thansettakij
thansettakij
‘บิ๊กโด่ง’เร่งศูนย์บัญชาการคปต.ผู้นำศาสนาชี้ช่องสร้างสันติสุขใต้

‘บิ๊กโด่ง’เร่งศูนย์บัญชาการคปต.ผู้นำศาสนาชี้ช่องสร้างสันติสุขใต้

07 พ.ย. 59 | 07:00 น.
หลังจากที่ “คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือ คปต.ส่วนหน้า ได้รับการแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ความคืบหน้าล่าสุด ( 2 พ.ย.59) บิ๊กโด่ง-พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร หัวหน้า คปต.ส่วนหน้า และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ครั้งแรก ภายในกองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เพื่อชี้แจงข้อสั่งการปฏิบัติงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงชี้แจงกรอบแนวทางการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกภาคส่วน

“ฐานเศรษฐกิจ” สรุปผลการประชุมที่น่าสนใจมานำเสนอ โดยช่วงแรกประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้นำศาสนา 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลาม จ.ปัตตานี นายหะยีอับดุลรอซัค อาลี ประธานกรรมการอิสลามจ.นราธิวาส นายเฉ็ม เหมมัน รองประธานกรรมการอิสลามจ.สงขลา และดร.รุสดี บาเกาะ รองประธานกรรมการอิสลามจ.ยะลา โดยกลุ่มผู้นำศาสนาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลคัดเลือกผู้แทนพิเศษฯอย่างถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา เป็นผู้รู้จริง มีความตั้งใจ และทำงานใกล้ชิดประชาชนเพื่อเข้ามาสานงานต่อเนื่อง ขอให้ใช้ปัญญา ความอดทน เชื่อมั่น สุขุมรอบคอบในการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลายแก้ไขไม่มีที่สิ้นสุด

พร้อมน้อมนำยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตลอดจนพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ “รู้รักสามัคคี” มาใช้ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้คำมั่นว่า องค์กรศาสนา สมาคมที่เกี่ยวข้องและประชาชนพร้อมให้ความร่วมมือนำแนวทางสันติวิธีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุข

พร้อมกันนี้เสนอแนะให้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดที่ระบาดรุนแรงมาก เช่น การขายน้ำกะท่อมอย่างเปิดเผย มีหน้าม้า มีโปรโมชั่น ทำให้ประชาชนมีทัศนคติเชิงลบต่อรัฐ และเกิดปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่แล้ว หากไม่เร่งแก้ไขจะเป็นอันตรายต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมาก อีกประการ คือ การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ตกต่ำ

 ตั้งเป้าลงพื้นที่เดือนละครั้ง

จากนั้น พล.อ.อุดมเดช ในฐานะหัวหน้า คปต.ส่วนหน้า กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมว่า ตั้งเป้าจะประชุมในพื้นที่อย่างน้อยเดือนละครั้ง และยืนยันว่า จะเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยปัญหาด้านยาเสพติดนั้นจะได้ขับเคลื่อนไขปัญหาไปสู่การปฏิบัติ โดยกำกับดูแลผู้ปฏิบัติ ให้มีการรายงาน สรุปผล ประเมินการดำเนินการ และร่วมขับเคลื่อนกับผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอุดหนุนองค์กรศาสนาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมมอบหมายให้เร่งรัดการจัดตั้งสำนักงาน คปต.ส่วนหน้า รวมทั้งดำเนินการจัดหาวัสดุครุภัณฑ์สำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำงานโดยเร็วและถูกต้องต่อไป

จากนั้นได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนภารกิจ 7 กลุ่มงาน ปรากฎดังนี้

1.กลุ่มงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มุ่งเป้าขับเคลื่อนสร้างความเข้าใจในยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้กับราชการส่วนกลางเพื่อจัดทำแผนงาน โครงการและใช้งบประมาณที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่มิใช่เพื่อการต่อสู้กับความยากจน แต่มุ่งต่อสู้กับความคิดและการใช้ความรุนแรง ขณะที่ส่วนราชการในพื้นที่สร้างความเข้าใจ พุ่งเป้าไปที่หมู่บ้านและชุมชน มุ่งสร้างความเข้าใจ เข้าถึง เป็นเนื้อเดียวกับชุมชนในการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ

  แก้ ก.ม.ให้อำนาจฝ่ายสอบสวน

ด้านกลุ่มงานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เสนอให้จัดตั้งคณะทำงานด้านความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดทำระบบฐานข้อมูลด้านความมั่นคงเพื่อบูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงานมาเป็นระบบฐานเดียวกัน อาจใช้ฐานข้อมูลกลางของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นแกนกลางเชื่อมโยง ทั้งยังเห็นควรให้แก้ไขการดำเนินการตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน อาทิ ขยายอำนาจของเจ้าหน้าที่สอบสวนให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาเครือข่ายอาชญากรรม ฆาตกรรมต่อเนื่องที่มีปัญหาเกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ ซึ่งสอดรับกับข้อเสนอของกลุ่มงานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย (กลุ่มภารกิจที่ 6)

รวมถึงสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน อาทิ ค่าตอบแทน ทั้งยังเสนอให้จัดซื้อเครื่องเอ็กซเรย์เพื่อตรวจพิสูจน์ศพ เป็นต้น และจัดตั้งกองกำกับการเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด และบรรจุอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่สำเร็จหลักสูตรการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดประจำหน่วย

3.กลุ่มงานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ/เรื่องสิทธิมนุษยชน เสนอให้ททบ.5 มาสนับสนุนแนวทางสร้างความเข้าใจทั้งในและนอกพื้นที่ 4.กลุ่มงานการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เสนอให้ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มาเพิ่มในสถาบันศึกษาปอเนาะได้ อาทิ กีฬา นันทนาการ รวมถึงฟื้นฟูอัตลักษณ์ วัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

5.กลุ่มงานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน เสนอให้ประสาน เร่งรัดและร่วมขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยเตรียมแผนงานการสร้างคนเพื่อสนับสนุนแรงงานในโครงการดังกล่าว รวมถึงควรเป็นโครงการหลักของผู้แทนพิเศษฯ และสุดท้ายกลุ่มงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติ สนับสนุนให้สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ โครงการพาคนกลับบ้าน และสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน และเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามคำสั่ง คสช.ที่ 14/2559

 

[caption id="attachment_111702" align="aligncenter" width="249"] R38320702 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร[/caption]

‘ปณิธาน’ ยัน บึ้มใต้เลยจุดพีกแล้ว


คล้อยหลังการลงพื้นที่ของ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร หัวหน้า คปต.ส่วนหน้า พลันเกิดเสียงระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อคืนวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ต่อเรื่องนี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สะท้อนความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ดังกล่าว คปต.ส่วนหน้าคงรับทราบรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และได้เสนอปรับปรุงการดำเนินการในพื้นที่ ซึ่งต้องรอดูผลว่าจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นว่า อาจมีหลายสาเหตุ อาทิ การทำงานกวาดล้างอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เชื่อว่า เหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว นั่นก็คือ เหตุการณ์ในปี 2550 ได้ลดระดับลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่มีการถอนกองกำลังออกจากพื้นที่ เหลือเพียง กองทัพภาค 4 และอาสาสมัครเท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบการโจมตีที่เกิดขึ้น ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กองกำลัง แต่เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่รอบนอก ใช้อาวุธประจำกาย สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายตรงข้ามทำงาน หรือปฏิบัติการได้ยากขึ้น มุ่งไปที่ตลาด และเขตชุมชน แต่ก็ต้องรอการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ชัดเจนอีกครั้ง

“ในกลุ่มนักวิเคราะห์มองว่า มี 2-3 ประการ คือ ครบวงรอบเดือนแห่งสัญลักษณ์ อีกประการ คือ เหตุจากหน่วยงานรัฐกวาดล้างคนจำนวนมากขึ้นพื้นที่ในและนอกบริเวณ รวมถึงในกทม.เองด้วย จึงอาจจะเป็นการตอบโต้ แต่ก็ต้องรอข้อสรุปที่เป็นทางการก่อน”

ทั้งนี้ จากเหตุที่เกิดขึ้น เชื่อมั่นว่า ไม่กระทบกับการพูดคุยสันติภาพที่มีมาต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถูกประนามอย่างชัดเจน นับตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่ทำให้พ่อลูกเสียชีวิต เหตุเกิดที่ตลาดโต้รุ่ง นำไปสู่การประนามจากหลายๆฝ่าย แม้แต่สหประชาติเองก็ออกมาประนามการกระทำที่เกิดขึ้น รวมถึงกลุ่มความเห็นต่าง หรือ ปาร์ตี้บี ด้วยเช่นกัน

ขณะที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ กระทบในระยะสั้นเท่านั้น ระยะกลาง ระยะยาว ไม่กระทบ เพราะที่ผ่านมาความถี่ของเหตุรุนแรงในพื้นที่ลดลงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาลดลงประมาณ 50-60 % ขณะที่จำนวนการเกิดเหตุขึ้นสูงสุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2550 ซึ่งเป็นจุดสูงสุด ยืนยันว่า เราผ่านจุดพีคนั้นไปแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline