ทุนไทยตบเท้าลุยอาเซียน แสวงหาต้นทุนถูกดันยอดดีล/ควบรวมพุ่ง

05 พ.ย. 2559 เวลา 2:00 น. 1
แบงก์/ศูนย์วิจัย ชี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ตบเท้าลงทุน CLMV ต่อเนื่อง หวังแสวงหาต้นทุนถูก-ขยายฐานลูกค้า ด้าน “ซีไอเอ็มบี ไทย” หนุนลูกค้าต่อยอดอาเซียนแบงก์ทำยอดวาณิชธนกิจพุ่ง 30-35% มูลค่าดีลเฉลี่ย 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะที่“กสิกรไทย” ระบุ 7 เดือนมูลค่าลงทุน/ควบรวมกิจการโตกว่า 7.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าปีก่อน 155% ฟาก “กรุงศรีอยุธยา” ชี้ธุรกิจไหลกลับ เหตุคอสต์ถูกแต่ไม่ตอบโจทย์ “เมดอินไทยแลนด์”

นายพรชัย ปัทมินทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมธุรกิจขนาดใหญ่ (Wholesale Banking Group) ในช่วงไตรมาสที่ 4 จะเห็นการเติบโตในบางอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันบางอุตสาหกรรมชะลอตัวลงตามแนวโน้มผู้บริโภค ทำให้ธนาคารพาณิชย์ในไทยต่างต้องดูแลฐานลูกค้าตัวเอง และดูแลคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งซีไอเอ็มบี ไทยยังคงมุ่งดูแลฐานลูกค้าเก่าและต่อยอดในการวางแผนขยายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นจุดแข็งและกลยุทธ์หลักของธนาคารในการเป็นอาเซียนแบงก์ โดยไม่เน้นแข่งขันปล่อยสินเชื่อในประเทศ เพราะมีธนาคารรองรับลูกค้าค่อนข้างมาก ดังนั้น ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันจะเห็นการเติบโตต่อเนื่องในเรื่องของการขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าและผู้ประกอบการจะเน้นไปขยายฐานปริมาณสินค้าและฐานลูกค้าต่างประเทศมากขึ้นส่งผลให้ธนาคารมีดีลการลงทุน การเป็นที่ปรึกษา และด้านวาณิชธนกิจเติบโตค่อนข้างดี โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 30-35% ในแง่ปริมาณธุรกิจ ซึ่งอัตราเติบโตดังกล่าวประมาณ 65% เป็นการใช้แหล่งเงินทุน ที่เหลืออีกราว 30-35% จะเป็นธุรกรรมด้านวาณิชธนกิจ ซึ่งมูลค่าดีลเฉลี่ยจะอยู่ตั้งแต่ 4,000-5,000 ล้านบาท และดีลสูงสุดจะอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ยังเป็นประเทศที่ผู้ประกอบการขยายการลงทุนออกไป เนื่องจากเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ มีจำนวนประชากรจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยต่อยอดธุรกิจลูกค้าได้ดี โดยอุตสาหกรรมที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในเซ็กเตอร์ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม โครงสร้างพื้นฐานระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น ซึ่งแนวโน้มในระยะข้างหน้ายังคงมีต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนแปลงไปจากอุตสาหกรรมเหล่านี้นัก

“ภาพรวมการเติบโตในแง่รายได้และสินเชื่อได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้ว่าการเติบโตของธุรกิจในประเทศไม่ได้โตเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารไม่เน้นแข่งขันภายในประเทศอยู่แล้ว เพราะมีโฟกัสที่จะเป็นอาเซียนแบงก์ตั้งแต่ต้น ซึ่งที่ผ่านมามีลูกค้าสนใจลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสให้คำปรึกษาและวางแผนร่วมกับลูกค้า”
สอดคล้องกับบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงของไทยไปต่างประเทศ (TDI) ไม่รวมการลงทุนในประเทศจำพวก Tax haven ซึ่งได้แก่ Cayman, British virgin และ Mauritius มีทิศทางเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขการลงทุนรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวม 7,815.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีมูลค่าอยู่ที่ 826.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2558 มีมูลค่าลงทุนทั้งปีอยู่ที่ 3,056.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่จุดหมายปลายทางหลักการลงทุนในปี 2559 ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบอาเซียน โดยเฉพาะแถบ CLMV และอินโดนีเซีย โดยสัดส่วนการลงทุนประมาณ 58% ของมูลค่าลงทุนทั้งหมดจะอยู่ในภูมิภาคอาเซียน ฮ่องกง 12%ญี่ปุ่น 5% และประเทศอื่นๆ ประมาณ 25% ซึ่งการลงทุนจะเน้นภาคการผลิตที่เป็นการเชื่อมโยง Regional supply chain อีกทั้งยังเป็นการแสวงหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่เข้าไปลงทุนเป็นสำคัญ โดยอาศัยความได้เปรียบของค่าแรงในประเทศเหล่านั้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเหล่านั้น

นอกจากนี้ การออกไปลงทุนในอุตสาหกรรมการบริการเริ่มมีมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในแถบ CLMV+I โดยสัดส่วนการลงทุน ค้าปลีก/ค้าส่ง โลจิสติกส์มีประมาณ 16%การเงินการธนาคาร 13%ภาคการผลิตจะอยู่ที่ 24% และภาคการก่อสร้าง 5% และอื่นๆ 42% เป็นต้น

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการออกไปทำควบรวมกิจการ (M&A) ของไทยในอาเซียนในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสัญญาณแผ่วลงเล็กน้อย แต่มูลค่า M&A ต่อดีลโดยเฉลี่ยนับจากปี 2555- ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ราว 316 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อดีล ซึ่งสูงกว่าอดีตในปี 2549-2554 ที่มีมูลค่า M&A ต่อดีลเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อดีล โดยตัวเลข 8 เดือนแรกมีมูลค่าเฉลี่ยต่อดีลอยู่ที่ 28.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวน 8 ดีล และในปี 2558 มูลค่าต่อดีลอยู่ที่ 174.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีจำนวน 12ดีล และในปี 2557 มูลค่าอยู่ที่ 49.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อดีล มีจำนวน 12ดีล ซึ่งส่วนใหญ่การควบรวมกิจการจะอยู่ในกลุ่มเกษตร อุตสาหกรรมภาคผลิต ชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก การแปรรูปโลหะ กับภาคบริการ อาทิ ร้านอาหาร การขนส่ง ทั้งนี้ อุตสาหกรรมในอนาคตที่ยังแนะนำให้เข้าไปลงทุนในอาเซียนยังคงเป็นอุตสาหกรรมเดิม

ด้านดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวเสริมว่า แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีธุรกิจไทยที่ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา,สปป.ลาว,เมียนมาและเวียดนาม) แต่จะเห็นว่ามีธุรกิจจำนวนไม่น้อยเริ่มทยอยกลับเข้ามา หลังจากที่ออกไปลงทุน เช่น การตั้งโรงงานผลิตสินค้า เพื่อแสวงหาต้นทุนที่ถูกลง แต่เวลาลงทุนจริงอาจจะไม่คุ้มค่า แม้ว่าตลาด CLMV ค่อนข้างใหญ่ และมีกำลังซื้อจำนวนมาก เพราะการตั้งโรงงานเพื่อลดต้นทุนผลิตอาจจะไม่ใช่โจทย์ทั้งหมดของการขยายธุรกิจ ทำให้กิจการหรือธุรกิจต้องล้มเลิกไป

“แม้ว่าธุรกิจไทยออกไปลงทุนในตลาด CLMV มากจริง แต่คนที่เริ่มกลับเข้ามาก็มีเช่นกัน เพราะการแสวงหาแค่ต้นทุนการผลิตที่ถูกจริง หรือค่าแรงไม่แพงนั้น ไม่ใช่โจทย์ของธุรกิจอย่างเดียว แต่เนื่องจากสินค้าที่ผลิตออกมาไม่สามารถตอบโจทย์หรือความต้องการสินค้าไทย หรือ เมดอินไทยแลนด์นั่นเอง ดังนั้น เราจึงต้องดูตัวเลขทั้งขาออกและขาเข้าด้วย”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559