thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจโลกป่วนหนัก ธุรกิจจับไข้เร่งรับมือคลื่นความไม่แน่นอน,เอเชียตั้งรับ‘ทรัมป์’เอฟเฟกต์

เศรษฐกิจโลกป่วนหนัก ธุรกิจจับไข้เร่งรับมือคลื่นความไม่แน่นอน,เอเชียตั้งรับ‘ทรัมป์’เอฟเฟกต์

14 พ.ย. 59 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ย. 59 | 10:59 น.
 ธุรกิจจับไข้เร่งรับมือคลื่นความไม่แน่นอน

ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ เหนือ ฮิลลารี คลินตัน ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ก่อกระแสกังวลกระจายไปทั่วโลก เพราะช่วงหาเสียง มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ ปากเปราะวัย 70 ปีผู้นี้ เสนอนโยบาย สุดโต่งด้วยการจะตั้งกำแพงการค้า ลดบทบาทการลงทุนในต่างประเทศ จนถึงการเปิดศึกกับจีนทำให้ธุรกิจเกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น
ปฏิกิริยาตอบรับทันทีคือการเทขายหุ้น และการโยกย้ายเงินทุนสะพัดทั้งโลก ราคาทองพุ่งลิ่ว ก่อนค่อยคลี่คลายลง แต่มองระยะถัดไปความกังวลยังอยู่

หนึ่งในนโยบายหาเสียงที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ ของทรัมป์คือ รื้อข้อตกลงนาฟต้า หรือ ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ และประกาศลั่นหลายครั้งว่าจะยกเลิก ทีพีพี หรือยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ท่าทีดังกล่าวทำให้ทรัมป์ถูกมองว่าเขาต่อต้านโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นกระบวนหลัก ของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ที่ถูกนำมาปรับใช้กับนโยบายเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจ และเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ทรัมป์กำลังจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 45โลกย่อมผวาถึงความไม่แน่นอนที่จะตามมา แน่นอนคลื่นความกังวลดังกล่าวย่อมซัดถึงไทย

ทั้งการถอยห่างจากเอเชีย ที่ชาติอาเซียนต้องเตรียมรับมือการขยับเข้ามาเพิ่มขึ้นของจีน ในภาวะที่แต่ละชาติล้วนมีอเมริกาเป็นตลาดส่งออกใหญ่ กับแนวโน้มการจะถูกกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น ขณะที่การส่งออกไปจีนก็เป็นอีกตลาดใหญ่นั้น มีไม่น้อยที่จีนซื้อไปทำสินค้าสำเร็จรูปส่งขายสหรัฐฯ ที่เป็นเป้าตอบโต้การค้าหลัก อีกเด้งเมื่อสินค้าจีนเข้าสหรัฐฯได้น้อยลง อาจเร่งระบายเข้าตลาดอาเซียน

ธุรกิจส่งออกไทยตั้งรับนโยบาย“ทรัมป์”เต็มที่ กลุ่มสินค้าสำคัญสั่งจับตาผลกระทบ อีกด้านเร่งหาตลาดใหม่รองรับเล็งจีนช่วยลดแรงกระแทก สภาอุตฯเผยกลุ่มสินค้าติดโผหนีไม่รอดเตรียมรับผลกระทบ ด้านนํ้ามันคาดยังขาลง คาดทั้งปีไม่กิน 50 ดอลล์/บาร์เรล

 ส่งออกไทยตื่นพร้อมรับมือ

นายชโย ตรังอดิศัยกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลิตภัณฑ์ยางเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทยไปสหรัฐฯ หลังทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ราคาซื้อขายยางพาราในตลาดล่วงหน้าผันผวนมาก ทั้งที่ตลาดเซี่ยงไฮ้โตเกียว และสิงคโปร์ ส่งผลให้บริษัทค้า
ยางยังไม่กล้าเสนอราคา

ประเด็นที่ต้องจับตาคือ การจะใช้มาตรการเพื่อกีดกันสินค้าจีนของทรัมป์จะทำให้จีนย้ายฐานการผลิตออกมานอกประเทศมาก เพื่อเป็นฐานส่งออก รวมทั้งไทยที่เวลานี้มีผู้ประกอบการยางรถยนต์รายใหญ่จากจีนหลายราย ได้เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อใช้เป็นฐานส่งออกไปยังตลาดใหญ่คือสหรัฐฯ รวมถึงตลาดอื่นๆ จากที่ก่อนหน้านี้สินค้ายางรถยนต์ที่ผลิตในจีนถูกสหรัฐฯเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดี(87.99%) ซึ่งเกรงว่ารัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯจะเพ็งเล็งยางรถยนต์จากไทยที่มีผู้ประกอบการจีนมาลงทุนเป็นพิเศษ หากมีบางรายไปเสนอราคาตํ่ามากสินค้าจากไทยอาจถูกไต่สวน

