
คาดชาวมะกันแห่ช็อปออนไลน์ วอลมาร์ตเปิดดีล ‘ไซเบอร์มันเดย์’ ดึงผู้บริโภคล่วงหน้า
นักวิเคราะห์คาดการณ์ช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์และโมบายจะมบี ทบาทสำ คัญต่อการช็อปปิ้งในช่วงปลายปีของชาวอเมริกันด้วยเชนค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่างวอลมาร์ตงัดกลยุทธ์เปิดจำหน่ายสินค้าโปรโมชันวัน“ไซเบอร์มันเดย์” เร็วขึ้นกว่าเดิม
บริษัทวิจัย อะโดบี ดิจิตอล อินไซต์สฯ คาดการณ์ว่า ยอดขายสินค้าทางออนไลน์ในสหรัฐฯ ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีจะเพิ่มขึ้น 11% เป็น 9.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐฯ (เอ็นอาร์เอฟ) คาดการณ์ฤดูกาลจับจ่ายซื้อสินค้าช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีนี้คึกคัก ด้วยยอดขายที่คาดว่าจะเติบโต 3.6% เป็น 6.558 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเอ็นอาร์เอฟไม่ได้ปรับเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะที่บริษัทวิจัย คอมสกอร์ฯ คาดการณ์ว่า มูลค่าการซื้อสินค้าทางออนไลน์ในวันไซเบอร์มันเดย์ (Cyber Monday) หรือวันจันทร์หลังสุดสัปดาห์วันของคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นวันที่ชาวอเมริกันจับจ่ายซื้อสินค้าออนไลน์กันมากที่สุด ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันตลอดช่วงเทศกาลจะมีการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น 19% เป็น 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นีล ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยคอนลูมิโนฯ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งสำหรับผู้ค้าปลีกที่ไม่มีช่องทางจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์หรือแบบมัลติแชนแนลที่ดี "การเติบโตส่วนใหญ่มาจากทางออนไลน์ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อศูนย์การค้าและร้านค้ารูปแบบดั้งเดิม"
คอนลูมิโนคาดหมายว่า วอลมาร์ตจะยังคงเป็นร้านค้าที่มีผู้เข้าใช้บริการสูงสุด ทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิมและร้านค้าออนไลน์ ด้วยจำนวน 69% ของผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด ตามมาด้วยอเมซอนที่คาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ 59% ของผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.3%
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นการเข้าใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ในปีนี้จะเป็นปีแรกที่วอลมาร์ตเปิดจำหน่ายสินค้าโปรโมชันสำหรับวันไซเบอร์มันเดย์ล่วงหน้าเป็นเวลา 2 วัน โดยก่อนหน้านี้วอลมาร์ตกล่าวว่าจะเพิ่มจำนวนสินค้าในสต็อกอีกกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อหวังสร้างการเติบโตของยอดขายในช่วงเทศกาลปลายปีให้ได้ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา วอลมาร์ตเพิ่มจำนวนสินค้าที่จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ขึ้นเป็น 23 ล้านชิ้น จาก 8 ล้านชิ้นเมื่อช่วงต้นปี
"การเพิ่มสินค้าทางออนไลน์ขึ้น 3 เท่าตัว ทำให้เราสามารถนำเสนอแบรนด์ใหม่ๆ และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมากขึ้นตลอดทั้งฤดูกาล" สตีฟบรีน รองประธานอาวุโสฝ่ายสินค้าของวอลมารต์ ดอต คอม กล่าว
ด้านร้านค้าปลีกคู่แข่งอย่างทาร์เก็ต ได้เพิ่มความสำคัญกับการให้บริการผ่านทางโมบายขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการซื้อสินค้าผ่านโมบาย 2 ใน 3 ของยอดขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลทั้งหมด ขณะที่ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าเมื่อปีก่อน การซื้อสินค้าผ่านโมบายคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายออนไลน์
นอกจากนี้ การสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์และไปรับสินค้าด้วยตัวเองตามจุดรับในร้านค้าได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ออนไลน์ของร้านค้าต่างๆ ทาร์เก็ตคาดหมายว่าสินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์ประมาณครึ่งหนึ่งในฤดูกาลช็อปปิ้งปลายปีนี้จะเป็นการสั่งซื้อในลักษณะดังกล่าว ขณะที่วอลมาร์ตกล่าวว่า จำนวนสินค้าที่สั่งซื้อผ่านแอพพลิเคชันบนอุปกรณ์โมบายและผู้บริโภคไปรับด้วยตัวเองนั้น เพิ่มขึ้นกว่า 75% ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ เอ็นอาร์เอฟคาดการณ์ว่า ในช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้าปีนี้ จะมีชาวอเมริกัน 59% หรือ 137.4 ล้านคนที่ช็อปปิ้งซื้อสินค้า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 58.7% เมื่อปีก่อน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559
บริษัทวิจัย อะโดบี ดิจิตอล อินไซต์สฯ คาดการณ์ว่า ยอดขายสินค้าทางออนไลน์ในสหรัฐฯ ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีจะเพิ่มขึ้น 11% เป็น 9.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐฯ (เอ็นอาร์เอฟ) คาดการณ์ฤดูกาลจับจ่ายซื้อสินค้าช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีนี้คึกคัก ด้วยยอดขายที่คาดว่าจะเติบโต 3.6% เป็น 6.558 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเอ็นอาร์เอฟไม่ได้ปรับเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะที่บริษัทวิจัย คอมสกอร์ฯ คาดการณ์ว่า มูลค่าการซื้อสินค้าทางออนไลน์ในวันไซเบอร์มันเดย์ (Cyber Monday) หรือวันจันทร์หลังสุดสัปดาห์วันของคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นวันที่ชาวอเมริกันจับจ่ายซื้อสินค้าออนไลน์กันมากที่สุด ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันตลอดช่วงเทศกาลจะมีการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น 19% เป็น 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นีล ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยคอนลูมิโนฯ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งสำหรับผู้ค้าปลีกที่ไม่มีช่องทางจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์หรือแบบมัลติแชนแนลที่ดี "การเติบโตส่วนใหญ่มาจากทางออนไลน์ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อศูนย์การค้าและร้านค้ารูปแบบดั้งเดิม"
คอนลูมิโนคาดหมายว่า วอลมาร์ตจะยังคงเป็นร้านค้าที่มีผู้เข้าใช้บริการสูงสุด ทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิมและร้านค้าออนไลน์ ด้วยจำนวน 69% ของผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด ตามมาด้วยอเมซอนที่คาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ 59% ของผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.3%
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นการเข้าใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ในปีนี้จะเป็นปีแรกที่วอลมาร์ตเปิดจำหน่ายสินค้าโปรโมชันสำหรับวันไซเบอร์มันเดย์ล่วงหน้าเป็นเวลา 2 วัน โดยก่อนหน้านี้วอลมาร์ตกล่าวว่าจะเพิ่มจำนวนสินค้าในสต็อกอีกกว่าครึ่งหนึ่งเพื่อหวังสร้างการเติบโตของยอดขายในช่วงเทศกาลปลายปีให้ได้ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา วอลมาร์ตเพิ่มจำนวนสินค้าที่จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ขึ้นเป็น 23 ล้านชิ้น จาก 8 ล้านชิ้นเมื่อช่วงต้นปี
"การเพิ่มสินค้าทางออนไลน์ขึ้น 3 เท่าตัว ทำให้เราสามารถนำเสนอแบรนด์ใหม่ๆ และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมากขึ้นตลอดทั้งฤดูกาล" สตีฟบรีน รองประธานอาวุโสฝ่ายสินค้าของวอลมารต์ ดอต คอม กล่าว
ด้านร้านค้าปลีกคู่แข่งอย่างทาร์เก็ต ได้เพิ่มความสำคัญกับการให้บริการผ่านทางโมบายขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการซื้อสินค้าผ่านโมบาย 2 ใน 3 ของยอดขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลทั้งหมด ขณะที่ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าเมื่อปีก่อน การซื้อสินค้าผ่านโมบายคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายออนไลน์
นอกจากนี้ การสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์และไปรับสินค้าด้วยตัวเองตามจุดรับในร้านค้าได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ออนไลน์ของร้านค้าต่างๆ ทาร์เก็ตคาดหมายว่าสินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์ประมาณครึ่งหนึ่งในฤดูกาลช็อปปิ้งปลายปีนี้จะเป็นการสั่งซื้อในลักษณะดังกล่าว ขณะที่วอลมาร์ตกล่าวว่า จำนวนสินค้าที่สั่งซื้อผ่านแอพพลิเคชันบนอุปกรณ์โมบายและผู้บริโภคไปรับด้วยตัวเองนั้น เพิ่มขึ้นกว่า 75% ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ เอ็นอาร์เอฟคาดการณ์ว่า ในช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้าปีนี้ จะมีชาวอเมริกัน 59% หรือ 137.4 ล้านคนที่ช็อปปิ้งซื้อสินค้า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 58.7% เมื่อปีก่อน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,212 วันที่ 24 - 26 พฤศจิกายน 2559






