แนะวิธีทำกำไรจากหุ้นปี60 เฟ้นตัวเจ๋ง คาดบริษัทแห่เปลี่ยนธุรกิจหาจังหวะเข้าซื้อ

22 พ.ย. 2559 เวลา 10:00 น.
แนวโน้มตลาดหุ้นปีหน้าเล่นยาก บล.ทาลิสฯ แนะนักลงทุนต้องทำการบ้านหนักขึ้น หาโอกาสกระโดดเข้าหุ้นที่ปรับเปลี่ยนธุรกิจ ข้อดี บจ.สร้างกำไรสูงสุดใหม่9 แสนล้านช่วยยันตลาดไหว

นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บจ.) ทาลิส จำกัด เปิดเผยถึงกลยุทธ์การลงทุนหุ้นในปี 2560 ว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเติบโตไม่มากนัก รวมถึงไม่มีหุ้นกลุ่มใดโดดเด่น ดังนั้นนักลงทุนจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อเลือกหาหุ้นรายตัวที่มีความโดดเด่น มีสินค้าหรือบริการ และตลาดเฉพาะ(นีชมาร์เก็ต)ทำให้กำไรเติบโตได้ดี

ขณะเดียวกันจะมีบริษัทที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจใหม่จำนวนมากเกิดขึ้นในปีหน้า จึงยังเป็นโอกาสที่จะหากำไรจากการลงทุนสูงๆได้ รวมถึงหุ้นที่เสนอขายประชาชนครั้งแรก(ไอพีโอ) ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกันคาดว่าจะมีหุ้นใหม่หลายบริษัทเข้ามาจดทะเบียน

นายประภาส ยกตัวอย่างหุ้นที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)หรือ TKN ซึ่งขายสินค้าสาหร่ายเพียงอย่างเดียว แต่มีตลาดชัดเจน ตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีน และ มีการลงทุนสร้าง สร้างโรงงานใหม่เพิ่มกำลังการผลิต สามารถเพิ่มรายได้และกำไรได้ดีมาก นอกจากนั้นหุ้นบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ก็น่าสนใจ มีตลาดแน่นอน นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาซื้อจากประเทศไทย นอกจากเพื่อนำไปใช้เอง ยังมีการนำไปขายต่อในประเทศจีนด้วย

สำหรับการปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจ ในอนาคตจะเห็นมากขึ้น ที่ผ่านมา บริษัทคาร์มาร์ท(KAMART) พลิกจากธุครกิจขายรถ มาอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์ที่เติบโตได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิดีขึ้น

นายประภาสกล่าวว่า เศรษฐกิจในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับปีนี้ ประมาณ 3% ต่อปี ส่วนกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ค่อนข้างกระจายกลุ่ม และทำได้ค่อนข้างดีในไตรมาส 3 คาด ปีนี้น่าจะมีกำไรสุทธิรวมถึง 8 แสนล้านบาท นับเป็นกำไรสูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งตลาดหุ้นขึ้นมา ส่วนปีหน้า คาดว่าจะมีกำไรรวม ถึง9 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 10% จากปีนี้ 9 เดือนคาดว่าจะมีกำไรสุทธิรวม6.9 แสนล้านบาท

“ ปลายปีก่อน ดัชนีหุ้นอยู่ที่ 1288 ตอนนี้อยู่สูงกว่า 1400 จุด ผลตอบแทน 10% ปีหน้าคาดว่าน่าจะได้ 10-15% หาเงินไหลออก กำไรของบจ.ที่ออกมาดี หากตลาดปรับฐานลงมาเมื่อไร ก็มักจะกลับขึ้นมาได้ แต่ก็จะต้องเลือกหุ้น ผมคิดว่าธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าราคาถูก แต่กำไรก็ทรงๆ ตัวเลขหนี้เสียหรือเอ็นพีเอ็นน่าจะดีขึ้น ยกเว้นหนี้ของเอสเอ็มอี ส่วนธุรกิจการบินก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่สื่อหรือโฆษณายังเหนื่อย”นายประภาสกล่าว

สำหรับการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน ในช่วงนี้นักลงทุนรายใหญ่คงยังไม่ปรับพอร์ตมากมาย อยู่ระหว่างการรอฟังแนวนโยบายและทีมงานเศรษฐกิจรัฐมนตรีสำคัญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะนโยบายหลายเรื่องที่ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียงก็คงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด

ในช่วง 1-2 เดือนคงจะต้องรอดูว่า ธุรกิจไหนจะได้ประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์ แต่ไม่ว่าสหรัฐฯจะมีนโยบายอะไรมา ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบไม่มาก ส่วนตลาดหุ้นในช่วงนี้คงจะมีการปรับฐานบ้าง แต่เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นปีหน้า ดัชนีหุ้นคงจะแกว่งแถวๆ นี้ ดอกเบี้ยขาขึ้น และดอลลาร์สหรัฐแข็ง เงินคงจะไม่ไหลเข้าไม่มามากนัก ขณะที่ธุรกิจต่างๆ ก็ไม่โดดเด่น เช่น ธนาคารพาณิชย์ สื่อสารก็มีการแข่งขันสูง พลังงานค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนปิโตรเคมีจะดีต่อเนื่อง ธุรีกิจอาหารและสุขภาพขยายตัว นักลงทุนต้องเลือกรายตัว เช่น บริษัทที่มีตลาดแข็งแรง

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ กล่าวว่า การลงทุนในตลาดทุนปี 2560 ช่วงต้นปีตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความน่าสนใจจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐของนายโดนัล ทรัมป์ประธานาธิบดีคนใหม่ ที่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่จะปรับเป็นขาขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนวิ่งเข้าหาตลาดหุ้นสหรัฐฯ

หลังจากนั้นไตรมาส 2-3 เชื่อว่าดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นสูงเกินควร สวนทางผลตอบแทนพันธบัตร กลับมาตํ่าจะเริ่มมีเงินไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรทั่วโลก สวนทางกับตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้รับความสนใจแต่ตลาดหุ้นไทยจะปรับมาดีขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 4

“ผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯดีของไทยก็ดีด้วย เพราะพันธบัตร เป็นเรื่องของดอกเบี้ยที่ไตรมาส 2-3 มีทิศทางดอกเบี้ยขึ้นโอเวอร์ ชู้ต ทั้งโลกทำให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลก กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แต่ไตรมาส 4 เมื่อคนที่ลงทุนตลาดพันธบัตร คลายความกังวลแล้ว ก็เริ่มขายพันธบัตร กลับมาให้ความสนใจตลาดทุน รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วยน่าจะดีอีกครั้งในไตรมาส 4”

กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยปี 2560 การเติบโตของกำไร 13% อตั ราการเตบิ โตของกำไรต่อราคาหุ้น (P/E เรโช) 15.5 เท่า ซึ่งดัชนีตลาดน่าจะยืนได้ 1,600 จุด

กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจยังให้นํ้าหนักกลุม่ อาหารและเครือ่ งดืม่ , กลุม่ คอนซูเมอร ์ไฟแนนซ์ ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์แม้ว่าราคาปรับตัวลงตํ่าน่าสนใจ แต่หนี้เสียยังไม่นิ่งสร้างความกังวลต่อการลงทุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559