thansettakij
thansettakij
อินเดียป่วนขาดเงินสด หวั่นปัญหายื้อฉุดจีดีพี

อินเดียป่วนขาดเงินสด หวั่นปัญหายื้อฉุดจีดีพี

24 พ.ย. 59 | 14:00 น.
การระงับใช้ธนบัตรเก่ามูลค่า 500 และ 1,000 รูปีของอินเดียเมื่อต้นเดือนนี้ (8 พ.ย. 59) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกำจัดการทุจริตคอร์รัปชันและการหลีกเลี่ยงภาษี ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการใช้ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้เงินสดเป็นรูปแบบการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งธุรกิจค้าขายสินค้ามูลค่าสูงตลอดจนอสังหาริมทรัพย์

ถ้อยแถลงของนายนเรนทร โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียที่ประกาศต่อสาธารณชนผ่านโทรทัศน์และมีผลใช้ทันที 4 ชั่วโมงหลังประกาศ ทำให้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีแบบเก่าซึ่งคาดว่าจะมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจของอินเดียมากกว่า 2.3 หมื่นล้านฉบับ หรือราวๆ 80% ของเงินสดในรูปธนบัตรที่ใช้อยู่ทั่วประเทศ กลายเป็นกระดาษที่จะมีราคาเหลืออยู่จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน นี้เท่านั้น เนื่องจากวันที่ดังกล่าวเป็นกำหนดวันสุดท้ายที่รัฐบาลอินเดียอนุญาตให้ประชาชนนำธนบัตรเก่าที่มีอยู่มาแลกเป็นธนบัตรใหม่ที่จะออกมาทดแทน หรือไม่เช่นนั้น ก็ให้นำธนบัตรเก่ามาฝากเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งกรณีหลังนี้นับเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศอยู่ในฐานะยากจนและไม่มีบัญชีธนาคารเป็นของตัวเอง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินเดียได้ประกาศจะพิมพ์ธนบัตรรูปแบบใหม่มูลค่า 500 รูปี และ 2,000 รูปีออกมาทดแทน แต่กว่าจะพิมพ์ใหม่ได้มูลค่าเท่าธนบัตรเก่าที่เรียกเก็บคืนนั้น คาดว่าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน

ข่าวระบุว่า มาตรการยกเลิกการใช้ธนบัตรเก่าแบบสายฟ้าแลบนี้ มีเป้าหมายเพื่อกวาดล้าง “เงินมืด” หรือเงินที่ได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชันและเงินหนีภาษี ที่ผู้กระทำผิดนิยมกักเก็บไว้ในรูปเงินสด ออกจากระบบ นอกจากนี้ ผู้นำอินเดียยังระบุว่า มาตรการนี้จะเป็นการสกัดเงินธนบัตรปลอมออกจากระบบเศรษฐกิจของอินเดียอีกด้วย สถิติของทางการระบุว่า ในแต่ละปี ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีทำให้รัฐบาลอินเดียสูญเสียรายได้นับหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และประชากรที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้รัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้น ก็มีเพียง 2% ของผู้อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาของมาตรการนี้ นับว่ารุนแรงมากเพราะ 90 % ของการทำธุรกรรมการเงินของชาวอินเดียเป็นการทำในรูปเงินสด เมื่อธนบัตรเก่าที่มีอยู่ถูกยกเลิกการใช้กระทันหัน และธนบัตรใหม่ก็ถูกพิมพ์เข้าสู่ระบบไม่ทันการณ์ ทำให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่ว ประชาชนที่ตื่นตระหนกพากันไปเข้าคิวเป็นแถวยาวเหยียดหน้าธนาคารเพื่อถอนเงิน แลกเปลี่ยนธนบัตร หรือฝากเงินตามคำแนะนำของรัฐ ขณะเดียวกัน หน้าตู้เบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ก็มีผู้คนไปต่อแถวยาว โดยที่หลายคนต้องผิดหวังเมื่อเงินสดหมดตู้ก่อนถึงคิวตัวเอง

