
‘ทรัมป์’ ปิดฉาก ทีพีพี วาระอาร์เซ็ป ขยับ อาเซียนได้...ไทยได้
หนึ่งในนโยบาย หาเสียงของ โดนัลด์ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 คือ ถอนความตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Partnership Agreement : TPP) นโยบายสำคัญ ของประธานาธิบดี บารัก โอบามาซึ่งเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยหุ้นส่วนทั้ง 12 ประเทศได้ร่วมลงนามความตกลงไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายคือการพิจารณาจากสภาคองเกรส แต่ล่าสุด ประธานาธิบดี โอบามา ได้ประกาศตัดสินใจยกเลิกเสนอ สภาคองเกรส ให้สัตยาบัน ทีพีพี แล้ว เพื่อเปิดทางให้ ทรัมป์ ผู้นำใหม่เป็นผู้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง โดย โอบามา จะอธิบายสถานการณ์ให้หุ้นส่วนทีพีพีอีก11 ประเทศระหว่างการประชุม สุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่เปรูระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
เกมการค้าเปลี่ยน
ดูเหมือนว่า อนาคตที่ไม่แน่นอนของทีพีพีได้เปลี่ยนทิศทางเกมการค้าโลกไปแล้ว จากเดิมที่ทีพีพีก้าวขึ้นมาเป็นข้อตกลงการค้าที่ทรงพลังที่สุด ครองสัดส่วนเศรษฐกิจมากกว่า 40% ของเศรษฐกิจโลก ได้รับความสนใจมากที่สุด ตั้งเงื่อนไขมากมายสำหรับประเทศที่สนใจสมัครใหม่อย่างจองหอง ที่สำคัญได้บดบัง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน หรือ อาร์เซ็ป (The Regional comprehensive economic partnership) หรืออาเซียนบวกหก(เริ่มปี2555) ที่จีนเป็นโต้โผใหญ่ลงอย่างสิ้นเชิง การผงาดขึ้นมาของทีพีพีได้คุกคาม ผลประโยชน์การค้าของ อาเซียนและไทยโดยตรง เพราะข้อตกลงทีพีพี หลายเรื่องอ่อนไหวต่อประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แรงงานข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และอัตราภาษีหลายรูปแบบซึ่งไทยยังไม่พร้อม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปทำให้ อาร์เซ็ป ข้อตกลงการค้าที่ครอบครองสัดส่วนเศรษฐกิจมากกว่า 29% ของจีดีพีโลก กลับมามีความหมายอีกครั้ง
วาระของอาร์เซ็ป
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นเรื่องนี้(ถ้าสหรัฐฯถอนทีพีพี)ว่า เอเชียต้องเชื่อมกันเอง สร้างการค้าระหว่างกัน พึ่งพากันมากขึ้น อาร์เซ็ปจะกลายเป็นทางเลือกเดียวที่เป็นเวทีเชื่อมการค้าในภูมิภาค และจะเป็นประโยชน์กับไทยเพราะอาร์เซ็ปมีข้อบังคับน้อยกว่าทีพีพี
แหล่งข่าวจาก กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้มุมมองเพิ่มเติม ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น(ทรัมป์จะถอนทีพีพี) ส่งผลทางจิตวิทยา ทำให้อาเซียนบวกหก หันมาให้ความสนใจในการเจรจา ในกรอบ อาร์เซ็ป จากเดิมที่การเจรจาที่มีมากถึง 14 เรื่อง ไม่สามารรถจบได้ง่ายๆ เพราะแต่ละประเทศมีท่าทีที่แตกต่างกัน เขาคาดการณ์ด้วยว่าผลการเจรจาน่าจะชัดเจนขึ้น ภายในปี 2560
แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ? ก่อนหน้านี้ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวอย่างเจาะจงลงไป ว่า หากอาร์เซ็ป ได้ข้อยุติ จะสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย ที่ยังถูกกีดกันด้วยภาษีนำเข้า เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันสำปะหลัง อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่ง ทั้งนี้อาร์เซ็ปรองรับการส่งออกของไทยมากกว่า 55% ของมูลค่าการส่งออกรวม
ผลบวก&ผลบวก
นอกจากสัญญาณบวกข้างต้นแล้ว หากทีพีพีชะลอหรือระงับไป ยังส่งผลบวกต่อไทย อย่างน้อยอีก 2 ด้าน ด้านแรก คือไทยยังเป็นแหล่งลงทุนที่ต่างชาติสนใจอีกต่อไป โดยหน้านี้ภาคเอกชนกดดันให้ รัฐบาลไทยเข้าร่วมทีพีพีมาโดยตลอด เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน มองว่าหากไทยไม่เข้าร่วมทีพีพี ขณะที่สมาชิกอาเซียนเช่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งมีสินค้าคล้ายคลึงกับไทยๆ จะเสียเปรียบ
