
สตาร์ตอัพอินโดฯเริ่มเป็นฟองสบู่
หนังสือพิมพ์สเตรตไทม์ส รายงานว่าเริ่มเกิดภาวะฟองสบู่ในแวดวงสตาร์ตอัพ อินโดนีเซีย เนื่องจากมีการตีมูลค่าธุรกิจสตาร์ตอัพเพื่อการระดมทุนที่สูง ทั้งที่ยังมองไม่เห็นโอกาสในการทำกำไร นักวิเคราะห์ระบุ บริษัทกองทุนร่วมทุนต่างชาติแห่ลงทุนดันความเสี่ยงขึ้น
หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์ รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์นายเคน ดีน ลาวาดีนาตา (Ken Dean Lawadinata) อดีตผู้ก่อตั้ง Kaskus แพลตฟอร์มชุมชนออนไลน์ที่ดังที่สุดในอินโดนีเซียว่า เหตุผลที่เขาถอนตัวออกจากธุรกิจเทคโนโลยีทั้งที่ธุรกิจที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นประสบความสำเร็จอย่างสูง เนื่องจากเขาเห็นว่าธุรกิจเทคโนโลยีของอินโดนีเซียเริ่มมีภาวะฟองสบู่
นายเคน กล่าวว่า “ผมคิดว่าแวดวงธุรกิจไอทีในอินโดนีเซียขณะนี้น่าจะมีภาวะฟองสบู่อยู่บ้างเพราะดูเหมือนว่าทุกคน ตั้งมูลค่าธุรกิจสูงอย่างเกินเหตุทั้งที่ยังมองไม่เห็นว่าจะทำกำไรได้อย่างไรในอนาคตอันใกล้”
คำให้สัมภาษณ์นายเคนเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่นายไมเคิลแองเจโล โมแรน (Michaelangelo Moran) ผู้ร่วมก่อตั้งแอพเรียกมอเตอร์ไซค์ Go-Jek ประกาศว่าได้ถอนตัวออกออกจากบริษัทเจ้าของ Go-Jek และแสดงความคิดเห็นว่าธุรกิจสตาร์ตอัพใหม่ ๆ ที่กำลังรุ่งมีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก โดยยังไม่เห็นหลักประกันในเรื่องรายได้และการทำกำไร
รายงานของกูเกิล-เทมาเสก ระบุว่าขณะนี้มีสตาร์ตอัพในอินโดนีเซียมากกว่า 2,000 กิจการส่วนใหญ่มีมูลค่าธุรกิจต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 350 ล้านบาท) ต่อราย เป็นภาคธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากชนชั้นกลางขยายตัวและมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งโดยคาดว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในปี 2563 จากจำนวนผู้ใช้ 100 ล้านคนในปัจจุบันซึ่งมากเป็นอันดับ 5 ของโลก
นายนาวีน เมนอน (Naveen Menon) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเทคโนโลยีสื่อและโทรคมนาคมที่สถาบัน AT Kearney กล่าวว่า กล่าวว่า “เริ่มมีฟองสบู่อ่อน ๆ ก่อตัวขึ้นเพราะนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลก”
จาการ์ตาโพสต์ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติแห่เข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพของอินโดนีเซียก่อนหน้านี้โดยมีสตาร์ตอัพที่ได้เงินทุนมากที่สุดคือ Go-Jek ได้เงินทุนจากบริษัท KKR และ Warburg Pincus ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนเอกชนอเมริกัน 550 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 19,250 ล้านบาท) ในการระดมทุนรอบเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
นายเมนอน กล่าวว่า สตาร์ตอัพในอินโดนีเซียตอนนี้แม้ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นมากเกินเป็นแต่เมื่อเทียบกับอินเดียหรือสหรัฐอเมริกายังมีจำนวนน้อยมากทำให้เกิดความสนใจอย่างมากในหมู่นักลงทุนต่างชาติ “แม้ว่าการลงทุนในสตาร์ตอัพตอนนี้จะมีความเสี่ยงสูงแต่ เป็นเรื่องธรรมดาที่นักลงทุนจะลงทุนในกิจการที่ไม่มีกำไรเนื่องจากเป็นช่วงที่กิจการขยายตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนในสตาร์ตอัพจะเน้นเรื่องผลระยะยาวมากกว่ากำไรระยะสิ้น ส่วนใหญ่ต้องการให้สตาร์ตอัพประสบความสำเร็จ”
ผู้บริหารสตาร์ตอัพและกองทุนเพื่อการลงทุน ให้ความเห็นที่สอดคล้องกับนาย เมนอน โดยผู้บริหารกองทุนหลายแห่งให้สัมภาษณ์ จาการ์ตาโพสต์ ว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาฟองสบู่สตาร์ตอัพแตกในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากอุตสาหกรรมสตาร์ตอัพของอินโดนีเซียยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีศักยภาพขยายตัวอีกมาก
นายเซบาสเตียน ทูเกลัง ผู้ร่วมก่อตั้ง Kejora ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการร่วมทุนท้องถิ่นซึ่งเน้นบริษัทก่อสร้าง กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าจะเป็นฟองสบู่แต่น่าจะเป็นความเสี่ยงของตลาดและการปรับฐานราคามากกว่า กองทุนส่วนใหญ่ผ่านช่วงวิกฤติดอตคอมซึ่งบริษัทเทคโนโลยีตั้งราคาไว้เกินจริงจนพังมาก่อน น่าจะมีการเตรียมตัวรับมือพอสมควร”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559
หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์ รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์นายเคน ดีน ลาวาดีนาตา (Ken Dean Lawadinata) อดีตผู้ก่อตั้ง Kaskus แพลตฟอร์มชุมชนออนไลน์ที่ดังที่สุดในอินโดนีเซียว่า เหตุผลที่เขาถอนตัวออกจากธุรกิจเทคโนโลยีทั้งที่ธุรกิจที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นประสบความสำเร็จอย่างสูง เนื่องจากเขาเห็นว่าธุรกิจเทคโนโลยีของอินโดนีเซียเริ่มมีภาวะฟองสบู่
นายเคน กล่าวว่า “ผมคิดว่าแวดวงธุรกิจไอทีในอินโดนีเซียขณะนี้น่าจะมีภาวะฟองสบู่อยู่บ้างเพราะดูเหมือนว่าทุกคน ตั้งมูลค่าธุรกิจสูงอย่างเกินเหตุทั้งที่ยังมองไม่เห็นว่าจะทำกำไรได้อย่างไรในอนาคตอันใกล้”
คำให้สัมภาษณ์นายเคนเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่นายไมเคิลแองเจโล โมแรน (Michaelangelo Moran) ผู้ร่วมก่อตั้งแอพเรียกมอเตอร์ไซค์ Go-Jek ประกาศว่าได้ถอนตัวออกออกจากบริษัทเจ้าของ Go-Jek และแสดงความคิดเห็นว่าธุรกิจสตาร์ตอัพใหม่ ๆ ที่กำลังรุ่งมีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก โดยยังไม่เห็นหลักประกันในเรื่องรายได้และการทำกำไร
รายงานของกูเกิล-เทมาเสก ระบุว่าขณะนี้มีสตาร์ตอัพในอินโดนีเซียมากกว่า 2,000 กิจการส่วนใหญ่มีมูลค่าธุรกิจต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 350 ล้านบาท) ต่อราย เป็นภาคธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากชนชั้นกลางขยายตัวและมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งโดยคาดว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในปี 2563 จากจำนวนผู้ใช้ 100 ล้านคนในปัจจุบันซึ่งมากเป็นอันดับ 5 ของโลก
นายนาวีน เมนอน (Naveen Menon) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเทคโนโลยีสื่อและโทรคมนาคมที่สถาบัน AT Kearney กล่าวว่า กล่าวว่า “เริ่มมีฟองสบู่อ่อน ๆ ก่อตัวขึ้นเพราะนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลก”
จาการ์ตาโพสต์ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติแห่เข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพของอินโดนีเซียก่อนหน้านี้โดยมีสตาร์ตอัพที่ได้เงินทุนมากที่สุดคือ Go-Jek ได้เงินทุนจากบริษัท KKR และ Warburg Pincus ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนเอกชนอเมริกัน 550 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 19,250 ล้านบาท) ในการระดมทุนรอบเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
นายเมนอน กล่าวว่า สตาร์ตอัพในอินโดนีเซียตอนนี้แม้ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นมากเกินเป็นแต่เมื่อเทียบกับอินเดียหรือสหรัฐอเมริกายังมีจำนวนน้อยมากทำให้เกิดความสนใจอย่างมากในหมู่นักลงทุนต่างชาติ “แม้ว่าการลงทุนในสตาร์ตอัพตอนนี้จะมีความเสี่ยงสูงแต่ เป็นเรื่องธรรมดาที่นักลงทุนจะลงทุนในกิจการที่ไม่มีกำไรเนื่องจากเป็นช่วงที่กิจการขยายตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนในสตาร์ตอัพจะเน้นเรื่องผลระยะยาวมากกว่ากำไรระยะสิ้น ส่วนใหญ่ต้องการให้สตาร์ตอัพประสบความสำเร็จ”
ผู้บริหารสตาร์ตอัพและกองทุนเพื่อการลงทุน ให้ความเห็นที่สอดคล้องกับนาย เมนอน โดยผู้บริหารกองทุนหลายแห่งให้สัมภาษณ์ จาการ์ตาโพสต์ ว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาฟองสบู่สตาร์ตอัพแตกในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากอุตสาหกรรมสตาร์ตอัพของอินโดนีเซียยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีศักยภาพขยายตัวอีกมาก
นายเซบาสเตียน ทูเกลัง ผู้ร่วมก่อตั้ง Kejora ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการร่วมทุนท้องถิ่นซึ่งเน้นบริษัทก่อสร้าง กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าจะเป็นฟองสบู่แต่น่าจะเป็นความเสี่ยงของตลาดและการปรับฐานราคามากกว่า กองทุนส่วนใหญ่ผ่านช่วงวิกฤติดอตคอมซึ่งบริษัทเทคโนโลยีตั้งราคาไว้เกินจริงจนพังมาก่อน น่าจะมีการเตรียมตัวรับมือพอสมควร”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559






