
จี้รื้อ‘20กลุ่มอาชีพ’ที่มาส.ว. สปท.ติงไม่สอดคล้องความเป็นจริง
มีความพยายามต่อเนื่องในการแก้ปัญหา “บล็อกโหวต” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยที่สะสมมายาวนาน จนนำมาสู่การแก้ไขด้วยวิธีการ สร้างกลไกที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพื่อสกัดกั้นกระบวนการชั่วร้ายดังกล่าวให้ได้ระดับหนึ่ง
ล่าสุด คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เจ้าภาพหลักในการยกร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ได้เปิดเวทีสัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ...และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ...” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆเกี่ยวกับกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับข้างต้น
ออกแบบที่มาส.ว.สกัดบล็อกโหวต
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เชื่อมั่นว่า กระบวนการที่สร้างขึ้นในร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซี่งส.ว.ของ กกต.นั้น จะทำให้ปลอดจากการซื้อเสียง การล็อบบี้ และการบล็อกโหวต รวมถึงการแทรกแซงจากกลุ่มการเมืองได้ เนื่องจากกระบวนการการออกแบบ นอกจากจะมีการคัดเลือกในหลายระดับแล้ว ในกระบวนการดังกล่าวยังถูกออกแบบมาให้เลือกไขว้ในกลุ่มอาชีพต่างๆ ด้วย
“เชื่อว่า ด้วยกระบวนการนี้ การล็อบบี้ รวมไปถึงการซื้อเสียง กระบวนการบล็อกโหวต จะทำได้ยากขึ้น อันจะนำไปสู่หลักการได้ ส.ว.ที่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่วุฒิสภาได้อย่างเต็มที่ ด้วยกระบวนการดังกล่าวเป็นการออกแบบมา เพื่อเตรียมการรองรับ ส.ว. จำนวน 200 คนในอนาคต เพียงแค่การดำเนินการขั้นต้นช่วง 5 ปีแรกนี้ จำนวน 200 คนดังกล่าว จะถูกคัดให้เหลือ 50 คน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2558 กำหนดไว้”
สปท.จี้รื้อ20กลุ่มอาชีพส.ว.
อย่างไรก็ดี ในร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ถูกตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ดังเช่น นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติไปแล้วนั้น กำหนดให้ ส.ว. มีที่มาที่สลับซับซ้อนซึ่งเป็นกระบวนการใหม่เป็นความพยายามป้องกันในเรื่องต่างๆ รวมถึงต้องการให้ ส.ว.มีอิสระ ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง “ที่มา” ของ ส.ว.จึงมีความสลับซับซ้อน ทั้งนี้กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.นั้น ได้จัดทำข้อเสนอส่งไปยัง สนช. และกรธ.เกี่ยวกับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มา ส.ว.
โดยตั้งข้อสังเกตไว้ 2 ประเด็น คือ การกำหนด 20 กลุ่มอาชีพนั้นจะสามารถทำได้ครอบคลุม ครบถ้วน มากน้อยเพียงใด อีกประการ คือ การเลือกแบบไขว้ที่ต้องการแก้ปัญหาการบล็อกโหวตนั้นอาจยังไม่สะท้อนในอาชีพ เนื่องจากกำหนดให้ผู้มีอาชีพหนึ่งไปเลือกคนในอีกอาชีพหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกัน จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดคนในอาชีพนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร
สอดรับกับความเห็นของ นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ระบุว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกจึงเชื่อได้ว่าในระยะเวลาดังกล่าวจะมีปัญหาตามมาได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากดูในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปแล้วนั้น ไม่ได้กำหนดกลุ่มความรู้ความเชี่ยวชาญ และอาชีพต่างๆ เอาไว้แต่อย่างใด ตรงกันข้ามในร่าง พ.ร.ป.ที่มา ส.ว.ของ กกต. ได้มีการจำแนกออกเป็น 20 กลุ่มสาขาอาชีพดังกล่าว
นอกจากนี้โดยส่วนตัวเห็นว่า เป็นสัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประชาชนที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ ซึ่งปรากฎอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก คือ ด้านกสิกรรมหรือ ป่าไม้ และด้านปศุสัตว์หรือประมง ในขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอ ปรากฎอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงาน และกลุ่มด้านองค์กรชุมชน หรือประชาสังคม จึงเป็นการทับซ้อนกัน
“เสนอแนะให้รื้อ 20 กลุ่มวิชาชีพนี้ใหม่ เพื่อให้เหมาะสม สอดคล้อง และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เสนอให้ออกเป็นกฤษฎีกา แทนการออกเป็นกฎหมาย โดยให้ กกต.มีหน้าที่กำหนด จำแนกประเภท และกลุ่มสาขาวิชาชีพให้เกิดความเหมาะสมต่อไป”
เปิดที่มาส.ว. 20กลุ่มอาชีพ
สำหรับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ที่มา ส.ว. ของ กกต.นั้น มีด้วยกัน 3 หมวด รวมทั้งสิ้น 100 มาตรา ประกอบด้วย หมวด 1 การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หมวด 2 การสืบสวน หรือไต่สวน และวินิจฉัย หมวด 3 การควบคุมการเลือกและบทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล
โดยสาระสำคัญ กำหนดให้ส.ว.ประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 200 คนมาจากการเลือกกันเองใน 20 กลุ่มสาขาอาชีพ โดยกำหนดให้มีการคัดเลือก 3 ระดับ
ประกอบด้วย ระดับอำเภอ โดยดำเนินการ 2 ขั้นตอน เริ่มจากคัดเลือกกันเองให้เหลือกลุ่มละ 5 คน จะได้ 100 คน รวมทุกอำเภอของประเทศซึ่งมีทั้งสิ้น 928 อำเภอ จะได้คู่แข่งขันรวม 92,800 คน อย่างไรก็ดี กรณีหากมีกลุ่มสาขาอาชีพใดมีผู้สมัครเกิน 5 คน กกต.จะจัดให้มีการลงคะแนนเลือกกันเองภายในกลุ่มให้เหลือ 5 คนก่อน หลังจากนั้นจัดให้มีการเลือกไขว้ระหว่างผู้ที่ผ่านการคัดกรองขั้นแรกมาแล้ว ให้เหลือกลุ่มละ 3 คน 20 กลุ่มอาชีพ จะเหลือ 55,680 คน
ในระดับจังหวัด จะนำรายชื่อที่ได้มาเลือกไขว้ให้เหลือกลุ่มละ 1 คน 20 กลุ่มสาขาอาชีพ ใน 77 จังหวัด จะเหลือ 1,540 คน จากนั้นจึงนำรายชื่อทั้งหมดมาคัดเลือกระดับประเทศ โดยกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกลุ่มสาขาอาชีพอื่นให้เหลือกลุ่มละ 10 คน และมีบัญชีรายชื่อสำรองอีกกลุ่มละ 10 คน ดังนั้น 20 กลุ่มสาขาอาชีพจะได้ 200 คน แล้วจึงนำรายชื่อทั้งหมดเสนอให้ คสช.ดำเนินการตามบทเฉพาะกาล การได้มาซึ่ง คัดส.ว.จำนวน 50 คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
กรณีที่กกต.เห็นว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับคะแนนมากที่สุดเรียงตามลำดับจำนวน 10 คน จะได้กลุ่มละ 200 คน กรณีหากเกิดมีผู้เสียชีวิตหลังประกาศผลให้เลื่อนรายชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีนั้นขึ้นมาแทนโดยจะประกาศภายใน 7 วัน
ส่วนการดำเนินการคัดค้านนั้น กรณีเกิดก่อนการเลือกตั้ง กกต.จะพิจารณาและวินิจฉัย หาก
[caption id="attachment_114608" align="aligncenter" width="345"]
จี้รื้อ‘20กลุ่มอาชีพ’ที่มาส.ว. สปท.ติงไม่สอดคล้องความเป็นจริง[/caption]
เกิดหลังประกาศผล กกต.จะยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัย โดยการยื่นคำร้องคัดค้านนั้นสามารถยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่การเลือกในแต่ละระดับเสร็จสิ้นลง
ส่วนการกำหนดโทษนั้นเป็นไปตามหลักการเดิมของพ.ร.บ.เลือกตั้งปี 2550 แต่ฉบับใหม่นี้ได้เพิ่มเติมกรณีผู้ใดกระทำการสนับสนุนให้บุคคลเข้ารับ หรือไม่เข้ารับการสมัครเพื่อประโยชน์ในการเลือกให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรือลงสมัครเพื่อการเลือกโดยมีผลประโยชน์ตอบแทน
รวมถึงกรรมการบริหารหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง ส.ส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น ส.ว. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี
ต้องรอดูกันต่อไปว่า เมื่อร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาส.ว. ถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภานิตินิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว จะมีการทบทวนปรับปรุงอย่างที่มีเสียงท้วงติงออกมาหรือไม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559
ล่าสุด คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เจ้าภาพหลักในการยกร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ได้เปิดเวทีสัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ...และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ...” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆเกี่ยวกับกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับข้างต้น
ออกแบบที่มาส.ว.สกัดบล็อกโหวต
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เชื่อมั่นว่า กระบวนการที่สร้างขึ้นในร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซี่งส.ว.ของ กกต.นั้น จะทำให้ปลอดจากการซื้อเสียง การล็อบบี้ และการบล็อกโหวต รวมถึงการแทรกแซงจากกลุ่มการเมืองได้ เนื่องจากกระบวนการการออกแบบ นอกจากจะมีการคัดเลือกในหลายระดับแล้ว ในกระบวนการดังกล่าวยังถูกออกแบบมาให้เลือกไขว้ในกลุ่มอาชีพต่างๆ ด้วย
“เชื่อว่า ด้วยกระบวนการนี้ การล็อบบี้ รวมไปถึงการซื้อเสียง กระบวนการบล็อกโหวต จะทำได้ยากขึ้น อันจะนำไปสู่หลักการได้ ส.ว.ที่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่วุฒิสภาได้อย่างเต็มที่ ด้วยกระบวนการดังกล่าวเป็นการออกแบบมา เพื่อเตรียมการรองรับ ส.ว. จำนวน 200 คนในอนาคต เพียงแค่การดำเนินการขั้นต้นช่วง 5 ปีแรกนี้ จำนวน 200 คนดังกล่าว จะถูกคัดให้เหลือ 50 คน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2558 กำหนดไว้”
สปท.จี้รื้อ20กลุ่มอาชีพส.ว.
อย่างไรก็ดี ในร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ถูกตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ดังเช่น นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติไปแล้วนั้น กำหนดให้ ส.ว. มีที่มาที่สลับซับซ้อนซึ่งเป็นกระบวนการใหม่เป็นความพยายามป้องกันในเรื่องต่างๆ รวมถึงต้องการให้ ส.ว.มีอิสระ ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง “ที่มา” ของ ส.ว.จึงมีความสลับซับซ้อน ทั้งนี้กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.นั้น ได้จัดทำข้อเสนอส่งไปยัง สนช. และกรธ.เกี่ยวกับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มา ส.ว.
โดยตั้งข้อสังเกตไว้ 2 ประเด็น คือ การกำหนด 20 กลุ่มอาชีพนั้นจะสามารถทำได้ครอบคลุม ครบถ้วน มากน้อยเพียงใด อีกประการ คือ การเลือกแบบไขว้ที่ต้องการแก้ปัญหาการบล็อกโหวตนั้นอาจยังไม่สะท้อนในอาชีพ เนื่องจากกำหนดให้ผู้มีอาชีพหนึ่งไปเลือกคนในอีกอาชีพหนึ่งซึ่งไม่รู้จักกัน จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดคนในอาชีพนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร
สอดรับกับความเห็นของ นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ระบุว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกจึงเชื่อได้ว่าในระยะเวลาดังกล่าวจะมีปัญหาตามมาได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากดูในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปแล้วนั้น ไม่ได้กำหนดกลุ่มความรู้ความเชี่ยวชาญ และอาชีพต่างๆ เอาไว้แต่อย่างใด ตรงกันข้ามในร่าง พ.ร.ป.ที่มา ส.ว.ของ กกต. ได้มีการจำแนกออกเป็น 20 กลุ่มสาขาอาชีพดังกล่าว
นอกจากนี้โดยส่วนตัวเห็นว่า เป็นสัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประชาชนที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ ซึ่งปรากฎอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก คือ ด้านกสิกรรมหรือ ป่าไม้ และด้านปศุสัตว์หรือประมง ในขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอ ปรากฎอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงาน และกลุ่มด้านองค์กรชุมชน หรือประชาสังคม จึงเป็นการทับซ้อนกัน
“เสนอแนะให้รื้อ 20 กลุ่มวิชาชีพนี้ใหม่ เพื่อให้เหมาะสม สอดคล้อง และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เสนอให้ออกเป็นกฤษฎีกา แทนการออกเป็นกฎหมาย โดยให้ กกต.มีหน้าที่กำหนด จำแนกประเภท และกลุ่มสาขาวิชาชีพให้เกิดความเหมาะสมต่อไป”
เปิดที่มาส.ว. 20กลุ่มอาชีพ
สำหรับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ที่มา ส.ว. ของ กกต.นั้น มีด้วยกัน 3 หมวด รวมทั้งสิ้น 100 มาตรา ประกอบด้วย หมวด 1 การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หมวด 2 การสืบสวน หรือไต่สวน และวินิจฉัย หมวด 3 การควบคุมการเลือกและบทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล
โดยสาระสำคัญ กำหนดให้ส.ว.ประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 200 คนมาจากการเลือกกันเองใน 20 กลุ่มสาขาอาชีพ โดยกำหนดให้มีการคัดเลือก 3 ระดับ
ประกอบด้วย ระดับอำเภอ โดยดำเนินการ 2 ขั้นตอน เริ่มจากคัดเลือกกันเองให้เหลือกลุ่มละ 5 คน จะได้ 100 คน รวมทุกอำเภอของประเทศซึ่งมีทั้งสิ้น 928 อำเภอ จะได้คู่แข่งขันรวม 92,800 คน อย่างไรก็ดี กรณีหากมีกลุ่มสาขาอาชีพใดมีผู้สมัครเกิน 5 คน กกต.จะจัดให้มีการลงคะแนนเลือกกันเองภายในกลุ่มให้เหลือ 5 คนก่อน หลังจากนั้นจัดให้มีการเลือกไขว้ระหว่างผู้ที่ผ่านการคัดกรองขั้นแรกมาแล้ว ให้เหลือกลุ่มละ 3 คน 20 กลุ่มอาชีพ จะเหลือ 55,680 คน
ในระดับจังหวัด จะนำรายชื่อที่ได้มาเลือกไขว้ให้เหลือกลุ่มละ 1 คน 20 กลุ่มสาขาอาชีพ ใน 77 จังหวัด จะเหลือ 1,540 คน จากนั้นจึงนำรายชื่อทั้งหมดมาคัดเลือกระดับประเทศ โดยกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกลุ่มสาขาอาชีพอื่นให้เหลือกลุ่มละ 10 คน และมีบัญชีรายชื่อสำรองอีกกลุ่มละ 10 คน ดังนั้น 20 กลุ่มสาขาอาชีพจะได้ 200 คน แล้วจึงนำรายชื่อทั้งหมดเสนอให้ คสช.ดำเนินการตามบทเฉพาะกาล การได้มาซึ่ง คัดส.ว.จำนวน 50 คน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557
กรณีที่กกต.เห็นว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับคะแนนมากที่สุดเรียงตามลำดับจำนวน 10 คน จะได้กลุ่มละ 200 คน กรณีหากเกิดมีผู้เสียชีวิตหลังประกาศผลให้เลื่อนรายชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีนั้นขึ้นมาแทนโดยจะประกาศภายใน 7 วัน
ส่วนการดำเนินการคัดค้านนั้น กรณีเกิดก่อนการเลือกตั้ง กกต.จะพิจารณาและวินิจฉัย หาก
[caption id="attachment_114608" align="aligncenter" width="345"]
เกิดหลังประกาศผล กกต.จะยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัย โดยการยื่นคำร้องคัดค้านนั้นสามารถยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่การเลือกในแต่ละระดับเสร็จสิ้นลง
ส่วนการกำหนดโทษนั้นเป็นไปตามหลักการเดิมของพ.ร.บ.เลือกตั้งปี 2550 แต่ฉบับใหม่นี้ได้เพิ่มเติมกรณีผู้ใดกระทำการสนับสนุนให้บุคคลเข้ารับ หรือไม่เข้ารับการสมัครเพื่อประโยชน์ในการเลือกให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรือลงสมัครเพื่อการเลือกโดยมีผลประโยชน์ตอบแทน
รวมถึงกรรมการบริหารหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง ส.ส.สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น ส.ว. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี
ต้องรอดูกันต่อไปว่า เมื่อร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาส.ว. ถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภานิตินิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว จะมีการทบทวนปรับปรุงอย่างที่มีเสียงท้วงติงออกมาหรือไม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559