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้ทุนต่างประเทศโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ญี่ปุ่นที่ตั้งฐานผลิตในไทยเพื่อป้อนตลาดโลกแสดงท่าทีชัดเจนว่า ต้องการให้ไทยเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในทีพีพีการเดินทางเยือนญี่ปุ่นเพื่อเชิญชวนให้นักลงทุน มาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของ นายสมคิดรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้รับการสอบถามจากนักลงทุนญี่ปุ่น ถึงท่าทีของไทยว่าจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ ? จนนายสมคิด ยอมรับว่า“ไม่เข้าก็ไม่ได้”
สาเหตุที่กลุ่มทุนญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในทีพีพี เพราะญี่ปุ่นมีฐานผลิตในไทยเพื่อป้อน ตลาดโลก หากไทยอยู่ในทีพีพีสินค้าส่งออกจากฐานผลิตในไทยย่อมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย
ย้อนกลับไปช่วงปีเศษที่ผ่านมา การโยกฐานการผลิตทีวีของซัมซุงและแอลจีจากไทยไปเวียดนาม รวมทั้งกระแสข่าวยักษ์ใหญ่ยานยนต์อย่าง โตโยต้า และ ฮอนด้า จะให้ความสำคัญฐานการผลิตในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ถูกโยงว่าเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับทีพีพีซึ่งเดิมคาดว่าจะมีผลภายในสิ้นปี 2559 แน่นอนเมื่อแผนการนับถอยหลังทีพีพีถูกเลื่อนออกไป และวาระอาร์เซ็ปกำลังกลับมา แรงกดดันจากการโยกฐานการผลิตของกลุ่มทุนต่างชาติไปสู่ประเทศสมาชิกทีพีพีย่อมลดลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทยและสมาชิกอาเซียน(ที่ไม่อยู่ในทีพีพี)โดยตรง
ผลบวกประการที่ 2 คือลดความตึงเครียดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ค้าน การเข้ารวมหุ้นส่วน ทีพีพี ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มปศุสัตว์ สิ่งทอ และเกษตร ที่ออกโรงค้านแต่แรก เนื่องจากเงื่อนของทีพีพีบีบให้ประเทศ(หุ้นส่วน)ต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรซึ่งเป็นตลาดที่สหรัฐฯมีความได้เปรียบมาก รวมทั้งลดความกังวลเพราะมีหลายประเด็นที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย (หากต้องการเข้าร่วมทีพีพี)คือ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงานข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ไทยยังไม่พร้อม”
อย่างไรก็ดีถึงหลายฝ่ายเชื่อว่า ทรัมป์ คงไม่สุ่มเสี่ยงกลับลำดันทีพีพีต่อเพราะจะส่งผลเสียหายทางการเมืองมาก แต่นักสังเกตการณ์บางคนมองว่าเป็นไปได้ที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะ แก้ไขทีพีพีเล็กน้อยแล้วกลับมานำเสนอใหม่ แม้มีความกังวลในบางเรื่องอยู่บ้างแต่ไม่ว่าทีพีพีจะถูกถอน หรือชะลอออกไป ล้วนเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่ออาร์เซ็ป อาเซียน และไทยอันเป็นอานิสงส์ๆจาก โฉมหน้าสงครามการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559
เกมการค้าเปลี่ยน
ดูเหมือนว่า อนาคตที่ไม่แน่นอนของทีพีพีได้เปลี่ยนทิศทางเกมการค้าโลกไปแล้ว จากเดิมที่ทีพีพีก้าวขึ้นมาเป็นข้อตกลงการค้าที่ทรงพลังที่สุด ครองสัดส่วนเศรษฐกิจมากกว่า 40% ของเศรษฐกิจโลก ได้รับความสนใจมากที่สุด ตั้งเงื่อนไขมากมายสำหรับประเทศที่สนใจสมัครใหม่อย่างจองหอง ที่สำคัญได้บดบัง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน หรือ อาร์เซ็ป (The Regional comprehensive economic partnership) หรืออาเซียนบวกหก(เริ่มปี2555) ที่จีนเป็นโต้โผใหญ่ลงอย่างสิ้นเชิง การผงาดขึ้นมาของทีพีพีได้คุกคาม ผลประโยชน์การค้าของ อาเซียนและไทยโดยตรง เพราะข้อตกลงทีพีพี หลายเรื่องอ่อนไหวต่อประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แรงงานข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และอัตราภาษีหลายรูปแบบซึ่งไทยยังไม่พร้อม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปทำให้ อาร์เซ็ป ข้อตกลงการค้าที่ครอบครองสัดส่วนเศรษฐกิจมากกว่า 29% ของจีดีพีโลก กลับมามีความหมายอีกครั้ง
วาระของอาร์เซ็ป
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นเรื่องนี้(ถ้าสหรัฐฯถอนทีพีพี)ว่า เอเชียต้องเชื่อมกันเอง สร้างการค้าระหว่างกัน พึ่งพากันมากขึ้น อาร์เซ็ปจะกลายเป็นทางเลือกเดียวที่เป็นเวทีเชื่อมการค้าในภูมิภาค และจะเป็นประโยชน์กับไทยเพราะอาร์เซ็ปมีข้อบังคับน้อยกว่าทีพีพี
แหล่งข่าวจาก กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้มุมมองเพิ่มเติม ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น(ทรัมป์จะถอนทีพีพี) ส่งผลทางจิตวิทยา ทำให้อาเซียนบวกหก หันมาให้ความสนใจในการเจรจา ในกรอบ อาร์เซ็ป จากเดิมที่การเจรจาที่มีมากถึง 14 เรื่อง ไม่สามารรถจบได้ง่ายๆ เพราะแต่ละประเทศมีท่าทีที่แตกต่างกัน เขาคาดการณ์ด้วยว่าผลการเจรจาน่าจะชัดเจนขึ้น ภายในปี 2560
แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ? ก่อนหน้านี้ อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวอย่างเจาะจงลงไป ว่า หากอาร์เซ็ป ได้ข้อยุติ จะสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย ที่ยังถูกกีดกันด้วยภาษีนำเข้า เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันสำปะหลัง อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่ง ทั้งนี้อาร์เซ็ปรองรับการส่งออกของไทยมากกว่า 55% ของมูลค่าการส่งออกรวม
ผลบวก&ผลบวก
นอกจากสัญญาณบวกข้างต้นแล้ว หากทีพีพีชะลอหรือระงับไป ยังส่งผลบวกต่อไทย อย่างน้อยอีก 2 ด้าน ด้านแรก คือไทยยังเป็นแหล่งลงทุนที่ต่างชาติสนใจอีกต่อไป โดยหน้านี้ภาคเอกชนกดดันให้ รัฐบาลไทยเข้าร่วมทีพีพีมาโดยตลอด เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน มองว่าหากไทยไม่เข้าร่วมทีพีพี ขณะที่สมาชิกอาเซียนเช่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งมีสินค้าคล้ายคลึงกับไทยๆ จะเสียเปรียบ
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้ทุนต่างประเทศโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ญี่ปุ่นที่ตั้งฐานผลิตในไทยเพื่อป้อนตลาดโลกแสดงท่าทีชัดเจนว่า ต้องการให้ไทยเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในทีพีพีการเดินทางเยือนญี่ปุ่นเพื่อเชิญชวนให้นักลงทุน มาลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของ นายสมคิดรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้รับการสอบถามจากนักลงทุนญี่ปุ่น ถึงท่าทีของไทยว่าจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ ? จนนายสมคิด ยอมรับว่า“ไม่เข้าก็ไม่ได้”
สาเหตุที่กลุ่มทุนญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในทีพีพี เพราะญี่ปุ่นมีฐานผลิตในไทยเพื่อป้อน ตลาดโลก หากไทยอยู่ในทีพีพีสินค้าส่งออกจากฐานผลิตในไทยย่อมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย
ย้อนกลับไปช่วงปีเศษที่ผ่านมา การโยกฐานการผลิตทีวีของซัมซุงและแอลจีจากไทยไปเวียดนาม รวมทั้งกระแสข่าวยักษ์ใหญ่ยานยนต์อย่าง โตโยต้า และ ฮอนด้า จะให้ความสำคัญฐานการผลิตในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ถูกโยงว่าเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับทีพีพีซึ่งเดิมคาดว่าจะมีผลภายในสิ้นปี 2559 แน่นอนเมื่อแผนการนับถอยหลังทีพีพีถูกเลื่อนออกไป และวาระอาร์เซ็ปกำลังกลับมา แรงกดดันจากการโยกฐานการผลิตของกลุ่มทุนต่างชาติไปสู่ประเทศสมาชิกทีพีพีย่อมลดลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทยและสมาชิกอาเซียน(ที่ไม่อยู่ในทีพีพี)โดยตรง
ผลบวกประการที่ 2 คือลดความตึงเครียดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ค้าน การเข้ารวมหุ้นส่วน ทีพีพี ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มปศุสัตว์ สิ่งทอ และเกษตร ที่ออกโรงค้านแต่แรก เนื่องจากเงื่อนของทีพีพีบีบให้ประเทศ(หุ้นส่วน)ต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรซึ่งเป็นตลาดที่สหรัฐฯมีความได้เปรียบมาก รวมทั้งลดความกังวลเพราะมีหลายประเด็นที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย (หากต้องการเข้าร่วมทีพีพี)คือ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงานข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ไทยยังไม่พร้อม”
อย่างไรก็ดีถึงหลายฝ่ายเชื่อว่า ทรัมป์ คงไม่สุ่มเสี่ยงกลับลำดันทีพีพีต่อเพราะจะส่งผลเสียหายทางการเมืองมาก แต่นักสังเกตการณ์บางคนมองว่าเป็นไปได้ที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะ แก้ไขทีพีพีเล็กน้อยแล้วกลับมานำเสนอใหม่ แม้มีความกังวลในบางเรื่องอยู่บ้างแต่ไม่ว่าทีพีพีจะถูกถอน หรือชะลอออกไป ล้วนเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่ออาร์เซ็ป อาเซียน และไทยอันเป็นอานิสงส์ๆจาก โฉมหน้าสงครามการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559