 อัญมณีขยายตลาดใหม่กันเสี่ยง

นา ยสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้เจมส์จำกัด ผู้ส่งออกเครื่องประดับอัญมณีรายใหญ่ มีตลาดที่สหรัฐฯสัดส่วนกว่า 40%ของการส่งออกในภาพรวม กล่าวว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 ของไทยไปสหรัฐฯ ขณะนี้บริษัทได้เฝ้าติดตามนโยบายทางการค้าของทรัมป์ ว่าหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ของจริงจะเปลี่ยนจากตอนหาเสียงเพียงใด หากมีมาตรการใดมากระทบ ทางบริษัทก็ได้เตรียมพร้อมในการขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อาเซียนเป็นต้น

 รถยนต์คาดกระทบน้อย

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบของไทย เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 9 ของไทยไปสหรัฐฯแต่ปีนี้ช่วง 9 เดือนแรกขยับขึ้นเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 5 โดยช่วง 9 เดือนไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ไปยังตลาดต่างประเทศ รวม 9 แสนคัน ในจำนวนนี้สัดส่วน 7.6% เป็นการส่งออกไปยังภูมิภาคอเมริกาเหนือซึ่งมีตลาดใหญที่สหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่ที่ส่งไปเป็นรถอีโคคาร์ ราคาไม่แพง ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแม้ทรัมป์ขึ้นมาก็คงไม่ถูกกีดกัน และคงกระทบน้อยมาก เพราะสหรัฐฯไม่มีการผลิตอีโคคาร์เนื่องจากค่าแรงแพงกว่าไทยมาก

 แนะดึงจีนลงทุนส่งกลับปท.

นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันจีนที่ถูกทรัมป์เพ่งเล็งเรื่องการทำการค้าที่ตุกติกได้หันมาพึ่งพาการบริโภคภายในเพิ่มขึ้นดังนั้น หากนโยบายการค้าของทรัมป์ที่จะออกมาหลังเข้ารับตำแหน่งส่งผลกระทบกับไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดึงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยให้มากๆ เพื่อส่งกลับสินค้าไปขายในจีน จะช่วยลดผลกระทบได้ รวมถึงหากไทยได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรเร่งกลับไปเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการส่งออกอีกแรงหนึ่ง

 คาดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ขณะที่นายสนั่น อังอุบลกุลประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า การได้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี น่าจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสหรัฐฯในฐานะที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมระหว่างประเทศ เพราะทรัมป์ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่เติบโตจากภาคธุรกิจ ยิ่งทำให้น่าจับตาดูการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกา ไทยเองก็ยังต้องติดต่อคบหากับอเมริกาต่อไป

“ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย ถ้าทรัมป์ลดความสำคัญในอาเซียนลง มองว่าไม่น่าจะมีสาระสำคัญเพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีของอเมริกากับไทย (จีเอสพีที่สหรัฐฯให้กับไทย) ที่เพิ่งต่ออายุก็เหลือน้อยแล้ว ส่วนทีพีพีที่ทรัมป์มีนโยบายจะยกเลิกนั้น ไทยก็ไม่ได้เข้าร่วมทำให้ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร”

สำหรับการปรับตัวของภาคส่งออกของไทย สิ่งที่จะต้องรับมือคือ ผู้ส่งออกต้องพยายามกระจายตลาดของตนไปสู่ประเทศอื่นๆเพื่อลดความเสี่ยง เพราะทรัมป์ส่งสัญญาณลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและให้ผลิตสินค้าในสหรัฐฯเพื่อเพิ่มการจ้างงาน โดยไทยอาจจะกระทบทางอ้อม เนื่องจากการกีดกันทางการค้ากับจีน ทำให้มีการซื้อสินค้าจีนน้อยลงการบริโภคหรือนำเข้าของจีนก็น่าจะลดลง ทำให้ประเทศคู่ค้ากับจีนมีการส่งออกลดลงไปด้วย

TP15-3209-A   เปิดโผสินค้าที่จะกระทบ

ด้านนายวัลลภ วิตนาการ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สายงานเศรษฐกิจ เปิดเผยว่าขณะนี้มองผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ สินค้าไทยคงหนีไม่พ้นผลกระทบจากการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้ลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน เครื่องนุ่งห่มอัญมณี และอาหาร ที่จะมีการใช้มาตรการทางภาษี และที่ไม่ใช่ภาษีมากีดกันสินค้ารวมถึงในอุตสาหกรรมอาหารน่าห่วงเนื่องจากสหรัฐฯ มีทรัพยากรค่อนข้างมาก จะส่งเสริมในประเทศของตัวเองก่อน

 อินโดรามารับอานิสงส์

อีกมุมนาย ดีลิป กุมาร์ อากาวาลกรรมการบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์สจำกัด (มหาชน) หรือ IVL เปิดเผยว่า จากที่เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากภูมิภาคเอเชีย เพราะฉะนั้นบริษัทก็จะได้รับประโยชน์เกือบทั้งหมดในภาพรวมจากนโยบายใหม่ นอกจากนี้การที่ทรัมป์พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการสร้างถนน และรถไฟ จะส่งผลทำให้ผู้บริโภคในประเทศมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อสินค้าของบริษัทตามไปด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีการจ่ายภาษีในสหรัฐฯ อยู่ที่อัตรา 38% หากสหรัฐฯมีการปรับลดภาษีจริงก็จะทำให้บริษัทลดต้นทุนในส่วนดังกล่าวได้

 จับปฎิกิริยานํ้ามัน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจนํ้ามันบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากนโยบายลดบทบาทของการใช้พลังงานทดแทนของทรัมป์ ทำให้เกิดความต้องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตนํ้ามันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น จากการสนับสนุนนโยบายลดภาษีสำหรับธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ ทำให้สหรัฐฯ มีกำลังการผลิตนํ้ามันดิบมากขึ้นโดยคาดการณ์ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาสำหรับประเทศผู้ผลิตนํ้ามันมากกว่า

 ทรัมป์กดราคานํ้ามันยังตํ่า

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนํ้ามัน กล่าวว่า แนวโน้มราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก คาดว่าจะปรับตัวลดลง เนื่องจากนโยบายของนายทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนเรื่องการลงทุนในธุรกิจนํ้ามัน การลดภาษีเพื่อให้เกิดการลงทุนในสหรัฐฯ จะทำให้นักลงทุนด้านสำรวจและขุดเจาะนํ้ามันในสหรัฐฯ สามารถผลิตนํ้ามันดิบในปริมาณมากขึ้น รวมทั้งกำลังการผลิตเชลล์ออยล์และเชลล์แก๊สที่จะเพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคานํ้ามันดิบในปี 2560 อย่างแน่นอนคาดการณ์ว่าราคานํ้ามันดิบปี 2560 เฉลี่ยไม่เกิน 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

 เอเชียตั้งรับ‘ทรัมป์’เอฟเฟกต์


ความกังวลของเอเชีย


[caption id="attachment_113504" align="aligncenter" width="500"] โดนัลด์ ทรัมป์ โดนัลด์ ทรัมป์[/caption]

นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศและนักการทูต กล่าวว่านโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาจะทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งจะทำให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ต้องสร้างความเข้มแข็งทางทหารเพิ่มขึ้น และดำเนินการทางการทูตเพื่อสร้างพันธมิตรต่อต้านการแผ่อิทธิพลของจีน

นายนิค บีสเลย์ (Nick Bisley) ผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย La Trobe ที่นครเมลเบิร์นให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษหลังชัยชนะของนายทรัมป์ว่า“ระเบียบโลกเก่ากำลังหมดไปและยุคใหม่กำลังเกิดขึ้น โดยเราไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ซึ่งเราจะได้เห็นว่าอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจกำลังถูกจีนท้าทาย”

นายจอห์น เดลูรี่ (John Delury) ผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน จากมหาวิทยาลัย Yonsei ในกรุงโซล เชื่อว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่านายทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดี“ไม่รู้ว่านายทรัมป์จะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างไรและจะให้ใครมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ”

หนังสือพิมพ์การ์เดียนอ้างความเห็นผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ว่า ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะรู้สึกผ่อนคลายที่นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯมากกว่าฮิลลารี เนื่องจากนายทรัมป์มีนโยบายถอยออกจากเอเชีย

 ก่อกระแสเผด็จการขึ้นในเอเชีย

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์เจแปนไทม์ส รายงานผลกระทบจากคำพูดของนายทรัมป์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่านโยบายต่อเอเชียของนายทรัมป์ทำให้ประเทศในเอเชียที่กำลังกังวลต่อการแสดงอำนาจของจีน รู้สึกไม่มั่นคง และกลัวว่านโยบายของสหรัฐอเมริกาหากนายทรัมป์ได้เป็นประธานาธบิ ดี จะส่งเสรมิ กระแสชาตนิ ยิ มและเผด็จการขึ้นในเอเชียและเป็นการทำลายนโยบายตอกหมุดเอเชียของนายบารัก โอบามาโดยสิ้นเชิง

นายทรัมป์พูดตั้งแต่ช่วงแรกๆของการหาเสียงว่าพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในเอเชียทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ควรจะต้องช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายทางทหารในเอเชียของสหรัฐอเมริกา และเตือนว่าอาจจะมีการถอนทหารออกจากฐานทัพในญี่ปุ่นแถมยังระบุว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง

 ญี่ปุ่นเดินหน้าชาตินิยมหนักขึ้น

นายคูนิฮิโกะ มิยาเกะ (KunihikoMiyake) อดีตนักการทูตญี่ปุ่นประจำจีนและอิหร่านและปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบัน Canon Institute forGlobal Studies ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ว่า “ถ้านายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีและทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ สหรัฐอเมริกาจะสิ้นสุดการเป็นมหาอำนาจในคาบมหาสมุทรแปซิฟิกและถ้าอเมริกาจากไปก็จะเกิดช่องว่างที่จีนจะพยายามแทรกตัวเข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความอยู่รอดของพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าท่าทีของนายทรัมป์ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอาเบะซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมอยู่แล้ว เดินหน้านโยบายชาตินิยมหนักขึ้นโดยหลังจากเพิ่มงบประมาณกลาโหม แก้รัฐธรรมนูญให้สามารถส่งทหารเข้าร่วมสนับสนุนทางทหารและช่วยเหลือกู้ภัยกับกองกำลังนานาชาตินอกประเทศได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และแต่งตั้งนายโทโมมิอินาดะ (Tomomi Inada) รัฐมนตรีกลาโหมที่เป็นสายเหยี่ยวแล้วในวันที่ 2 สิงหาคม2559 ที่ผ่านมายังได้ออกสมุดปกขาวดีเฟนส์ไวท์เปเปอร์ 2016 ที่แสดงความกังวลต่อการเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือจีน และรัสเซีย

 ขยับนโยบายกลาโหมเชิงรุก

Mr.Rupakjyoti Borah นักวิจัยจากสถาบัน Japan Forum for Strategic Studies ที่โตเกียวเขียนบทความเผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าวอัลจาซีร่า วันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของนายอาเบะ จะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศเพื่อรับมือกับความกังวลตามที่ระบุไว้ในสมุดปกขาว เพราะนายทรัมป์แสดงความไม่สนใจสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นโดยพูดว่า “ถ้าสหรัฐฯโดนโจมตีสิ่งที่คนญี่ปุ่นจะทำคือ นั่งดูทีวีโซนี่อยู่ที่บ้าน”

บทความดังกล่าวระบุว่านายกฯอาเบะจะต้องทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรของประเทศไปในเรื่องความมั่นคงที่ชายแดนทางทะเลเพื่อรับมือกับความกังวลที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเริ่มขยับตัวแล้วด้วยการ ทำสัญญาป้องกันร่วมทางทหารกับฟิลิปปินส์ และเสริมสร้างมิตรภาพที่ดีกับอินเดีย ออสเตรเลีย พร้อมทั้งแก้ไขความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์กับเกาหลีใต้เพื่อสร้างแนวร่วมพันธมิตรในเอเชียของตัวเอง

สัมพันธ์ “สหรัฐฯ-รัสเซีย”ดีขึ้น

ด้านดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า โอกาสที่สหรัฐฯ จะตัดตัวเองจากการเมืองโลกเป็นไปไม่ได้ และถ้าสหรัฐฯ จะถอยอย่างนั้น จะเกิดคำถามกับบทบาทรัสเซียบทบาทจีน

“โจทย์ใหญ่ผมคิดว่าหลังกลางเดือนมกราคม ที่ นายทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โจทย์นี้ต้องคิด ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะเปลี่ยนถ้าอเมริกันเดินนโยบายแบบที่นายทรัมป์ประกาศ”

“เว้นแต่เรามองโลกสวย จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯกับรัสเซียดีขึ้น เพราะเดโมแครตกับรัสเซียมีปัญหาแน่ๆ เหมือนทรัมป์กับปูติน เป็นอะไรที่จูนกันติด”

“หรือโจทย์กับจีนเอง ถ้าสหรัฐฯไม่สนใจปัญหาในทะเลจีนใต้ ผมว่าดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กลายเป็นคนถูกเลย สำหรับนโยบายที่หันไปหาจีนแต่คิดว่าเวียดนามจะอึดอัดใจ รวมทั้งโจทย์โลกอิสลาม โจทย์สงครามในซีเรีย”

ทันทีที่นายทรัมป์ชนะ การประท้วงต่อต้านในสหรัฐฯ เองกลับปะทุขึ้นอย่างกว้างขวาง และรุนแรงกว่าทุกครั้งแม้นางฮิลลารีจะออกมายอมรับความปราชัยและเรียกร้องให้ยอมรับผลเลือกตั้ง เป็นบททดสอบแรกการดับไฟในบ้าน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline