
กกร.ปรับคาดการณ์ส่งออกใหม่ คาดปีนี้ติดลบไม่เกิน 1% / จีดีพีไทยปี60 โตต่อเนื่อง
กกร.ชี้ส่งออกไทยปี 59 ปรับตัวดีขึ้น ปรับคาดการณ์จากเดิมติดลบ2-0% เป็นติดลบ 1-0% เหตุสินค้าเกษตรหลายตัวราคาสูงขึ้นช่วยฉุดตัวเลขโต คาดจีดีพีทั้งประเทศปีนี้โตเฉลี่ย 3.3-3.5% เห็นด้วยปรับค่าจ้างขั้นตํ่าอีก 5-10 บาท/วัน เชื่อหลัง 1 เดือนคลายเศร้าโศกการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจะเข้าสู่ภาวะปกติ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน(กกร.) เปิดเผยถึงผลการประชุม(1 พ.ย.59)ว่า เอกชนเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนอยู่มากเพราะหลายประเทศเช่น กลุ่มสหภพยุโรป จีน เยอรมนี สหราชอาณาจักร เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่และยังชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2560 จะมีเพียงเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ยังขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ซึ่งอาจมีผลต่อการปรับตัวของตลาดการเงินโลก
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น กกร.คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนที่ได้รับแรงหนุนจากรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาครัฐเองมีการเร่งผลักดันการใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ซึ่งกกร.ยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2559 ไว้ที่ 3.3-3.5% และปี 2560 ที่ 3.5-4.0%
ทางด้านการส่งออกของไทยในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัว เห็นได้จากการส่งออกการส่งออกของไทยในเดือนกันยายน ที่ผ่านมา มีมูลค่า 19,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 3.4% ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 เนื่องจาก ราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นตาม นอกจากนี้สินค้าในหมวดอาหารและสินค้าเกษตรบางรายการที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยในภาพรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 160,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบเพียง 0.7% ดังนั้น กกร. จึงปรับประมาณการส่งออกในปี 2559 จาก -2.0 ถึง 0.0% เป็น -1.0 ถึง 0.0% และในปี 2560 ยังมองกรอบขยายตัวที่ 0.0 ถึง 2.0% ตามเดิม
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในส่วนภูมิภาคมีการปรับตัวดีขึ้นโดยผ่านการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังไม่มีการขยายตัวอย่างชัดเจน โดยภาคตะวันออกที่ได้รับปัจจัยบวกจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภาคกลาง และกรุงเทพฯมีการขยายตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ส่วนภาคเหนือ ภาพรวมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังทรงตัว และตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากผลกระทบของการท่องเที่ยวที่ลดลง และราคาข้าวที่ตกต่ำ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมในภาคอีสานไม่ฟื้นตัว
ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศอีก 5-10 บาท/วัน ที่จะมีผลในปีหน้านั้น คงต้องรอให้คณะกรรมการไตรภาคีแต่ละภาคประชุมและสรุปผลมาก่อน ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าจ้างใหม่นี้ภาคเอกชนเห็นด้วย แต่ไม่ควรปรับขึ้นเท่ากันทุกจังหวัด
ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากปัจจัยของราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีระดับราคาสูงขึ้น อาทิ ยางพารา รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จึงทำให้คาดว่า หาก 3 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้ติดลบไม่เกิน 2% ดังนั้นตัวเลขส่งออกทั้งปีจะน่าจะขยายตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะความโศกเศร้าที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สวรรคต กกร.ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นๆประมาณ 1 เดือนเท่านั้นหลังจากนี้สถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของคนไทยน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน(กกร.) เปิดเผยถึงผลการประชุม(1 พ.ย.59)ว่า เอกชนเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนอยู่มากเพราะหลายประเทศเช่น กลุ่มสหภพยุโรป จีน เยอรมนี สหราชอาณาจักร เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่และยังชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2560 จะมีเพียงเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ยังขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ซึ่งอาจมีผลต่อการปรับตัวของตลาดการเงินโลก
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น กกร.คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนที่ได้รับแรงหนุนจากรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาครัฐเองมีการเร่งผลักดันการใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ซึ่งกกร.ยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2559 ไว้ที่ 3.3-3.5% และปี 2560 ที่ 3.5-4.0%
ทางด้านการส่งออกของไทยในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัว เห็นได้จากการส่งออกการส่งออกของไทยในเดือนกันยายน ที่ผ่านมา มีมูลค่า 19,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 3.4% ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 เนื่องจาก ราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นตาม นอกจากนี้สินค้าในหมวดอาหารและสินค้าเกษตรบางรายการที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยในภาพรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 160,468 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบเพียง 0.7% ดังนั้น กกร. จึงปรับประมาณการส่งออกในปี 2559 จาก -2.0 ถึง 0.0% เป็น -1.0 ถึง 0.0% และในปี 2560 ยังมองกรอบขยายตัวที่ 0.0 ถึง 2.0% ตามเดิม
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในส่วนภูมิภาคมีการปรับตัวดีขึ้นโดยผ่านการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังไม่มีการขยายตัวอย่างชัดเจน โดยภาคตะวันออกที่ได้รับปัจจัยบวกจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภาคกลาง และกรุงเทพฯมีการขยายตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ส่วนภาคเหนือ ภาพรวมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังทรงตัว และตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากผลกระทบของการท่องเที่ยวที่ลดลง และราคาข้าวที่ตกต่ำ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมในภาคอีสานไม่ฟื้นตัว
ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศอีก 5-10 บาท/วัน ที่จะมีผลในปีหน้านั้น คงต้องรอให้คณะกรรมการไตรภาคีแต่ละภาคประชุมและสรุปผลมาก่อน ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าจ้างใหม่นี้ภาคเอกชนเห็นด้วย แต่ไม่ควรปรับขึ้นเท่ากันทุกจังหวัด
ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากปัจจัยของราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีระดับราคาสูงขึ้น อาทิ ยางพารา รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จึงทำให้คาดว่า หาก 3 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้ติดลบไม่เกิน 2% ดังนั้นตัวเลขส่งออกทั้งปีจะน่าจะขยายตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะความโศกเศร้าที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สวรรคต กกร.ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นๆประมาณ 1 เดือนเท่านั้นหลังจากนี้สถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของคนไทยน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559






