
อาลีบาบาขยับกวาด‘แท็กซ์รีฟันด์’ ใช้อาลีเพย์กินรวบตลาดทัวร์จีน
อาลีบาบารุกหนัก เสนอตัวทำ“แท็กซ์รีฟันด์ทัวริสต์” ผ่านอาลีเพย์ “กอบกาญจน์” ชี้ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อตลาดทัวร์จีน 9 ล้านคน โดยมีเครือข่ายร้านค้าในมือกว่าหมื่นรายหนุน ด้านกรมสรรพกรเร่งศึกษาผลดี-ผลเสีย ห่วงเปิดช่องโหว่เกิดขบวนการโกงภาษี
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าจากการประชุมหารือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และฝ่ายบริหารของบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากการร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันแล้วโดยจะช่วยโปรโมทฐานลูกค้าจีนให้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นแล้ว อาลีบาบายังสนใจที่จะใช้อาลีเพย์เป็นเครื่องมือในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวหรือ แท็กซ์ รีฟันด์ ฟอร์ ทัวริสต์ ผ่านบัตรอาลีเพย์ ด้วยเนื่องจากปัจจุบีน อาลีบาบา มีร้านค้าในประเทศเป็นพันธมิตรร่วม 1 หมื่นร้านค้า
ดังนั้นอาลีบาบา จึงมองว่าหากลูกค้าชาวจีนซึ่งถือบัตรอาลีเพย์ มาซื้อสินค้าในไทย และสามารถ คืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการซื้อสินค้าได้เพิ่มขึ้นทั้งยังจะเป็นทางเลือกใหม่ในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวให้ได้รับความสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น จากที่ต้องไปขอคืนตามเคาน์เตอร์หรือจุดคืนภาษีต่างๆ เช่น ที่สนามบิน เป็นต้น
อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงความเป็นไปได้รวมถึงรูปแบบและวิธีการในการคืนภาษี ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ามีธนาคาร 6 แห่งในไทยที่เป็นพันธมิตรกับอาลีเพย์ ที่จะประสานกันเรื่องการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวได้ ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องดูเรื่องของการตรวจสอบข้อมูลการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
“โดยหลักการนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้อยู่แล้ว แต่ถ้าทำให้การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีรูปแบบที่สะดวกขึ้น มีความปลอดภัยและรัดกุม ไม่รั่วไหล ก็เป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้” รมว.การท่องเที่ยวฯกล่าว
ย้ำต้องเป็นร้านค้าถูกก.ม.
นางกอบกาญจน์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีข้อเสนอเพียงว่าหากจะให้อนุญาตให้อาลีเพย์ คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวได้ หรือการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยของอาลีบาในทุกช่องทาง อยากขอให้พิจารณาว่า การดึงร้านค้าต่าง ๆ หรือผู้ประกอบการที่เข้ากระบวนการคืนภาษีดังกล่าว ควรกำหนดให้เฉพาะธุรกิจ มีการจดทะเบียนถูกต้อง และมีการเสียภาษีถูกต้องมาเป็นพันธมิตร และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมผู้ประกอบที่ทำธุรกิจถูกต้องตามกฏหมายและส่งเสริมการทำตลาดที่ชัดเจนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางเที่ยวด้วยตัวเองหรือเอฟไอทีจีนเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิดการทำทัวร์คุณภาพในไทย
“เอ็มโอยู”โปรโมตผ่านอาลีทริป
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวเสริมว่า อาลีบาบากรุ๊ปยังหารืออีก 2 เรื่องหลักคือ 1. การโปรโมทท่องเที่ยวไทยผ่านอาลีทริป(ออนไลน์ ทราเวิล เอเย่นต์หรือโอทีเอ) ซี่งเป็น1 ในกลุ่มธุรกิจของอาลีบาบา ด้านการขายห้องพัก แพ็คเกจทัวร์ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) กับอาลีบาบา ในเร็ว ๆนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทย ในเว็บไซด์ของอาลีทริป และ2. เรื่องระบบ Payment อาลีบาบา เสนอเรื่องขอทำ Tax Refund for tourist ผ่านทางอาลีเพย์ รวมถึงการขอวีซ่าออนไลน์ หลังหารือกับแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง จะมีตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
“การร่วมมือกับอาลีบาบาจะสอดรับกับแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ ที่เน้นการดึงกลุ่มตลาดจีนคุณภาพ ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ก็มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยแล้ว 7.60 ล้านคน เพิ่มขึ้น 17.85% ทำให้ประเมินว่าตลอดทั้งปีนี้นักท่องเที่ยวจีนยังคงขยายตัวไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 7.93 ล้านคนโดยคาดว่าจะอยู่ที่ราว 9 ล้านคน” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าว
ปิดช่องรั่วไหลแก๊งโกงภาษี
ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดตลอดจนผลกระทบหากเปิดให้สามารถขอคืนภาษีจากการซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในลักษณะที่ให้คืนภาษีเข้าบัตรอาลีการ์ด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนว่าจะส่งผลเชิงบวกหรือลบต่อไทยอย่างไร
“จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ ทั้งแง่บวกและลบรวมถึงการจัดเก็บรายได้ของกรมในอนาคต โดยแต่ละปีมีการขอคืนภาษีเฉลี่ยในหลักร้อยล้านบาทหรือข้อมูลสูงสุดยังไม่เคยเกิน 1,000 ล้านบาทสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือเมื่อมีการขอคืนภาษีผ่านบัตรอาลีเพย์ มีความปลอดภัยเพียงใด ต้องทำอย่างรัดกุมไม่เปิดช่องให้ผู้ใดนำไปหาผลประโยชน์ อ้างเป็นนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีแล้วแต่กลับไม่นำสินค้าออกนอกประเทศ โดยทำกันเป็นขบวนการตรงนี้จึงเป็นอีกช่องโหว่ที่ต้องพิจารณา ไม่ให้เกิดการรั่วไหลสร้างความเสียหายให้กับการจัดเก็บภาษีในอนาคต”
นายประสงค์ กล่าวอีกว่า การศึกษาจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในอนาคตไม่ว่าจะเป็นช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้หรือไม่ ความปลอดภัยอยู่ตรงไหน ใครที่ได้ผลประโยชน์บ้าง ปัจจุบันในต่างประเทศสามารถยื่นขอคืนภาษีโดยระบุว่าต้องการรับเงินคืนผ่านทางบัตรเครดิตหรือเงินสดซึ่งมีระยะเวลาในการคืนภาษีแตกต่างกันไป
สรรพากรชี้ทำได้ทันที
อย่างไรก็ดี ระบบที่จะนำมาศึกษาควบคู่คือระบบจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีข้อดีในแง่การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อสินค้า ส่วนกรณีของประเทศไทยยอมรับว่ามีความแตกต่างดังนั้นอาจต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูล แต่ยืนยันว่ากรมสรรพากรมองเรื่องนี้เป็นเชิงบวก อีกทั้งเห็นว่าการคืนภาษีผ่านอาลีเพย์สามารถทำได้ทันที เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับการคืนภาษีผ่านบัตรเครดิตทั่วไปโดยไม่จำเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายหรือเสนอกฎหมายใหม่แต่อย่างใด และก่อนหน้านั้นมีสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 4 แห่งได้หารือเป็นการเบื้องต้นกับกรมสรรพากรว่า อยากจะทำการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งถือบัตรอาลีเพย์ เพื่ออำนวยความสะดวก คือ เมื่อซื้อสินค้าแล้วได้รับการคืนภาษีทันทีโดยอัตโนมัติ อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว
นางสาวสราญรัตน์ ศรีจิรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด ในเครือแอสเซนด์ กรุ๊ป หนึ่งพันธมิตรของแอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการชำระเงิน “อาลีเพย์” กล่าวว่า ถ้าสามารถดำเนินการได้จะเป็นเรื่องดี เพราะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีน โดยเท่าที่ทราบข้อมูลขณะนี้ในยุโรป มีการคืนภาษีนักท่องเที่ยวจีน เข้ามาในแอพพลิเคชั่นอาลีเพย์แล้ว
อนึ่ง ก่อนหน้านี้บริษัทแอนท์ ไฟแนนซ์เชียล เซอร์วิส กรุ๊ป ผู้ให้บริการอาลีเพย์ ชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในเครืออาลีบาบา ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรธุรกิจ ในไทย 7 ราย คือ แอสเซนด์ กรุ๊ป (ในเครือซีพี), เคาน์เตอร์เซอร์วิส, จีเอชแอล , เพย์สบาย , พระยาเพย์ , ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทบัตรกรุงไทย โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงร้านค้า ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ของไทยกับระบบของอาลีเพย์ ที่เข้าถึงผู้ใช้ระบบของอาลีเพย์ในจีนที่มีถึง 450 ล้านคน และเพิ่มโอกาสเสริมรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าจากการประชุมหารือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และฝ่ายบริหารของบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากการร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันแล้วโดยจะช่วยโปรโมทฐานลูกค้าจีนให้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นแล้ว อาลีบาบายังสนใจที่จะใช้อาลีเพย์เป็นเครื่องมือในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวหรือ แท็กซ์ รีฟันด์ ฟอร์ ทัวริสต์ ผ่านบัตรอาลีเพย์ ด้วยเนื่องจากปัจจุบีน อาลีบาบา มีร้านค้าในประเทศเป็นพันธมิตรร่วม 1 หมื่นร้านค้า
ดังนั้นอาลีบาบา จึงมองว่าหากลูกค้าชาวจีนซึ่งถือบัตรอาลีเพย์ มาซื้อสินค้าในไทย และสามารถ คืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการซื้อสินค้าได้เพิ่มขึ้นทั้งยังจะเป็นทางเลือกใหม่ในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวให้ได้รับความสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น จากที่ต้องไปขอคืนตามเคาน์เตอร์หรือจุดคืนภาษีต่างๆ เช่น ที่สนามบิน เป็นต้น
อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงความเป็นไปได้รวมถึงรูปแบบและวิธีการในการคืนภาษี ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ามีธนาคาร 6 แห่งในไทยที่เป็นพันธมิตรกับอาลีเพย์ ที่จะประสานกันเรื่องการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยวได้ ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องดูเรื่องของการตรวจสอบข้อมูลการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
“โดยหลักการนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้อยู่แล้ว แต่ถ้าทำให้การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีรูปแบบที่สะดวกขึ้น มีความปลอดภัยและรัดกุม ไม่รั่วไหล ก็เป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้” รมว.การท่องเที่ยวฯกล่าว
ย้ำต้องเป็นร้านค้าถูกก.ม.
นางกอบกาญจน์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีข้อเสนอเพียงว่าหากจะให้อนุญาตให้อาลีเพย์ คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวได้ หรือการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยของอาลีบาในทุกช่องทาง อยากขอให้พิจารณาว่า การดึงร้านค้าต่าง ๆ หรือผู้ประกอบการที่เข้ากระบวนการคืนภาษีดังกล่าว ควรกำหนดให้เฉพาะธุรกิจ มีการจดทะเบียนถูกต้อง และมีการเสียภาษีถูกต้องมาเป็นพันธมิตร และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมผู้ประกอบที่ทำธุรกิจถูกต้องตามกฏหมายและส่งเสริมการทำตลาดที่ชัดเจนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางเที่ยวด้วยตัวเองหรือเอฟไอทีจีนเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิดการทำทัวร์คุณภาพในไทย
“เอ็มโอยู”โปรโมตผ่านอาลีทริป
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวเสริมว่า อาลีบาบากรุ๊ปยังหารืออีก 2 เรื่องหลักคือ 1. การโปรโมทท่องเที่ยวไทยผ่านอาลีทริป(ออนไลน์ ทราเวิล เอเย่นต์หรือโอทีเอ) ซี่งเป็น1 ในกลุ่มธุรกิจของอาลีบาบา ด้านการขายห้องพัก แพ็คเกจทัวร์ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) กับอาลีบาบา ในเร็ว ๆนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทย ในเว็บไซด์ของอาลีทริป และ2. เรื่องระบบ Payment อาลีบาบา เสนอเรื่องขอทำ Tax Refund for tourist ผ่านทางอาลีเพย์ รวมถึงการขอวีซ่าออนไลน์ หลังหารือกับแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง จะมีตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
“การร่วมมือกับอาลีบาบาจะสอดรับกับแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ ที่เน้นการดึงกลุ่มตลาดจีนคุณภาพ ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ก็มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยแล้ว 7.60 ล้านคน เพิ่มขึ้น 17.85% ทำให้ประเมินว่าตลอดทั้งปีนี้นักท่องเที่ยวจีนยังคงขยายตัวไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 7.93 ล้านคนโดยคาดว่าจะอยู่ที่ราว 9 ล้านคน” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าว
ปิดช่องรั่วไหลแก๊งโกงภาษี
ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดตลอดจนผลกระทบหากเปิดให้สามารถขอคืนภาษีจากการซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในลักษณะที่ให้คืนภาษีเข้าบัตรอาลีการ์ด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนว่าจะส่งผลเชิงบวกหรือลบต่อไทยอย่างไร
“จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ ทั้งแง่บวกและลบรวมถึงการจัดเก็บรายได้ของกรมในอนาคต โดยแต่ละปีมีการขอคืนภาษีเฉลี่ยในหลักร้อยล้านบาทหรือข้อมูลสูงสุดยังไม่เคยเกิน 1,000 ล้านบาทสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือเมื่อมีการขอคืนภาษีผ่านบัตรอาลีเพย์ มีความปลอดภัยเพียงใด ต้องทำอย่างรัดกุมไม่เปิดช่องให้ผู้ใดนำไปหาผลประโยชน์ อ้างเป็นนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีแล้วแต่กลับไม่นำสินค้าออกนอกประเทศ โดยทำกันเป็นขบวนการตรงนี้จึงเป็นอีกช่องโหว่ที่ต้องพิจารณา ไม่ให้เกิดการรั่วไหลสร้างความเสียหายให้กับการจัดเก็บภาษีในอนาคต”
นายประสงค์ กล่าวอีกว่า การศึกษาจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในอนาคตไม่ว่าจะเป็นช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้หรือไม่ ความปลอดภัยอยู่ตรงไหน ใครที่ได้ผลประโยชน์บ้าง ปัจจุบันในต่างประเทศสามารถยื่นขอคืนภาษีโดยระบุว่าต้องการรับเงินคืนผ่านทางบัตรเครดิตหรือเงินสดซึ่งมีระยะเวลาในการคืนภาษีแตกต่างกันไป
สรรพากรชี้ทำได้ทันที
อย่างไรก็ดี ระบบที่จะนำมาศึกษาควบคู่คือระบบจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีข้อดีในแง่การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อสินค้า ส่วนกรณีของประเทศไทยยอมรับว่ามีความแตกต่างดังนั้นอาจต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูล แต่ยืนยันว่ากรมสรรพากรมองเรื่องนี้เป็นเชิงบวก อีกทั้งเห็นว่าการคืนภาษีผ่านอาลีเพย์สามารถทำได้ทันที เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับการคืนภาษีผ่านบัตรเครดิตทั่วไปโดยไม่จำเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายหรือเสนอกฎหมายใหม่แต่อย่างใด และก่อนหน้านั้นมีสถาบันการเงินไม่ต่ำกว่า 4 แห่งได้หารือเป็นการเบื้องต้นกับกรมสรรพากรว่า อยากจะทำการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งถือบัตรอาลีเพย์ เพื่ออำนวยความสะดวก คือ เมื่อซื้อสินค้าแล้วได้รับการคืนภาษีทันทีโดยอัตโนมัติ อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว
นางสาวสราญรัตน์ ศรีจิรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด ในเครือแอสเซนด์ กรุ๊ป หนึ่งพันธมิตรของแอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการชำระเงิน “อาลีเพย์” กล่าวว่า ถ้าสามารถดำเนินการได้จะเป็นเรื่องดี เพราะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีน โดยเท่าที่ทราบข้อมูลขณะนี้ในยุโรป มีการคืนภาษีนักท่องเที่ยวจีน เข้ามาในแอพพลิเคชั่นอาลีเพย์แล้ว
อนึ่ง ก่อนหน้านี้บริษัทแอนท์ ไฟแนนซ์เชียล เซอร์วิส กรุ๊ป ผู้ให้บริการอาลีเพย์ ชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในเครืออาลีบาบา ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรธุรกิจ ในไทย 7 ราย คือ แอสเซนด์ กรุ๊ป (ในเครือซีพี), เคาน์เตอร์เซอร์วิส, จีเอชแอล , เพย์สบาย , พระยาเพย์ , ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทบัตรกรุงไทย โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงร้านค้า ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ของไทยกับระบบของอาลีเพย์ ที่เข้าถึงผู้ใช้ระบบของอาลีเพย์ในจีนที่มีถึง 450 ล้านคน และเพิ่มโอกาสเสริมรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559






