thansettakij
thansettakij
แบงก์มั่นใจ ‘บาท’ นิ่งรับเปลี่ยนผ่าน ชี้เศรษฐกิจ-ทุนสำรองแกร่ง เงินลงทุนตรงกระทบน้อย

แบงก์มั่นใจ ‘บาท’ นิ่งรับเปลี่ยนผ่าน ชี้เศรษฐกิจ-ทุนสำรองแกร่ง เงินลงทุนตรงกระทบน้อย

15 พ.ย. 59 | 05:00 น.
‘ฐานเศรษฐกิจ’สำรวจนักเศรษฐศาสตร์ภายหลัง นายโดนัลด์ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง

  ดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐฯ แนวโน้มเพิ่มรับหนี้พุ่ง

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่าค่าเงินดอลลาร์จะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น เพราะทุกคนไม่รู้ว่านโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์จะทำได้หรือไม่ ทำให้เกิดการเทขายเงินดอลลาร์ไปซื้อเงินเยนและยูโร

ส่วนเงินบาทกรอบความเคลื่อนไหวสิ้นปีจะอยู่ที่ 34.50-35.50 บาทต่อดอลลาร์ หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในรอบประชุม 13-14 ธ.ค.นี้ เงินบาทจะอยู่ที่ 34.80 บาทต่อดอลลาร์จากค่าเฉลี่ยขณะนี้ 34.92 บาทต่อดอลลาร์

ตลาดพันธบัตรจะปรับไปตามนโยบายการเงิน ไม่ขึ้นกับผลการเมือง ถ้าดอกเบี้ยไม่ขึ้นผลตอบแทน (Yield)พันธบัตรจะปรับลดลงทันที ส่วนเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐฯ มีความเสี่ยงจากนโยบายการลดภาษี อาจทำให้รายได้หายไปประมาณ 6-8 แสนล้านดอลลาร์ ต่อปี หรือคิดเป็น 4% ต่อจีดีพี

“แม้ว่าสภาสูงและสภาล่างจะเป็นของทรัมป์ และอาจจะไม่เจอปัญหาเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ แต่โอกาสที่จะเห็นหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 14 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 75% ต่อจีดีพีไปที่ 18-20 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะการกู้เงินจำนวนมากเพื่อชดเชยงบประมาณ จะมีผลต่อดอกเบี้ยระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นด้วย”

นายจิติพล กล่าวอีกว่า เงินทุนเคลื่อนย้าย จะเห็นว่าปีนี้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ แต่หากกรณีตลาดมีความผันผวนมากขึ้น โอกาสจะเห็นแรงเทขายออกมาในหุ้นและพันธบัตร เพราะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นไทยประมาณ 3,080 ล้านดอลลาร์ และตลาดพันธบัตร 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนผลกระทบเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หากทรัมป์มีนโนยบายดึงเงินลงทุนกลับ ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อไทย เพราะมีสัดส่วนเพียง 2-3% จากเงินลงทุนทั้งหมด แต่ประเทศที่จะกระทบมากคือญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ที่มีสัดส่วนการลงทุนจากสหรัฐฯสูง โดยญี่ปุ่นอยู่ที่ 30% และออสเตรเลีย 40%

  ต่างชาติชะลอลงทุน ‘หุ้น-พันธบัตร’ชั่วคราว

นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่าภายหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เงินบาทมีเสถียรภาพดีมาก เพราะไทยมีปัจจัยพื้นฐานดี ทั้งเศรษฐกิจและเงินทุนสำรองทางการที่แข็งแกร่ง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติถือสินทรัพย์ในพันธบัตรและหุ้นค่อนข้างน้อย ทำให้ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง และหุ้นตกไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค

ขณะที่ปัจจัยเงินทุนเคลื่อนย้าย ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ และภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ยังเปราะบาง คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้และปีหน้า เพื่อประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน
อย่างไรก็ตาม ไทยจะกระทบน้อยกว่าจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ เพราะไทยเป็นประเทศที่ยังเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายในผ่านการลงทุนและบริโภคเช่นเดียวกับตลาดอินเดีย อินโดนีเซีย เชื่อว่าหลังฝุ่นหายตลบ ตลาดไทย อินเดีย และอินโดนีเซียยังน่าสนใจ แต่ในระหว่างนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายชะลอเพื่อดูความชัดเจนก่อน

“บาทเราถือว่ามีเสถียรภาพมาก และค่อนข้างผันผวนน้อยกว่าคนอื่น เพราะไทยมีปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง มีนักลงทุนสุทธิน้อย ทำให้เกิดเหตุการณ์ตื่นตระหนกน้อยมาก โดยค่าเงินบาทเรามองเคลื่อนไหวที่กรอบแคบมากที่ระดับ 34.70-35.50 ภายในสิ้นปีนี้”

  จับตา‘ทรัมป์’ตอบโต้จีนกดดันตลาดผันผวน

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ในเบื้องต้นหลังทราบผลการเลือกตั้งส่งผลให้ตลาดตกใจ เนื่องจากยังไม่เข้าใจนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ออกมาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามในระยะต่อไป จะต้องติดตามการแถลงนโยบายของทรัมป์อย่างเป็นทางการว่าจะจัดอันดับความสำคัญของนโยบายอย่างไร เช่น มาตรการตั้งกำแพงภาษีกับจีนและเม็กซิโก หรือการออกนโยบายจูงใจเพื่อดึงเงินทุนที่ไปสร้างโรงงานในต่างประเทศกลับสหรัฐฯ หรือการตอบโต้จีนที่ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการค้า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามเพราะมีความไม่ชัดเจนอย่างมาก เช่น หากจีนถูกกดดันจากสหรัฐฯ จะมีมาตรการตอบโต้และรุนแรงมากน้อยระดับใด ซึ่งจะทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น และจะกลับมาเป็นปกติจนกว่าจะมีความชัดเจน

กระทรวงการคลังของสหรัฐฯออกเกณฑ์ว่าด้วย ประเทศที่มีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงิน เพื่อหวังผลทางการค้ากับสหรัฐฯ 3 ข้อ คือ 1.ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินกว่า 3% ของจีดีพี 2.แทรกแซงค่าเงินในตลาดการเงินมากกว่า 3% ของจีดีพี และ 3. เกินดุลบัญชีเดินสะพัดกับสหรัฐฯ สูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีซึ่งจีนเป็นประเทศที่ถูกจับตาจากสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

“เหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นนักลงทุนเทขายหุ้นที่มีความเสี่ยงก่อน และจะหันไปถือสินทรัพย์ทางเลือกพวกเงินเยน ทองคำ แต่หากดูเงินบาทโดยพื้นฐานปลอดภัย จึงไม่เห็นแรงเทขายมากนัก ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ที่ต้องการหนุนเศรษฐกิจให้เติบโต อาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมได้ 1 ครั้ง แต่ในปีหน้าอาจจะมีการเปลี่ยนไป เพราะแนวนโยบายมีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างเยอะ อาจจะทำให้เฟดต้องมีการทบทวนก่อน”นายเชาว์ กล่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline