thansettakij
thansettakij
จี้นายกฯชี้ขาดโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ.ยันปี 62 ภาคใต้ไฟไม่พอใช้ต้องเร่งสายส่งเส้น2

จี้นายกฯชี้ขาดโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ.ยันปี 62 ภาคใต้ไฟไม่พอใช้ต้องเร่งสายส่งเส้น2

11 พ.ย. 59 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ย. 59 | 08:06 น.
กฟผ.จี้”ประยุทธ” เร่งตัดสินใจเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ หลังคณะกรรมการไตรภาคีเสนอรายงานผลศึกษาให้ทราบแล้ว ยันมีความจำเป็นต้องสร้าง เหตุไฟฟ้าภาคใต้ไม่พอใช้ ปี 2562 วิกฤตแน่ ความต้องการใช้เติบโตปีละ 5 % เกินกำลังการผลิตที่มีอยู่ มองการหาทางออกแก้ปัญหา ต้องเร่งก่อสร้างสายส่งเส้นที่ 2 ป้อนไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วย

ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อมาพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาดกำลังการผลิต 860 เมกะวัตต์ ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม 2559 เป็นต้นมานั้น โดยเมื่อเดือนตุลาคม ผลการศึกษาดังกล่าวได้รายงานส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของกฟผ.เองอยากจะให้นายกรัฐมนตรี เร่งพิจารณาตัดสินใจ ว่าจะเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อไปหรือไม่ หรือให้ยุติโครงการ เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้ล่าช้ามากว่า 2 ปี จากแผนเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงปี 2562 ซึ่งหากก่อสร้างไม่ได้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ไปเร่งหาแนวทางออกว่าจะเสริมระบบความมั่นคงภายใต้ได้อย่างไร เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 5 % จากความต้องการใช้อยู่ประมาณ 2,800 เมกะวัตต์ มีกำลงการผลิตประมาณ 3,100 เมกะวัตต์ แต่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้จริงประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ ทำให้ปัจจุบันการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ไม่เพียงพอ จึงต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางเข้าไปเสริมประมาณ 600 เมกะวัตต์

จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ มีการประเมินว่า หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในปี 2562 จะส่งผลให้ไฟฟ้าภาคใต้เกิดความเสี่ยงมีไม่เพียงพอใช้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจภาคการบริการ การท่องเที่ยว มีการเติบโตค่อนข้างมาก โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะขยายตัวไปที่ระดับ 3,200 เมกะวัตต์ ซึ่งเกินกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่

ว่าที่พ.ต.อนุชาต กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการแก้ปัญหา หากโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่สามารถก่อสร้างได้นั้น คงต้องมีการหารือกับกระทรวงพลังงานว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในเบื้องต้นเห็นว่า ที่มีความเป็นไปได้ในขณะนี้ คงต้องไปเร่งการก่อสร้างสายส่งขนาด 500 เควี เส้นที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ซึ่งแผนเดิมจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2562 จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วขึ้น เพื่อที่จะส่งไฟฟ้าจากภาคกลางเข้าไปเสริมอีกเส้นหนึ่ง แต่ยังไม่ทราบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ ขณะที่อีกแนวทางหนึ่ง คงต้องไปดูแผนการอนุรักษ์พลังงาน ว่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ วัตถุประสงค์หนึ่ง เพื่อที่จะกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากจนเกินไป ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่วนหนึ่ง

ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ นั้น ขณะนี้รายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการคณะที่ 3 หลังจากนั้นจะต้องนำเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เพื่อรับฟังความเห็น ซึ่งยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน แต่การดำเนินงานยังอยู่ในระยะเวลาที่กำหนดอยู่ ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จได้ในปี 2564 และปี 2567

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการไตรภาคี เปิดเผยว่า สำหรับคณะกรรมการพิจารณาการดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่(ไตรภาคี) ได้มีการคณะอนุกรรมการฯขึ้นมาศึกษาจำนวน 4 ชุด โดยในส่วนของชุดที่มีการศึกษาด้านการใช้ถ่านหิน ซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูลด้านวิชาการ โดยไม่มีข้อสรุปหรือชี้แนะว่าจะต้องให้มีการเดินหน้าโครงการหรือยุติโครงการ ซึ่งหากเดินหน้าการก่อสร้างโครงการ ก็จะส่งรายงานชุดนี้ไปให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม(สผ.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ในการอนุมัติรายงานศึกษาผลกระทบดานสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)

ขณะที่อีกชุดจะไปศึกษาด้านการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ ซึ่งชุดนี้ได้สรุปให้ทางภาครัฐไปหาแนวทางในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทุกประเภทในพื้นที่จังหวัดกระบี่ให้ได้มากที่สุดภายในปี 2562 ซึ่งหากติดปัญหาสายส่งไม่สามารถรองรับระบบได้ ก็ต้องหาทางเร่งแก้ปัญหาหรือให้การสนับสนุน อีกทั้งขอให้มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับศักยภาพของการพัฒนาพลังงานทดแทนในพื้นที่ที่แท้จริงของจังหวัดกระบี่ เนื่องจากในส่วนนี้มีความเห็นแตกกันเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เห็นว่าศักยภาพของพลังงานทดแทน สามารถพัฒนาได้ถึง 1,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ภาครัฐเห็นว่าสามารถพัฒนาได้เต็มที่เพียง 100 เมกะวัตต์ เท่านั้น จึงต้องมีการศึกษาในส่วนนี้ให้รอบด้านอีกครั้ง

ส่วนชุดที่ 3 จะเป็นการศึกษาด้านความมั่นคงของไฟฟ้าในจังหวัดกระบี่ ที่เห็นควรให้กฟผ.ไปศึกษาความเหมาะสมด้านพลังงานไฟฟ้าหลัก ควบคู่กับการพัฒนาพลังงานทดแทน และสนับสนุนเรื่องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชนในจังหวัดกระบี่ เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline