thansettakij
thansettakij
ปูพรมฉีดเงินลงหมู่บ้าน โค้งท้าย1.2 แสนล้านกระจายสู่ฐานราก/คลังยันศก.โตแน่

ปูพรมฉีดเงินลงหมู่บ้าน โค้งท้าย1.2 แสนล้านกระจายสู่ฐานราก/คลังยันศก.โตแน่

01 พ.ย. 59 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 59 | 13:13 น.
ขุนคลังมั่นใจ จีดีพีทั้งปีไม่ตํ่ากว่า 3% ยอดใช้จ่ายกลับมาเป็นปกติ สศค. แจงเร่งอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการลงทุน หวังกระตุ้นกำลังซื้อปลายปี ดันจีดีพีปีหน้าขยับเป็น 3.4% ส่วนมหาดไทยยัน 2.5 แสนบาทประเดิมถึงมือชาวบ้าน 1 พฤศจิกายนนี้แน่ วางเงื่อนไขหมู่บ้านละไม่เกิน 2 โครงการ
นโยบายรัฐบาลยังคงมีความพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ครม.ได้ไฟเขียว โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ

  “อภิศักดิ์”ยันทั้งปีจีดีพีโต 3%

ต่อเรื่องนี้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ส่วนตัวยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายจะยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจาก 3 ไตรมาสที่ผ่านมาและจะส่งผลให้ทั้งปี จีดีพีของไทยจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% อย่างไรก็ดีในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายด้านเกิดขึ้น และจากการสอบถามไปยังภาคเอกชน รวมถึงในส่วนของผู้ให้บริการบัตรเครดิต เช่น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(บมจ.)หรือเคทีซี ซึ่งได้รับคำตอบว่า เดิมมีการคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายจะลดลงหรือหดตัวแต่ปรากฏว่ายอดใช้จ่ายจริงตกลงเพียง 2-3 วันเท่านั้น ขณะนี้ยอดใช้จ่ายได้กลับมาเป็นปกติ ส่วนตัวจึงค่อนข้างจะมั่นใจว่าการใช้จ่ายของประชาชนโดยเฉพาะช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้น่าจะไม่ได้รับผลกระทบหรือน่ากังวลแต่อย่างใด

“สำหรับไตรมาสที่ 4 สัญญาณทางเศรษฐกิจทุกตัวยังเป็นไปตามปกติ ดังนั้นการที่รัฐบาลจะออกมาตรการอะไร จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเช็กสถานการณ์ให้รอบด้านว่าถึงเวลาหรือจำเป็นหรือไม่ที่เศรษฐกิจช่วงนั้นจะต้องได้รับการกระตุ้นเนื่องจากเราไม่ต้องการให้เมื่อออกมาตรการใดๆ ออกไปแล้วจะส่งผลเชิงลบกลับมาต่อสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม” นายอภิศักดิ์กล่าว

 แรงส่งการลงทุนภาครัฐ

ทางด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ทาง สศค.ได้ปรับประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเป็นจริงมากขึ้น โดยภาพรวมปี 2559 ยังคงตัวเลขการขยายตัวไว้ที่ 3.3% เช่นเดิมภายใต้กรอบ 3-3.5% มีโอกาสสูงที่ 2560 จีดีพี จะขยายตัวอยู่ที่ 3.4%

ทั้งนี้คาดว่า เศรษฐกิจปี 2560 จะมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นอยู่ที่ 3.4% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.9-3.9% ซึ่งขยายตัวเพิ่ม 0.1 % เป็นตัวเลขที่ไม่เลวร้าย เพราะยังได้รับแรงส่งจากความพยายามเร่งรัดการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐ ที่จะเริ่มดำเนินการในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง ประกอบกับแนวโน้มรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น ราคาสินค้าบริโภคในตลาดโลกที่ดีขึ้น จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้รายได้ที่มาจากการส่งออกดีขึ้นตาม นอกจากนี้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าก็มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเช่นเดียวกับค่าบาทก็มีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องที่จะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้ยอดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปีขยายตัว

นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินที่เหลือจากงบประมาณปี 2559 ที่ได้ทำสัญญาผูกพันแต่ยังเบิกจ่ายไม่แล้วเสร็จ คิดเป็นเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทที่จะเข้าสู่ระบบในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นปี 2560 จึงเหมือนเศรษฐกิจยังพอที่มีกินบุญเก่าได้บ้าง ที่สำคัญอัตราการขยายตัวดังกล่าวเป็นการขยายได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมนโยบายที่เกี่ยวข้องกับลงทุนภาครัฐ จะอยู่ในภาคการขนส่งเป็นหลัก โดยการลงทุนปี 2560 จะสูงถึง 1.02 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 94.5% ของวงเงินรวม เม็ดเงินดังกล่าวจะมาจาก 3 ช่องทาง คือ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นสำคัญ ส่วนงบลงทุนตามปีงบประมาณ 2560 คาดว่าจะเข้าสู่ระบบ 20% หรือคิดเป็นวงเงินกว่า 5 แสนล้านบาทของงบประมาณทั้งปี สำหรับที่ผ่านมาปีงบประมาณ 2559 เฉพาะงบลงทุนสามารถเบิกจ่ายได้ 73% ขณะที่งบในภาพรวม สามารถเบิกจ่ายได้ที่ 92.9% เนื่องจากยังมีบางส่วนที่เบิกจ่ายล้าช้า ที่จะเป็นบุญเก่ามาช่วยปี 2560

 วงเงิน 1.2แสนล้านถึงมือฐานราก

สอดคล้องกับนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า งานหลักตอนนี้คือการเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นเร่งรัดการเบิกจ่ายเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย ตั้งแต่ไตรมาสแรก (1ต.ค.- 31ธ.ค.59) ของปีงบประมาณ 2560 หากจะผลักดันเม็ดเงินออกสู่ระบบในไตรมาส 4 ของปี 2559 ของปีปฏิทิน ซึ่งมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2560 (Front Load) และรายจ่ายประจำต้องเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 33%ในไตรมาส 1/2560

โดยทั้งปีงบประมาณยอดเบิกจ่ายจะเป็น 98% นอกจากนี้ยังมีการเบิกจ่ายงบอบรมสัมมนาของทุกภาคส่วนราชการต้องเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 50% ขณะที่รายงานลงทุนไม่เกิน 2ล้านบาทหรือ ที่มากกว่า 2ล้านบาทกำหนดให้ก่อหนี้ผูกพันแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก และรายจ่ายลงทุนที่เกิน 1,000ล้านบาทต้องก่อหนี้ผูกพันอย่างช้าภายในไตรมาส2 (ดูตารางประกอบ)

 1.2 แสนล้านหนุนกำลังซื้อปลายปี

“เศรษฐกิจยังขยายตัวไปได้ในเป้าที่วางไว้แต่ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจสดใส คือแนวทางดำเนินนโยบายนั้น หากเห็นว่าอะไรSlowdownไปบ้างเราจะมีมาตรการออกมาเพื่อให้เศรษฐกิจเดินสู่เป้าหมายซึ่งหลายมาตรการที่ออกมารวมแล้วกว่า 1.2 แสนล้านบาทเฉพาะปีนี้ประมาณ 1 แสนล้านบาท ตรงนี้จะตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงมั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐจะมีความต่อเนื่องทั้งไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยกำลังซื้อปลายปี”

ต่อข้อถามที่ว่าจะมีมาตรการหรือโครงการสนับสนุนกำลังซื้อหลังจากนี้อีกหรือไม่นั้น รองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการยกระดับ ศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 1.86 ล้านบาทเศษ(มติครม. 25 ต.ค. 59)คาดว่าจะมีเม็ดเงินถึงมือฐานราก เช่นเดียวกับโครงการตามแนวทางประชารัฐระยะ1 ซึ่งสิ้นสุดโครงการสิงหาคมที่ผ่านมาโดยมีวงเงิน 1.5หมื่นล้านบาทโอนเงินให้หมู่บ้านละ 2แสนบาทซึ่งคืบหน้าการโอนเงินได้ทั้งหมด 14,889ล้านบาทและมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว 85,393โครงการ

มท.ลั่นเงินถึงมือหมู่บ้าน 1พย.นี้

ทางด้าน ร.ต.ท. อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในวันที่ 1พฤศจิกายน นี้จะเริ่มเบิกจ่าย เงินลง 74,655 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 2.5แสนบาท ตามโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ2560 ซึ่ง ล่าสุด ครม.มีมติ กระจายเม็ดเงินลงแต่ละหมู่บ้านเพื่อให้เกิดการดำเนินโครงการภายใน 90วัน นับตั้งแต่วันที่ 1พฤศจิกายน โดยกำหนดให้แต่ละหมู่บ้านจัดทำโครงการขึ้นมาหมู่บ้านละไม่เกิน 2โครงการในวงเงิน 2.5 แสนบาท เพื่อพัฒนาสาธาณประโยชน์ อาทิ การซ่อมสร้างต่างๆ การฝายสำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรช่วงหน้าแล้ง การสร้างอาชีพ ฯ ลฯ ซึ่งจะเกิดการจัดซื้อจัดจ้าง และเกิดการจ้างแรงงานในชุมชน หากเป็นโครงการที่ต้องออกแบบก็ต้องจ้างผู้รับเหมาเป็นต้น

 โครงการเก่ายังดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินมาตรการก่อนหน้าซึ่งสิ้นสุดโครงการไปแล้วนั้น บางโครงการมีความคืบหน้าในการเบิกใช้ชนเพดานวงเงินที่กำหนด และยังมีโครงการเก่าที่ยังคงดำเนินอยู่ อาทิ โครงการเพิ่มความเข็มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวประชารัฐวงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทจ่ายเงินหมู่บ้านละ 5 แสนบาท โดยมียอดอนุมัติรวม 3.2 หมื่นล้านบาท (25 ต.ค. 59) โอนเงินให้หมู่บ้านแล้ว 3.12หมื่นล้านบาทและเบิกจ่ายแล้ว 2.18 หมื่นล้านบาทคงเหลือเงินที่จะลงสู่ระบบอีก 1.5หมื่นล้านบาท หรือมาตรการช่วยเกษตรกรประสบภัยแล้ง , 1ตำบล 1เอสเอ็มอี, หรือโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและคนจนเมืองซึ่งจะให้ผลต่อเนื่องโดยทั้งมาตรการเก่าและใหม่เหล่านั้นครอบคลุมทั้งเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย คนจนเมือง รวมถึงรายย่อยและธุรกิจรายใหญ่

โดยเฉพาะมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศหักลดหย่อนรายจ่ายเพื่อการลงทุนได้ 2เท่าตอนนี้ภาครัฐเร่งทำประชาสัมพันธ์โดยคลังจังหวัดผ่านคณะกรรมการบริหารการคลังประจำจังหวัด(คบจ.) สรรพากรพื้นที่และมีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าร่วมอยู่ด้วย และมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศทั้งปียังคงสามารถหักลดหย่อนภาษี 3 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,203 วันที่ 30 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline