
ทองมีโอกาสขึ้นลุ้น1,500ดอลล์ แนะทรัมป์ชนะต้องรีบซื้อ คลินตันมารอเก็บธันวาคม
นับถอยหลังวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. 59 ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับราคาสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวลงแรง วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เพราะความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐฯ และยังส่งผลให้ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวขึ้นทะลุ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เมื่อคืนวันที่ 2 พ.ย.ตามเวลาสหรัฐฯด้วย
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นผิดปกติ ทุกครั้งเมื่อมีข่าวเรื่องธนาคารกลางสหรัฐฯอเมริกาหรือเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย มักจะกดดันราคาทองคำทุกครั้งไป แต่คราวนี้เฟดส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. แต่เมื่อมีผลสำรวจบ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของนายโดนัลด์ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกันเริ่มตีตื้นขึ้นมานำแซงหน้านางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ก็ทำให้มีแรงซื้อทองคำมากขึ้น
นอกจากนั้นส่วนตัวเชื่อว่าเฟดจะยังขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ในเดือนหน้า จะต้องรอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯออกมาก่อน และที่ผ่านมามีหลายปัจจัยทำให้เฟดไม่สามารถปรับขึ้นได้ 3-4 ครั้งในปี ตามที่ประกาศไว้
“ราคาทองคำยังมีโอกาสขึ้นมากกว่าลง หากมีข่าวเรื่องทรัมป์ออกมา จะกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอเมริกาอ่อนลง ทองคำก็จะปรับขึ้นเยะๆ แต่คาดว่าราคาจะไปไม่ได้มากนัก เพราะแรงขายทำกำไรหลังจากราคาเพิ่มขึ้นมา 500-600บาทแล้ว และนักลงทุนเกิดความไม่แน่นอน รวมถึงมีข่าวออกมาหลายกระแส ดังนั้นนักลงทุนจะต้องมีข้อมูลและวิเคราะห์ให้ดี “นายจิตติกล่าว
นายธนรัชต์พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์สฯ กล่าวว่า ระหว่างที่รอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้แนวรับที่ 1290 ดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวต้านที่ 1307 และ 1312 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตอนแรก ผลสอบสวนกรณีอีเมลของฮิลลารีของสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI)ไม่น่าจะทันวันเลือกตั้ง แต่กระแสข่าวออกมาว่าอาจจะทัน
“นักลงทุนควรจะรอให้ผลเลือกตั้งจบก่อน ถึงตอนนั้นจะรู้นโยบายของประธานาธิบดีชัดเจนมากขึ้น และราคาทองคำในขณะนี้ไม่มีปัจจัยสนบัสนนุนมากนัก”นายธนรัชต์กล่าว
ด้านราคาทองคำในประเทศ วันที่ 2 พ.ย. สมาคมค้าทองคำประกาศราคาเพิ่มขึ้นบาทละ 250 บาทและวันที่ 3 พฤศจิกายน มีการปรับราคาซื้อขายถึง 6 ครั้ง รวมทั้งวัน ปรับลงบาทละ 50 บาท ราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,966.28 บาท ขายออกบาทละ 21,950 บาท ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 21,350 บาท ขายออกบาทละ 21,450 บาท
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ( YLG) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะกรณีผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีออกมาพลิกล็อกได้ทรัมป์ เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายบริษัทประเมินว่าจะมีระเบิดของประเทศและเศรษฐกิจสหรัฐฯจะแย่ลง เนื่องจากการดำเนินนโยบายสุดโต่ง ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวชูโรงในการลงทุน และราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งขณะนี้การเลือกตั้งก็มีความน่าจะเป็นมากขึ้น
ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ของธนาคารเอชเอสบีซีคาดว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ในระยะยาว ราคาทองก็จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปถึง 1,450 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจยุโรปและจีนอ่อนแอ ส่วนการลงทุนระยะสั้นจะปรับขึ้นไม่มากนัก หลังจากราคาปีนี้เพิ่มขึ้นมามากแล้วประมาณ 20%
"จากสถิติที่ผ่านมา 6 ปี ราคาทองคำมักจะปรับตัวลงในเดือนธันวาคมและจะค่อยๆดีขึ้นในเดือนมกราคม ดังนั้นนักลงทุนควรจะรอจังหวะในการซื้อปลายปี คาดมีโอกาสเห็นราคาลงมาแถว 1,250 -1240 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในกรณี คลินตันชนะการเลือกตั้ง แต่หากทรัมป์ชนะ ก็ให้เข้าซื้อได้ทันทีในราคาต่ำกว่า 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ "นางพวรรณ์กล่าว
ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา คาดว่ากรณีคลินตันชนะเลือกตั้ง ก็คงจะขึ้นดอกเบี้ยตามกำหนดเวลาที่เดือนธันวาคมนี้ แต่สุดท้ายนักลงทุนยังต้องรอผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ภาพการลงทุนจะชัดเจน ยังไม่ควรรีบเข้าไปซื้อในช่วงนี้ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นผิดปกติ ทุกครั้งเมื่อมีข่าวเรื่องธนาคารกลางสหรัฐฯอเมริกาหรือเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย มักจะกดดันราคาทองคำทุกครั้งไป แต่คราวนี้เฟดส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. แต่เมื่อมีผลสำรวจบ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของนายโดนัลด์ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกันเริ่มตีตื้นขึ้นมานำแซงหน้านางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ก็ทำให้มีแรงซื้อทองคำมากขึ้น
นอกจากนั้นส่วนตัวเชื่อว่าเฟดจะยังขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ในเดือนหน้า จะต้องรอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯออกมาก่อน และที่ผ่านมามีหลายปัจจัยทำให้เฟดไม่สามารถปรับขึ้นได้ 3-4 ครั้งในปี ตามที่ประกาศไว้
“ราคาทองคำยังมีโอกาสขึ้นมากกว่าลง หากมีข่าวเรื่องทรัมป์ออกมา จะกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอเมริกาอ่อนลง ทองคำก็จะปรับขึ้นเยะๆ แต่คาดว่าราคาจะไปไม่ได้มากนัก เพราะแรงขายทำกำไรหลังจากราคาเพิ่มขึ้นมา 500-600บาทแล้ว และนักลงทุนเกิดความไม่แน่นอน รวมถึงมีข่าวออกมาหลายกระแส ดังนั้นนักลงทุนจะต้องมีข้อมูลและวิเคราะห์ให้ดี “นายจิตติกล่าว
นายธนรัชต์พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์สฯ กล่าวว่า ระหว่างที่รอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้แนวรับที่ 1290 ดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวต้านที่ 1307 และ 1312 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตอนแรก ผลสอบสวนกรณีอีเมลของฮิลลารีของสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI)ไม่น่าจะทันวันเลือกตั้ง แต่กระแสข่าวออกมาว่าอาจจะทัน
“นักลงทุนควรจะรอให้ผลเลือกตั้งจบก่อน ถึงตอนนั้นจะรู้นโยบายของประธานาธิบดีชัดเจนมากขึ้น และราคาทองคำในขณะนี้ไม่มีปัจจัยสนบัสนนุนมากนัก”นายธนรัชต์กล่าว
ด้านราคาทองคำในประเทศ วันที่ 2 พ.ย. สมาคมค้าทองคำประกาศราคาเพิ่มขึ้นบาทละ 250 บาทและวันที่ 3 พฤศจิกายน มีการปรับราคาซื้อขายถึง 6 ครั้ง รวมทั้งวัน ปรับลงบาทละ 50 บาท ราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,966.28 บาท ขายออกบาทละ 21,950 บาท ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 21,350 บาท ขายออกบาทละ 21,450 บาท
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ( YLG) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะกรณีผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีออกมาพลิกล็อกได้ทรัมป์ เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายบริษัทประเมินว่าจะมีระเบิดของประเทศและเศรษฐกิจสหรัฐฯจะแย่ลง เนื่องจากการดำเนินนโยบายสุดโต่ง ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวชูโรงในการลงทุน และราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งขณะนี้การเลือกตั้งก็มีความน่าจะเป็นมากขึ้น
ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ของธนาคารเอชเอสบีซีคาดว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ในระยะยาว ราคาทองก็จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปถึง 1,450 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจยุโรปและจีนอ่อนแอ ส่วนการลงทุนระยะสั้นจะปรับขึ้นไม่มากนัก หลังจากราคาปีนี้เพิ่มขึ้นมามากแล้วประมาณ 20%
"จากสถิติที่ผ่านมา 6 ปี ราคาทองคำมักจะปรับตัวลงในเดือนธันวาคมและจะค่อยๆดีขึ้นในเดือนมกราคม ดังนั้นนักลงทุนควรจะรอจังหวะในการซื้อปลายปี คาดมีโอกาสเห็นราคาลงมาแถว 1,250 -1240 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในกรณี คลินตันชนะการเลือกตั้ง แต่หากทรัมป์ชนะ ก็ให้เข้าซื้อได้ทันทีในราคาต่ำกว่า 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ "นางพวรรณ์กล่าว
ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา คาดว่ากรณีคลินตันชนะเลือกตั้ง ก็คงจะขึ้นดอกเบี้ยตามกำหนดเวลาที่เดือนธันวาคมนี้ แต่สุดท้ายนักลงทุนยังต้องรอผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ภาพการลงทุนจะชัดเจน ยังไม่ควรรีบเข้าไปซื้อในช่วงนี้ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559