ทั้งนี้ การถอนเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ยังถูกจำกัดปริมาณเงินที่แต่ละคนสามารถถอนอีกด้วย แม้ว่าธนาคารจะเปิดทำการนานขึ้นแต่ก็ยังคงมีแถวผู้รอใช้บริการเป็นจำนวนมาก บางแห่งให้บริการชา-กาแฟฟรีเพื่อผ่อนคลายความเครียดให้แก่ลูกค้าธนาคารที่มารอคิวนาน กระนั้น ก็ยังคงมีรายงานข่าวลูกค้าธนาคารเป็นลมระหว่างรอรับบริการหลายราย

บริษัทวิจัย โจนส์ แลง ลาซาล อินเดีย ประมาณการณ์ว่า สถานการณ์เงินสดฝืดเคืองในขณะนี้ อาจจะทำให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงๆลดลงได้ถึง 30% ด้านนักวิเคราะห์ของธนาคารยูบีเอสระบุว่า ถ้าเงินสดยังขาดแคลนต่อเนื่องไปอีก 3 สัปดาห์นับจากนี้ เชื่อว่า จะมีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียหดหายไปได้ถึง 1.2%

T10321202 รายงานข่าวยังระบุว่า ชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวและไปเยือนอินเดียในช่วงเวลานี้ก็ประสบปัญหาเหมือนๆกัน เพราะหากต้องการเบิกเงินเพิ่มไม่ว่าจะจากตู้เอทีเอ็มหรือจากเคาน์เตอร์ธนาคาร ก็ต้องเจอสถานการณ์แบบเดียวกันกับคนท้องถิ่นเผชิญเนื่องจากปริมาณเงินสดในระบบมีจำนวนจำกัด

นายโมดี ผู้นำอินเดีย ประกาศผ่านสื่อขอเวลาอีก 50 วันเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่าแม้เวลาจะผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ธนบัตรใหม่ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์เข้าไปอีก โดยมีรายงานว่า ตู้เอทีเอ็มรุ่นเดิมๆไม่สามารถจ่ายธนบัตรรุ่นใหม่ออกมาได้ ทำให้บรรดาธนาคารต้องปรับแต่งตู้เอทีเอ็มให้สามารถรองรับการเบิกจ่ายธนบัตรรุ่นใหม่ซึ่งก็ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ ในการนำธนบัตรใหม่มูลค่า 2,000 รูปีมาใช้ บางครั้งผู้ค้ารายย่อยก็ไม่มีเงินทอนเพียงพอที่จะทอนเป็นเงินสดให้ลูกค้า การขาดแคลนเงินสดในระบบสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้รับชำระค่าจ้างเป็นเงินสด และเงินประทังชีวิตส่วนนี้ก็กำลังเหือดแห้งไปจากระบบ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้โอกาสในการขยายบริการ ยกตัวอย่าง บริษัท เพย์ทีเอ็มฯ (Paytm) และบริษัท ฟรีชาร์จดอตไอเอ็นฯ (Freecharge.in) ที่ต่างก็รายงานว่า มียอดการทำธุรกรรมทางการเงินพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเพิ่มขึ้นในเขตเมืองใหญ่เพราะโดยทั่วไปแล้ว คนอินเดียยังไม่คุ้ยเคยกับการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องมาจากเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายแบบ 3G และสัญญาณบรอดแบนด์ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง

สถิติชี้ว่า ในจำนวนประชากรอินเดียทั่วประเทศ 1,300 ล้านคนนั้น มีอินเตอร์เน็ตใช้ไม่ถึง 300 ล้านคน นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศอินเดีย มีที่เป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินออนไลน์รวมทั้งการใช้แอพพลิเคชัน e-moneyได้เพียงประมาณ 26 % เท่านั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะราคาสมาร์ทโฟนยังสูงเกินไปสำหรับประชากรส่วนใหญ่ของอินเดียที่ยังอยู่ในฐานะยากจน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องใช้เงินสดเป็นวิถีทางการชำระเงิน หรือในพื้นที่ชนบทที่ประชาชนมีความเป็นอยู่แร้นแค้น บางพื้นที่ยังคงใช้ระบบ “บาร์เทอร์” หรือใช้สิ่งของแลกสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline