางเลือกเยอะขึ้น บุคลากรแบงก์จึงต้องมีความรู้มากพอที่จะแนะนำลูกค้าได้”
นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้อำนวยการบริหารอาวุโส ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ปีนี้นอกจากธนาคารจะเน้นเรื่องของผลิตภัณฑ์การลงทุน และการเพิ่มเครื่องมือให้ลูกค้าสามารถเลือกข้อมูลและตัดสินใจลงทุนแล้ว ธนาคารให้คงให้ความสำคัญกับทีมลูกค้าสัมพันธ์ในการดูแลและแนะนำลูกค้าลงทุนแบบการจัดพอร์ต ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น ปัจจุบันธนาคารมีทีมลูกค้าสัมพันธ์ประมาณ 40 คน โดยในปี 2560 จะเพิ่มทีมดูแลเป็น 50 คน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559






