thansettakij
thansettakij
ล็อกต้นทุนรับดบ.ขาขึ้น กูรูแนะธุรกิจปรับตัว-ส่งสัญญาณเงินไหลกลับสหรัฐฯ

ล็อกต้นทุนรับดบ.ขาขึ้น กูรูแนะธุรกิจปรับตัว-ส่งสัญญาณเงินไหลกลับสหรัฐฯ

20 พ.ย. 59 | 00:00 น.
นักเศรษฐศาสตร์เตือนเอกชนไทยล็อกต้นทุนเงินกู้ รับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นหลังเห็นสัญญาณเงินไหลกลับสหรัฐ จาก 3 ปัจจัยสำคัญ ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น “ทรัมป์” กู้เงินจำนวนมากลงทุนบูมเศรษฐกิจและเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแนวโน้มอ่อนค่า ภายหลังผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา ตลาดเงินและตลาดทุนมีความผันผวนเป็นระยะสอดคล้องตามตลาดประเมินไว้ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากนโยบายหาเสียงของนายโดนัล ทรัมป์ ที่สะท้อนแนวโน้มว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะเติบโตในระยะสั้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างแรงด้วยการลดอัตราภาษี และจำกัดแรงงานต่างด้าว ซึ่งน่าจะนำไปสู่การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ

[caption id="attachment_114122" align="aligncenter" width="274"] นริศ สถาผลเดชา นริศ สถาผลเดชา[/caption]

ขณะที่ตลาดคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยทั้งระบบของสหรัฐจะปรับสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยดึงเงินทุนให้ไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับเข้าไปในสหรัฐ เห็นได้จากนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท คือ วันที่ 10 พฤศจิกายนขายพันธบัตร 3,000 ล้านบาท ก่อนจะเทขายออกมาอีก 2.7 หมื่นล้านบาท ในวันถัดมา และขายอีก 1.8 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 14 พฤศจิกายน โดยส่วนใหญ่เป็นการขายออกพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี

ขณะเดียวกันผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีทยอยปรับเพิ่มต่อเนื่อง เห็นได้จากก่อนวันเลือกตั้งที่ผลตอบแทนอยู่ในระดับ 1.8% ต่อปีปรับเพิ่มเป็น 2.23% เทียบพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.1% ต่อปีเพิ่มเป็น 2.4% ต่อปีสะท้อนถึงผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรสหรัฐและไทยหดแคบลงค่อนข้างมาก

นายนริศ กล่าวว่า แนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นได้อีก รวมทั้งการไหลออกของเงินในตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้นที่มีปริมาณขายสุทธิวันละ 3,000-3,500 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เชื่อว่านักลงทุนทั่วไปคงหยุดการซื้อขายและรอดูแนวโน้มตลาด

ส่วนการเคลื่อนไหวเงินบาทยังสะท้อนอ่อนค่าแต่หากเทียบกับสกุลเงินหยวนจะเห็นว่าหยวนอ่อนค่าสุดในรอบ 6 ปี และเงินทุนไหลออกจากตลาดจีนมากกว่าไทย ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเชื่อว่าจะผันผวนระยะสั้น ประกอบการเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าดูแลอย่างใกล้ชิดทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวไม่มากและสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค

ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในตลาดสหรัฐจะส่งผลกระทบไทย แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับต่ำ 1.5% ต่อปี โดยอาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยที่ใช้เงินกู้ในประเทศซึ่งต้องระวังต้นทุนทางการเงินในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้อง ล็อคต้นทุนก่อนที่อัตราผลตอบแทนจะปรับเพิ่มหรือสินเชื่อที่ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวและคงที่ผู้ประกอบการควรจะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่เช่นกัน

“ช่วงหลังที่ผลเลือกตั้งสหรัฐออกมา 4วันตลาดพันธบัตรมียอดขายออกประมาณ 10% ซึ่งไม่มากเมื่อเทียบจากที่ก่อนหน้ามีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตร 3.6แสนล้านบาทและตลาดหุ้นประมาณ 1 แสนล้านบาทและ ตอนนี้นักลงทุนหยุดการซื้อเพื่อรอดูแนวโน้มเดือนมกราคมเมื่อแต่งตั้งทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีและแถลงนโยบาย”

นายสมประวิณ มันประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า แนวโน้มตลาดเงินตลาดทุนผันผวนนั้นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะไทย เพราะนโยบายการหาเสียงของทรัมป์สะท้อนฟร้อนโหลดที่เลื่อนการลงทุนด้วยมาตรการลดภาษี 3 ประเภท (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคลและภาษีที่ดิน) ซึ่งจูงใจให้นักลงทุนขายออกสุทธิจากตลาดพันธบัตรกลับไปในตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะส่วนใหญ่มองว่าผลตอบแทนจะปรับเพิ่มขึ้นและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะบูม

อีกทั้งอนาคตสหรัฐจะมีการกู้เงินเพิ่มเพื่อการลงทุน และมีโอกาสสูงถึง 90% ที่ธนาคารกลาง(เฟด)จะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่โดยรวมความผันผวนที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงระยะสั้นโดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งของไทยและภาวะการตึงตัวในระบบยังไม่น่าห่วง

“ความผันผวนเงินทุนเคลื่อนย้ายไม่เซอร์ไพร์ เพราะตลาดรับรู้และคาดการณ์ไปก่อนหน้าแล้ว ระหว่างนี้ยังต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากผู้นำสหรัฐ ส่วนภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2560 เชื่อว่ายังเติบโตได้ที่ระดับ 3.3% จากแรงขับเคลื่อนภายในประเทศทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ที่สำคัญ ปีหน้าจะเห็นการบริโภคภาคเอกชนเริ่มกลับมามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัด”

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินการเคลื่อนไหวเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐระหว่างวันที่ 16-18 พฤศจิกายนคาดว่าจะเคลื่อนไหวในช่วง 35.30-35.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจากปลายปีก่อนเงินบาทแข็งค่า 2.06% ขณะที่เงินเยนแข็งค่า 11.4% รูเปี๊ยะห์อินโดนีเซีย แข็งค่า 3.0% เงินด่องเวียดนามแข็งค่า 0.62% ส่วนเงินหยวนอ่อนค่า 5.2% และยูโร อ่อนค่า 0.5% เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,210 วันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline