ลุ้นเลือกตั้งอเมริกาพลิกล็อก เซียนแนะวิธีบริหารความเสี่ยง

07 พ.ย. 2559 เวลา 8:00 น. 1
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาโลกตกอยู่ในภาวะปั่นป่วน ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง ราคาทองปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เซียนและกูรูแนะนำการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอน

ทุกสายตาจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 หลังจากผลสำรวจบ่งชี้ว่า คะแนนนิยมระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน คู่คี่สูสีกันมากส่งผลให้ตลาดหุ้นโลก นำโดยสหรัฐอเมริกา ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงติดต่อกันหลายวัน ฉุดให้ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงตาม

ขณะเดียวกันกระแสทรัมป์มาแรงสนับสนุนให้นักลงทุนเฮโลเข้าไปลงทุนในทองคำส่งผลให้ราคาดีดขึ้นแรง แตะ1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอเซียพลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ฯ กล่าวว่า กรณีที่นายทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง เนื่องจากนโยบายที่รุนแรงก้าวร้าวของทรัมป์ เช่นการลดภาษีคนรวย การกีดกันการค้าจากจีนและเอเชีย ซึ่งประเทศไทยจะโดนหางเลขด้วย ส่วนกรณีที่คลินตัน ชนะการเลือกตั้ง สถานการณ์ตลาดทุนจะกลับมาที่เดิม

นายก้องเกียรติแนะนำนักลงทุนว่าช่วงตลาดหุ้นผันผวนจากความไม่แน่นอน ช่วงรอการเลือกตั้ง สหรัฐ ให้ถือเงินสดให้ และโยกออกจากตลาดหุ้น เข้าลงทุนในพันธบัตร หรือใทองคำ ซึ่งปลอดภัยจากความผันผวนของตลาดทุนและตลาดเงิน

“นักลงทุนที่มีหุ้นมาก ให้ขาย หรือถือเงินสดหรือหลบภัยไปช่องทางพันธบัตร หรือทอง ที่เป็นช่องทางกระจายความเสี่ยง “นายก้องเกียรติกล่าว

 เตือนรับมือตลาดเงิน-หุ้นผันผวนสูง

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า ทรีนีตี้ได้จัดทำความน่าจะเป็นของผลการเลือกตั้งออกมาเป็น 6 แนวทาง ซึ่งขณะนี้มีความน่าจะเป็นที่ทรัมป์จะชนะมีความเป็นไปได้สูง อยู่ในแนวทางที่ 5 และ 6 ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้น และตลาดเกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น ดังนั้นนักลงทุนควรจะต้องป้องกันความเสี่ยง เช่น หุ้นในพอร์ตควรเป็นบริษัทที่มีรายได้สกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาจำนวนมาก ส่วนจะซื้อหุ้นเพิ่มไม่ต้องรีบ รอ ดูความชัดเจนก่อน ก็ยังไม่สาย

 เฟดขึ้นดอกเบี้ยยาก

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หากนางฮิลราลี่ คลินตันชนะ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะฟื้นตัว นักลงทุนทั่วโลกจะกล้ากลับมาซื้อหุ้น โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯที่ถูกเทขายติดต่อกัน 8 วัน ส่วนราคาทองคำจะปรับตัวลง เงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2559

หากนายโดนัล ทรัมป์ ชนะ หุ้นจะปรับตัวลงแรงจากความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจ การเงิน และต่างประเทศ โดยมองว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ยาก หรือถ้าขึ้นก็จะไม่มาก ทั้งนี้ทรัมป์ อาจปรับนโยบายการเงิน

 รอซื้อตํ่ากว่า 1,500 จุด

นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่านักลงทุนถือเงินสดมากขึ้น ก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากผลการเลือกตั้งออกมา ทรัมป์ เป็นฝ่ายชนะอาจจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงไปอยู่ที่ 1,430 - 1,440 จุด เนื่องจากนโยบายต่างๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และ ไม่ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่หาก คลินตันเป็นฝ่ายชนะคาดว่าหุ้น น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 1,480 - 1,470 จุด และ เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากนโยบายต่างๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

 ตลาดเงินรับมือไหว

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเออ็มบี เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบีมองตลาดเงินเป็น 2ตลาด คือ ตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ แม้ความผันผวนยังมีอยู่แต่ ตลาดเงินในประเทศยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอ จึงไม่มีปัญหา ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินเชื่อทั้งปีนี้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าทุกปีคาดว่า ขยายตัวเพียง 3.3%ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่อยากได้สภาพคล่องเพิ่มและไม่ต้องแข่งขันระดมเงินฝากในปลายปี สำหรับตลาดต่างประเทศด้านอัตราแลกเปลี่ยนนั้นยังคงต้องเตรียมรับความผันผวนอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ทิศทางเงินบาททั้งปี คาดว่าจะเคลื่อนไหวในช่วง 34.00-35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากต้นปีที่ผ่านมา แข็งค่าเพียง 0.50% (35.50-35.00ดอลลาร์สหรัฐจากต้นปีถึงวันที่ 3พ.ย.59) สะท้อนเงินบาทมีเสถียรภาพ แม้จะมีความผันผวนค่อนข้างสูง และที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ดูแลอย่างใกล้ชิดทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวไม่มากและสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค

“แนวโน้มเงินบาทยังคงผันผวน จึงแนะนำทั้งผู้นำเข้าและส่งออกต้องประกันอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีมียอดซื้อสุทธิสะสมในตลาดพันธบัตร 4.1 แสนล้านบาทและต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 1.1 แสนล้านบาท”

สำหรับผลการเลือกตั้งสหรัฐนั้น นายนริศกล่าวว่า ผลกระทบจะมีทั้ง การเคลื่อนย้ายเงินทุนกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งในสหรัฐฯจะมีกระบวนการโดยหลังจากการลงคะแนนเลือกผู้แทนแต่ละรัฐๆ จึงจะโหวตเลือกประธานาธิบดี เมื่อปิดหีบหลังการเลือกตั้งอาจจะมีการค้านผลคะแนน ซึ่งเมืองไทยจะไม่รู้ผลทันทีในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 แม้ความกังวลหายไปแต่ความผันผวนจะมีไปถึงต้นปี 2560 เพราะ 2สภา(สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) จึงจะโหวตรับและแต่งตั้งประธานาธิบดี (19ม.ค.60) ฉะนั้นความผันผวนชอร์ตแรกจะเห็นต้นปีหน้า โดยเฉพาะถ้าสหรัฐฯ เกิดความผันผวนทางการเมือง จะมีเงินทุนไหลกลับเข้าเมืองไทย อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเข้าบริหารงานของประธานาธิบดีคนใหม่จะเห็นความผันผวนอีกรอบจากการเดินหน้านโยบาย เช่น พรรคเดโมแครต หรือนางฮิลลารีคลินตันชนะตลาดเงินจะตอบสนองลดความผันผวนลง แต่หากพรรครีพับลิกันหรือ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นฝ่ายชนะความผันผวนยังคงมีต่อ

สำหรับประเด็นสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) พบการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมล์ส่วนตัวของนางคลินตันอาจกระทบเรื่องขาดคุณสมบัติจนต้องเลือกการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ดร.นริศกล่าวว่า คงขึ้นอยู่กับว่า นางคลินตันจะถอนตัวจากการเลือกตั้งหรือไม่ หากนางถอนตัวพรรคเดโมแครตต้องโหวตหาผู้สมัครใหม่แทนซึ่งต้องใช้เวลาอาจจะมีการเลือกการเลือกตั้งได้ แต่หากนางคลินตันไม่ถอนตัวกระบวนการเลือกตั้งเดินหน้าต่อหรือหากจะมีประเด็นดังกล่าวกว่าจะมีมติทางกฎหมายก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559