
‘เงินฝาก’วูบหนีดบ.ตํ่า แห่ซบ ‘กองทุน-ประกัน’ รับผลตอบแทนสูงคงที่
ลูกค้าแห่โยกเงินฝากลุย “กองทุน-ประกัน” รับผลตอบแทนสูง หนียุคดอกเบี้ยตํ่า-ตลาดผันผวน ทหารไทยประเมิน 3-5 ปีเงินฝากครัวเรือนลดฮวบแตะ 30% หรือ 7 ล้านล้านบาท ขณะที่กรุงไทยแนะลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารทหารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มการลงทุนในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงจำเป็นต้องกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ โดยไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ใดเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่สมดุล โดยจากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนจะเห็นว่าภาพรวมสินทรัพย์การออมและการลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-9.2% ต่อเนื่องเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 17 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนของเงินฝากครัวเรือนมีการปรับลดลงจากเดิมอยู่ที่ 60% ปัจจุบันอยู่ที่ 41% หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาทซึ่งมีอัตราการขยายตัวเพียง 5% ต่อปี โดยพบว่าเงินฝากส่วนใหญ่ถูกโยกไปลงทุนใน 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดกองทุนรวมที่มีมูลค่ารวม 4.2 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.9 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 17% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้ประชาชนออมเงินมากขึ้น
นายจิตติพล กล่าวว่า นอกจากกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอัตราการเติบโต แต่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ผลิตภัณฑ์ประกันมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการขยายตัว 15% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากมูลค่าอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนเพิ่มมาอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท หรือมีสัดส่วน 12.6% สาเหตุที่ประกันได้รับความนิยมในการลงทุน เนื่องจากให้ผลตอบแทนคงที่และสูงกว่าผลตอบแทนเงินฝาก ทำให้คนย้ายมาลงทุนมากขึ้น ขณะที่บริษัทประกันเองก็หันไปลงทุนในผลตอบแทนคงที่ เช่น ตราสารหนี้เอกชน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือหุ้น ที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น โรงไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น
"หากภาครัฐสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีการออม ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มจะต่ำไปอีกสักพัก คาดว่าภายใน 3-5 ปี จะทำให้เงินฝากภาคครัวเรือนที่มีสัดส่วน 41% สัดส่วนทยอยลดลงอาจเห็นที่ 30% เพราะเริ่มแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเริ่มเห็นการลงทุนไปปูดในประกันและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากขึ้น เพราะผลตอบแทนคงที่ ส่วนกองทุนรวมแม้จะเติบโตดี แต่จะมีเรื่องของความเสี่ยงและผันผวนเข้ามาเกี่ยวข้อง"
ด้านนายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มเห็นสัญญาณลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินฝากภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีอยู่ประมาณ 2.1 หมื่นราย โยกเงินฝากไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะกองทุนรวมต่างๆ เพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าสามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงน้อยจนถึงความเสี่ยงสูง และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
“ภาพรวมเงินฝากประจำของลูกค้ากลุ่มนี้เมื่อต้นปีอยู่ที่ 2.15 แสนล้านบาท หรือ58% และกองทุนอยู่ที่ 8.86 หมื่นล้านบาท หรือ 24% แต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาสัดส่วนเงินฝากประจำลดเหลือเพียง 50% แต่กองทุนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 30% หรือประมาณ 1.16 แสนล้านบาท”นายลือชัย กล่าว
นอกจากนี้ลูกค้าที่ยังไม่กล้ารับความเสี่ยงจากลงทุน จะเน้นโยกเงินฝากจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ไปสู่เงินฝากสถาบันการเงินขนาดเล็กที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเล็กน้อย หรือปัจจุบันจะเห็นว่าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ออกพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น รวมถึงการโยกเงินฝากบางส่วนไปหาการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของลูกค้าที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ ธนาคารจะแนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เพราะความเสี่ยงน้อย เนื่องจากมีเหตุการณ์เลือกตั้งสหรัฐอเมริกาจะมีความผันผวนในตลาด จึงแนะนำให้ลูกค้าลงทุนระยะสั้น เพื่อรอความชัดเจนหลังเลือกตั้งก่อนลงทุนอีกครั้ง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารทหารไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มการลงทุนในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงจำเป็นต้องกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ โดยไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ใดเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนที่สมดุล โดยจากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนจะเห็นว่าภาพรวมสินทรัพย์การออมและการลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 9-9.2% ต่อเนื่องเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 17 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนของเงินฝากครัวเรือนมีการปรับลดลงจากเดิมอยู่ที่ 60% ปัจจุบันอยู่ที่ 41% หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาทซึ่งมีอัตราการขยายตัวเพียง 5% ต่อปี โดยพบว่าเงินฝากส่วนใหญ่ถูกโยกไปลงทุนใน 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดกองทุนรวมที่มีมูลค่ารวม 4.2 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.9 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 17% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้ประชาชนออมเงินมากขึ้น
นายจิตติพล กล่าวว่า นอกจากกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอัตราการเติบโต แต่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ผลิตภัณฑ์ประกันมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการขยายตัว 15% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากมูลค่าอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนเพิ่มมาอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท หรือมีสัดส่วน 12.6% สาเหตุที่ประกันได้รับความนิยมในการลงทุน เนื่องจากให้ผลตอบแทนคงที่และสูงกว่าผลตอบแทนเงินฝาก ทำให้คนย้ายมาลงทุนมากขึ้น ขณะที่บริษัทประกันเองก็หันไปลงทุนในผลตอบแทนคงที่ เช่น ตราสารหนี้เอกชน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือหุ้น ที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น โรงไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น
"หากภาครัฐสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีการออม ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มจะต่ำไปอีกสักพัก คาดว่าภายใน 3-5 ปี จะทำให้เงินฝากภาคครัวเรือนที่มีสัดส่วน 41% สัดส่วนทยอยลดลงอาจเห็นที่ 30% เพราะเริ่มแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเริ่มเห็นการลงทุนไปปูดในประกันและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากขึ้น เพราะผลตอบแทนคงที่ ส่วนกองทุนรวมแม้จะเติบโตดี แต่จะมีเรื่องของความเสี่ยงและผันผวนเข้ามาเกี่ยวข้อง"
ด้านนายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มเห็นสัญญาณลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินฝากภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีอยู่ประมาณ 2.1 หมื่นราย โยกเงินฝากไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะกองทุนรวมต่างๆ เพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าสามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงน้อยจนถึงความเสี่ยงสูง และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
“ภาพรวมเงินฝากประจำของลูกค้ากลุ่มนี้เมื่อต้นปีอยู่ที่ 2.15 แสนล้านบาท หรือ58% และกองทุนอยู่ที่ 8.86 หมื่นล้านบาท หรือ 24% แต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาสัดส่วนเงินฝากประจำลดเหลือเพียง 50% แต่กองทุนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 30% หรือประมาณ 1.16 แสนล้านบาท”นายลือชัย กล่าว
นอกจากนี้ลูกค้าที่ยังไม่กล้ารับความเสี่ยงจากลงทุน จะเน้นโยกเงินฝากจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ไปสู่เงินฝากสถาบันการเงินขนาดเล็กที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเล็กน้อย หรือปัจจุบันจะเห็นว่าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ออกพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น รวมถึงการโยกเงินฝากบางส่วนไปหาการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของลูกค้าที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ ธนาคารจะแนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เพราะความเสี่ยงน้อย เนื่องจากมีเหตุการณ์เลือกตั้งสหรัฐอเมริกาจะมีความผันผวนในตลาด จึงแนะนำให้ลูกค้าลงทุนระยะสั้น เพื่อรอความชัดเจนหลังเลือกตั้งก่อนลงทุนอีกครั้ง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559






