
บัตรเทวดาดิ้นตั้งเอเยนต์โลก ชงบอร์ดหนุนดึงเฮนลีย์ฯเป็นพันธมิตรดันยอด 400 ล้าน
“พฤทธิ์” ชงบอร์ดทีพีซี หนุนดึง เฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์ส ผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ มาร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจเคลมรายได้ยอดขายอีลิท การ์ด ไม่ตํ่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปี ดันกระแสเงินสดทะลุ 1,000 ล้านบาทใน 1 ปี เร็วกว่าขายเอง
นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจคาร์ด จำกัด หรือทีพีซี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าการประชุมบอร์ดทีพีซี ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะนำเสนอแผนขับเคลื่อนธุรกิจปีงบประมาณ 2560 โดยเรื่องเด่น จะขออนุมัติบอร์ด ให้พิจารณาเห็นชอบในการดึงบริษัท เฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์ส (Henley & Partner) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ (Residence & Citizenship) ที่มีสำนักงานมากกว่า 28 บริษัททั่วโลกเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับทีพีซี ด้วยการเข้ามาเป็นตัวแทนขายบัตรสมาชิกไทยแลนด์ อีลิท
การร่วมมือเป็นพันธมิตรกับทางเฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์สมีเงื่อนไขว่า ทางบริษัทจะตั้งเป้ายอดขายอีลิทการ์ด ได้ไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ภายใต้การได้รับค่าคอมมิชชั่นจากทีพีซีในอัตราเดียวกันทั้งหมด คือ อยู่ที่ 15% ซึ่งถือเป็นอัตราในระดับที่สูงที่สุด จากปกติที่ตัวแทนขาย อีลิท การ์ดในต่างประเทศที่มีอยู่จำนวน 20 บริษัท จะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากขายอยู่ที่ 10% หากขายได้ตั้งแต่ 20 ใบขึ้นไป 12.5% หากขายได้ตั้งแต่ 21-40 ใบ และ15% เมื่อขายได้ 41 ใบขึ้นไป นายพฤทธิ์กล่าว
ทั้งนึ้หากบอร์ดทีพีซี เห็นชอบให้เฮนลีย์ฯ มาเป็นพันธมิตร ผลที่ได้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้จากยอดขายอีลิท การ์ด ในปีหน้าให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากรวมกับการขายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันที่อยู่ที่ราว 400 ล้านบาท เมื่อรวมกับเป้าหมายของเฮนลีย์ฯ ก็จะมีรายได้จากการขายอยู่ที่ราว 800-1,000 ล้านบาทซึ่งเป็นข้อดีของการนำบริษัทระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติมาร่วมเป็นพันธมิตร
เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการเฮนลีย์ ล้วนเป็นบุคคลและครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และยังเป็นบริษัทให้บริการคำปรึกษาชั้นนำแก่รัฐบาลของหลายประเทศ อาทิ มอลตา , ออสเตรเลีย ในการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ ด้านโครงการที่อยู่อาศัยและสัญชาติที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้นๆของโลก เห็นได้จากการการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติของเฮนลีย์ ที่มีหลากหลายไม่ต่ำกว่า 20 โปรแกรม
อย่างไรก็ดี การที่อีลิทการ์ด ได้รับความสนใจจากเฮนลีย์ฯ เพราะจุดเด่นของบัตรสมาชิกที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติหรือนักลงทุน ที่อยากจะมาลงทุน การพำนักระยาว หรือการซื้อ เรสสิเด้นท์ ในไทย จากสิทธิประโยชน์ของอีลิทการ์ด โดยเฉพาะในเรื่องของวีซ่า 5 ปี รวมถึงการรับรองแบบวีไอพี และการใช้บริการต่างๆ อาทิ สนามกอล์ฟ สปาอีกทั้งการนำไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ไปขาย ก็เป็นการขายอีลิท การ์ด ที่ทีพีซีวางรูปแบบไว้อยู่แล้ว ไม่ได้ต้องไปออกแบบบัตรมาใหม่เป็นการเฉพาะแต่อย่างใด
" ขณะนี้ทีพีซี มีกระแสเงินสดในมือ 550 ล้านบาท ถ้าเราขายอีลิท การ์ด ตามแผนการดำเนินการเหมือนในปัจจุบันเราจะมีกระแสเงินสดถึง 1 พันล้านบาทภายใน 3 ปี แต่ถ้าดึงบริษัทเฮนลีย์ฯมาร่วมเป็นพันธมิตรก็จะทำให้ทีพีซี มีเงินสด 1 พันล้านบาทได้ภายใน 1 ปีข้างหน้านี้ ทั้งอีลิท การ์ด ยังได้อิมแพ็คในการทำตลาดในระดับเวิล์ดไวด์ ผ่านเครือข่ายที่แข็งแกร่งของเฮนลีย์ที่มีอยู่ทั่วโลกและหลากหลายภาษา อีกทั้งหากบอร์ดทีพีซี เห็นชอบในเรื่องนี้ ทางเฮนลีย์ฯก็มีแผนจะตั้งสำนักงานในประเทศไทย เพื่อดูแลลูกค้าของบริษัทด้วย"
นายพฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอีลิท การ์ด ที่ทีพีซี ได้ปรับโฉมใหม่ และปรับสิทธิประโยชน์ให้มีความเหมาะสมและเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อราว 2 เดือนกว่า จะมี 4 แบบ ได้แก่ อีลิทแฟมิลี เอ็กซ์เคอร์ชั่น ราคา 8 แสนบาท อายุบัตร 5 ปี อีลิทแฟมิลี่ อัลเทอร์เนทีฟ ราคา 8 แสนบาท อายุ 10 ปี อีลิทพริเวลแอคเซส ราคา 1 ล้านบาท 1 ปี และอีลิทซูพีเรียริตี้เอ็กซ์เทนชั่นราคา 1 ล้านบาท อายุ 20 ปี ซึ่งตั้งแต่เริ่มขายบัตรที่มีการรีแบรนด์นี้ออกไปในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2558 พบว่าสามารถขายได้เฉลี่ยเดือนละ 80 ใบซึ่งสมาชิกใหม่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอังกฤษ จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันสมาชิกอีลิท การ์ด มีทั้งหมด 3,857 ราย แยกเป็นสมาชิกก่อนปี 2556 (สิทธิประโยชน์ฟรีตลอดชีพ) จำนวน 2,509 ราย และเป็นสมาชิกใหม่อยู่ที่ 1,348 ราย
"ปัญหาการขาดทุนทางบัญชีของทีพีซี เกิดจากการตั้งพริวิเลจสูงกว่ารายรับที่ได้ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการปรับใหม่ให้พริเลจเลจต่ำกว่าราบรับทางบัญชี มีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1 แสนบาทต่อปี และเมื่อร่วมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายและการขายบัตรที่เพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ทีพีซี มีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้เป็นอย่างดี โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นยอดขายบัตรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ตารางประกอบ) ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 ถือว่ามียอดขายเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปีงบประมาณนี้หากไม่รวมกับการดึงเฮนลีย์ฯมาเป็นพันธมิตร ก็คาดว่าจะมีรายได้จากการขายอีลิท การ์ด อยู่ที่ราว 450 ล้านบาท" นายพฤทธิ์ กล่าวในที่สุด
อนึ่ง เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส(Henley & Partners) ผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ โดยในแต่ละปี บุคคลและครอบครัวฐานะรํ่ารวย รวมถึงที่ปรกึ ษาของพวกเขา จำนวนหลายร้อยรายต่างไว้วางใจในความชำนาญและประสบการณ์ของบริษัท ที่มีการทำงานเป็นทีม มากกว่า 25 บริษัท ทั่วโลกนอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการคำปรึกษาชั้นนำแก่รัฐบาลของประเทศต่างๆ โดยสามารถระดมทุนได้มากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.1 แสนล้านบาท)ในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ จัดตั้งและดำเนินโครงการที่อยู่อาศัยและสัญชาติที่ประสบค
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559
นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจคาร์ด จำกัด หรือทีพีซี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าการประชุมบอร์ดทีพีซี ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะนำเสนอแผนขับเคลื่อนธุรกิจปีงบประมาณ 2560 โดยเรื่องเด่น จะขออนุมัติบอร์ด ให้พิจารณาเห็นชอบในการดึงบริษัท เฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์ส (Henley & Partner) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ (Residence & Citizenship) ที่มีสำนักงานมากกว่า 28 บริษัททั่วโลกเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับทีพีซี ด้วยการเข้ามาเป็นตัวแทนขายบัตรสมาชิกไทยแลนด์ อีลิท
การร่วมมือเป็นพันธมิตรกับทางเฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์สมีเงื่อนไขว่า ทางบริษัทจะตั้งเป้ายอดขายอีลิทการ์ด ได้ไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ภายใต้การได้รับค่าคอมมิชชั่นจากทีพีซีในอัตราเดียวกันทั้งหมด คือ อยู่ที่ 15% ซึ่งถือเป็นอัตราในระดับที่สูงที่สุด จากปกติที่ตัวแทนขาย อีลิท การ์ดในต่างประเทศที่มีอยู่จำนวน 20 บริษัท จะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากขายอยู่ที่ 10% หากขายได้ตั้งแต่ 20 ใบขึ้นไป 12.5% หากขายได้ตั้งแต่ 21-40 ใบ และ15% เมื่อขายได้ 41 ใบขึ้นไป นายพฤทธิ์กล่าว
ทั้งนึ้หากบอร์ดทีพีซี เห็นชอบให้เฮนลีย์ฯ มาเป็นพันธมิตร ผลที่ได้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้จากยอดขายอีลิท การ์ด ในปีหน้าให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากรวมกับการขายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันที่อยู่ที่ราว 400 ล้านบาท เมื่อรวมกับเป้าหมายของเฮนลีย์ฯ ก็จะมีรายได้จากการขายอยู่ที่ราว 800-1,000 ล้านบาทซึ่งเป็นข้อดีของการนำบริษัทระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติมาร่วมเป็นพันธมิตร
เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการเฮนลีย์ ล้วนเป็นบุคคลและครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และยังเป็นบริษัทให้บริการคำปรึกษาชั้นนำแก่รัฐบาลของหลายประเทศ อาทิ มอลตา , ออสเตรเลีย ในการดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ ด้านโครงการที่อยู่อาศัยและสัญชาติที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้นๆของโลก เห็นได้จากการการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติของเฮนลีย์ ที่มีหลากหลายไม่ต่ำกว่า 20 โปรแกรม
อย่างไรก็ดี การที่อีลิทการ์ด ได้รับความสนใจจากเฮนลีย์ฯ เพราะจุดเด่นของบัตรสมาชิกที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติหรือนักลงทุน ที่อยากจะมาลงทุน การพำนักระยาว หรือการซื้อ เรสสิเด้นท์ ในไทย จากสิทธิประโยชน์ของอีลิทการ์ด โดยเฉพาะในเรื่องของวีซ่า 5 ปี รวมถึงการรับรองแบบวีไอพี และการใช้บริการต่างๆ อาทิ สนามกอล์ฟ สปาอีกทั้งการนำไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ไปขาย ก็เป็นการขายอีลิท การ์ด ที่ทีพีซีวางรูปแบบไว้อยู่แล้ว ไม่ได้ต้องไปออกแบบบัตรมาใหม่เป็นการเฉพาะแต่อย่างใด
" ขณะนี้ทีพีซี มีกระแสเงินสดในมือ 550 ล้านบาท ถ้าเราขายอีลิท การ์ด ตามแผนการดำเนินการเหมือนในปัจจุบันเราจะมีกระแสเงินสดถึง 1 พันล้านบาทภายใน 3 ปี แต่ถ้าดึงบริษัทเฮนลีย์ฯมาร่วมเป็นพันธมิตรก็จะทำให้ทีพีซี มีเงินสด 1 พันล้านบาทได้ภายใน 1 ปีข้างหน้านี้ ทั้งอีลิท การ์ด ยังได้อิมแพ็คในการทำตลาดในระดับเวิล์ดไวด์ ผ่านเครือข่ายที่แข็งแกร่งของเฮนลีย์ที่มีอยู่ทั่วโลกและหลากหลายภาษา อีกทั้งหากบอร์ดทีพีซี เห็นชอบในเรื่องนี้ ทางเฮนลีย์ฯก็มีแผนจะตั้งสำนักงานในประเทศไทย เพื่อดูแลลูกค้าของบริษัทด้วย"
นายพฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอีลิท การ์ด ที่ทีพีซี ได้ปรับโฉมใหม่ และปรับสิทธิประโยชน์ให้มีความเหมาะสมและเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อราว 2 เดือนกว่า จะมี 4 แบบ ได้แก่ อีลิทแฟมิลี เอ็กซ์เคอร์ชั่น ราคา 8 แสนบาท อายุบัตร 5 ปี อีลิทแฟมิลี่ อัลเทอร์เนทีฟ ราคา 8 แสนบาท อายุ 10 ปี อีลิทพริเวลแอคเซส ราคา 1 ล้านบาท 1 ปี และอีลิทซูพีเรียริตี้เอ็กซ์เทนชั่นราคา 1 ล้านบาท อายุ 20 ปี ซึ่งตั้งแต่เริ่มขายบัตรที่มีการรีแบรนด์นี้ออกไปในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2558 พบว่าสามารถขายได้เฉลี่ยเดือนละ 80 ใบซึ่งสมาชิกใหม่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอังกฤษ จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันสมาชิกอีลิท การ์ด มีทั้งหมด 3,857 ราย แยกเป็นสมาชิกก่อนปี 2556 (สิทธิประโยชน์ฟรีตลอดชีพ) จำนวน 2,509 ราย และเป็นสมาชิกใหม่อยู่ที่ 1,348 ราย
"ปัญหาการขาดทุนทางบัญชีของทีพีซี เกิดจากการตั้งพริวิเลจสูงกว่ารายรับที่ได้ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการปรับใหม่ให้พริเลจเลจต่ำกว่าราบรับทางบัญชี มีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1 แสนบาทต่อปี และเมื่อร่วมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายและการขายบัตรที่เพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ทีพีซี มีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้เป็นอย่างดี โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นยอดขายบัตรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ตารางประกอบ) ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 ถือว่ามียอดขายเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปีงบประมาณนี้หากไม่รวมกับการดึงเฮนลีย์ฯมาเป็นพันธมิตร ก็คาดว่าจะมีรายได้จากการขายอีลิท การ์ด อยู่ที่ราว 450 ล้านบาท" นายพฤทธิ์ กล่าวในที่สุด
อนึ่ง เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส(Henley & Partners) ผู้นำระดับโลกด้านการวางแผนที่อยู่อาศัยและสัญชาติ โดยในแต่ละปี บุคคลและครอบครัวฐานะรํ่ารวย รวมถึงที่ปรกึ ษาของพวกเขา จำนวนหลายร้อยรายต่างไว้วางใจในความชำนาญและประสบการณ์ของบริษัท ที่มีการทำงานเป็นทีม มากกว่า 25 บริษัท ทั่วโลกนอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการคำปรึกษาชั้นนำแก่รัฐบาลของประเทศต่างๆ โดยสามารถระดมทุนได้มากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.1 แสนล้านบาท)ในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ จัดตั้งและดำเนินโครงการที่อยู่อาศัยและสัญชาติที่ประสบค
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559






