
เอกชนไทยลุ้นผู้นำใหม่สหรัฐฯ บิ๊กสรท.-ส.อ.ท.เชียร์ทรัมป์/สภาหอฯ-นักวิชาการหนุนคลินตัน
ผู้นำเอกชน 3 สถาบันเสียงแตก หนุนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ บิ๊กสภาผู้ส่งออก-สภาอุตฯหนุน “ทรัมป์” ชูการค้านำการเมืองส่งผลดีส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยิ่งไม่เอาทีพีพีไทยได้อานิสงส์ไม่เสียเปรียบคู่แข่งขณะบิ๊กสภาหอฯ-นักวิชาการเชียร์ฮิลลารีชี้โลกไม่ผันผวน กีดกันการค้าไม่เพิ่มมาก
จากที่สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกจะมีการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่(คนที่ 45)ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่านางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต หรือนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง การดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีจากการสอบถามความเห็นผู้นำภาคธุรกิจของไทย รวมถึงนักวิชาการของ “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงผลดี-ผลเสียต่อประเทศไทยของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ พบมีความเห็นและเหตุผลในการเลือกข้างที่ก้ำกึ่งกัน
โดยนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า ส่วนตัวเชียร์นายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ เพราะมีนโยบายการค้านำการเมือง โดยยึดหลักการเจรจาการค้าอย่างตรงไปตรงไป และในส่วนของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ทีพีพี) ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าไม่เอาทีพีพี หากเป็นจริงไทยก็จะไม่เสียเปรียบประเทศสมาชิกทีพีพีมากในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ขณะที่ทางการเมืองระหว่างประเทศจะลดการเผชิญหน้าและไม่สร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นกับรัสเซีย และจีน
“หากนางคลินตันได้เป็นผู้นำใหม่สหรัฐฯ การเผชิญหน้ากับจีนและรัสเซียจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ เพราะ 8 ปีที่โอบามาจากพรรคเดียวกันครองตำแหน่งประธานาธิบดีโลกก็มีความปั่นป่วนและมีความตึงเครียดมากขึ้น ขณะที่ทรัมป์ชูนโยบายการค้านำการเมือง เน้นเจรจาแบบตรงไปตรงมา เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไทยน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า”
เช่นเดียวกับนายมานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ที่ระบุว่าส่วนตัวเชียร์นายทรัมป์ เพราะมาจากภาคธุรกิจ มีแนวคิดแบบภาคธุรกิจ และเข้าใจภาคธุรกิจมากกว่า ขณะที่นางคลินตันที่มาจากภาคการเมือง และมองภาพอะไรแบบการเมืองเป็นส่วนใหญ่ และมีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าการเมืองของสหรัฐฯส่งผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาบ้าง
ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชียร์ใคร แต่จะคอยดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยและโลกหลังการเลือกตั้งมากกว่า ที่ผ่านมาถือว่านางคลินตันมีความได้เปรียบเพราะอยู่ในรัฐบาลมานาน รู้กลไกการบริหาร หากได้รับเลือกก็สามารถสานงานต่อได้ทันที ขณะที่นายทรัมป์มีนโยบายที่ค่อนข้างหวือหวา อาจมีความเสี่ยงต่อโลกได้
ดร.สมชาย ภาคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า หากนายทรัมป์ได้เป็นผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ 1.จะมีการกีดกันการค้า เพราะทรัมป์ไม่เอาการค้าเสรี 2.ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย เพราะทรัมป์เคยประกาศสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำ ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ 3.ทรัมป์ขู่ถอนทหารสหรัฐฯออกจากนาโต้ ทำให้โอกาสถ่วงดุลอำนาจรัสเซียลดลง ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน และ 4.ทรัมป์ต่อต้านทีพีพี และจะปรับปรุงนาฟต้า(เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ) ความสัมพันธ์กับเม็กซิโกที่เป็นสมาชิกจะแย่ลง และอาจไปหนุนรัสเซียแทน
“ขณะที่หากนางคลินตันได้เป็นผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ สถานภาพของโลกจะยังเหมือนเดิม เฟดมีแนวโน้มสูงในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นคงตอบสนอง คลินตันไม่ต่อต้านการค้าเสรีเท่าทรัมป์ การปรับปรุงความตกลงทั้งนาฟต้า และทีพีพีอาจไม่มาก ดังนั้นหากทรัมป์มาเศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนสูงกว่า”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
จากที่สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกจะมีการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่(คนที่ 45)ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่านางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต หรือนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง การดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีจากการสอบถามความเห็นผู้นำภาคธุรกิจของไทย รวมถึงนักวิชาการของ “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงผลดี-ผลเสียต่อประเทศไทยของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ พบมีความเห็นและเหตุผลในการเลือกข้างที่ก้ำกึ่งกัน
โดยนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า ส่วนตัวเชียร์นายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ เพราะมีนโยบายการค้านำการเมือง โดยยึดหลักการเจรจาการค้าอย่างตรงไปตรงไป และในส่วนของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ทีพีพี) ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าไม่เอาทีพีพี หากเป็นจริงไทยก็จะไม่เสียเปรียบประเทศสมาชิกทีพีพีมากในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ขณะที่ทางการเมืองระหว่างประเทศจะลดการเผชิญหน้าและไม่สร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นกับรัสเซีย และจีน
“หากนางคลินตันได้เป็นผู้นำใหม่สหรัฐฯ การเผชิญหน้ากับจีนและรัสเซียจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ เพราะ 8 ปีที่โอบามาจากพรรคเดียวกันครองตำแหน่งประธานาธิบดีโลกก็มีความปั่นป่วนและมีความตึงเครียดมากขึ้น ขณะที่ทรัมป์ชูนโยบายการค้านำการเมือง เน้นเจรจาแบบตรงไปตรงมา เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไทยน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า”
เช่นเดียวกับนายมานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ที่ระบุว่าส่วนตัวเชียร์นายทรัมป์ เพราะมาจากภาคธุรกิจ มีแนวคิดแบบภาคธุรกิจ และเข้าใจภาคธุรกิจมากกว่า ขณะที่นางคลินตันที่มาจากภาคการเมือง และมองภาพอะไรแบบการเมืองเป็นส่วนใหญ่ และมีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าการเมืองของสหรัฐฯส่งผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาบ้าง
ขณะที่นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชียร์ใคร แต่จะคอยดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยและโลกหลังการเลือกตั้งมากกว่า ที่ผ่านมาถือว่านางคลินตันมีความได้เปรียบเพราะอยู่ในรัฐบาลมานาน รู้กลไกการบริหาร หากได้รับเลือกก็สามารถสานงานต่อได้ทันที ขณะที่นายทรัมป์มีนโยบายที่ค่อนข้างหวือหวา อาจมีความเสี่ยงต่อโลกได้
ดร.สมชาย ภาคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า หากนายทรัมป์ได้เป็นผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ 1.จะมีการกีดกันการค้า เพราะทรัมป์ไม่เอาการค้าเสรี 2.ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย เพราะทรัมป์เคยประกาศสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำ ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ 3.ทรัมป์ขู่ถอนทหารสหรัฐฯออกจากนาโต้ ทำให้โอกาสถ่วงดุลอำนาจรัสเซียลดลง ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน และ 4.ทรัมป์ต่อต้านทีพีพี และจะปรับปรุงนาฟต้า(เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ) ความสัมพันธ์กับเม็กซิโกที่เป็นสมาชิกจะแย่ลง และอาจไปหนุนรัสเซียแทน
“ขณะที่หากนางคลินตันได้เป็นผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ สถานภาพของโลกจะยังเหมือนเดิม เฟดมีแนวโน้มสูงในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นคงตอบสนอง คลินตันไม่ต่อต้านการค้าเสรีเท่าทรัมป์ การปรับปรุงความตกลงทั้งนาฟต้า และทีพีพีอาจไม่มาก ดังนั้นหากทรัมป์มาเศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนสูงกว่า”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559






