
ทล.ปั้นแผนเอกชนร่วมทุน 28จุดบริการมอเตอร์เวย์3 เส้นลงทุนราว 3 พันล้าน
ทล.เดินหน้าเปิดรับฟังความเห็นนักลงทุนมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง บางใหญ่-กาญจนบุรี และบางปะอิน-นครราชสีมา ดีเดย์ 27 ต.ค.นี้ ก่อนนำความเห็นกำหนดรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมเสนอทล.ชง สคร.และคณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปช่วงต้นปี 60 ครบ 28 จุด คาดลงทุนเส้นทางละ 1,000 ล้าน
[caption id="attachment_109099" align="aligncenter" width="700"]
รูปแบบทางเลือกการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน[/caption]
นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ภายหลังจากที่ได้จัดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน(Market Sounding) ถึงแนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทาง โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุดไปเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา และในวันที่ 27 ตุลาคมนี้เตรียมจัดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชนกับโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และสายบางปะอิน-นครราชสีมา โดยทล.ได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนเส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา
โดยในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ จะนำเสนอสาระสำคัญของโครงการจากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาพร้อมกับการนำเสนอการคาดการณ์ปริมาณผู้เข้าใช้ที่พักริมทาง การนำเสนอแนวคิดรูปแบบการร่วมลงทุนพีพีพีสำหรับการร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทาง ก่อนที่จะเปิดให้ซักถามและนำเสนอแนวคิดของนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับเส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา กำหนดรูปแบบจุดบริการที่พักริมทาง จำนวน 15 แห่งดังนี้คือ ที่พักริมทางหลวงวังน้อย ที่พักริมทางหลวงหนองแค สถานีบริการทางหลวงสระบุรี ที่พักริมทางหลวงทับกวาง ศูนย์บริการทางหลวงปากช่อง ที่พักริมทางหลวงลำตะคอง สถานีบริการทางหลวงสีคิ้ว และที่พักริมทางหลวงขามทะเลสอ โดยแต่ละจุดจะมีจุดบริการรองรับทั้ง2ด้าน ยกเว้นจุดพื้นที่ลำตะคองที่มีเพียงจุดเดียวเนื่องจากมีพื้นที่จำกัด ส่วนเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรีมีจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย สถานีบริการทางหลวงนครชัยศรี สถานีบริการทางหลวงนครปฐม ฝั่งตะวันตก และที่พักริมทางหลวงท่ามะกา
ด้านดร.ศิรดล ศิริธร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีประยุกต์ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า กรณีการร่วมลงทุนในครั้งนี้กำหนดรูปแบบชัดเจนออกมาแล้วคือ PPP Net Cost คือ เปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนเต็มรูปแบบ ทั้งงานก่อสร้าง งานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและซ่อมบำรุง จึงรับความเสี่ยงทั้งหมด ส่วนภาครัฐจะทำหน้าที่จัดเก็บค่าสัมปทานเป็นระยะเวลา 30 ปีทั้งนี้เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายของประเทศ
“เมื่อผลการศึกษาแล้วเสร็จช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 จะได้เห็นความชัดเจนว่าจะเปิดโอกาสให้เอกชนรายเดียวหรือหลายรายเข้ามาแข่งประมูลรับบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ดังกล่าว โดยหลังจากนั้นจึงจะเร่งสรุปการรับฟังความเห็นนักลงทุนให้แล้วเสร็จ แล้วนำเสนอรายงานทล.วันที่ 31 ตุลาคมนี้ ก่อนที่ทล.จะพิจารณาเพื่อเสนอสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ตรวจสอบรายละเอียด จึงนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ(PPP) เห็นชอบและเร่งตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 13 ร่างเอกสารประกวดราคาดำเนินการในปี 2560 ต่อไป”
การร่วมลงทุนครั้งนี้ทล.จะได้รับค่าสัมปทานและ/หรือรับส่วนแบ่งรายได้จากผู้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ชนะการประมูล ส่วนเอกชนจะมีรายได้จากค่าเช่าร้านค้า ค่าเช่าป้ายโฆษณา และรายได้ค่าเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ทั้งนี้เอกชนผู้ได้รับสัมปทานจะเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทางทั้งหมด แต่ขณะนี้ทล.ยังไม่ได้แบ่งสัญญาว่าจะเป็นสัญญารวมสำหรับผู้ดำเนินการรายเดียว หรือสัญญาแยก สำหรับผู้ดำเนินการมากกว่า 1 รายเพื่อให้รวดเร็วและง่ายในการลงทุนหรือต้องการให้เปรียบเทียบในการลงทุน ไม่เกิดการผูกขาด ดังนั้นภายหลังวันที่ 27 ตุลาคมนี้ก็จะเห็นภาพวิธีการคำนวณรายได้ รูปแบบสัญญาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเนื่องจากทล.ต้องการทราบข้อเสนอเพื่อให้ได้เอกชนรายที่มีศักยภาพในการลงทุนจริง ดร.ศิรดลกล่าว
สำหรับ การจัดมาร์เก็ตซาวดิ้งเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน กับโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา และช่วงพัทยา-มาบตาพุดทั้ง 8 จุดเป็นการนำร่อง เมื่อเร็วๆ นี้นั้น ปรากฏว่ามีภาคเอกชนสนใจ อาทิ ฝ่ายธุรกิจคาเฟ่อเมซอน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด บริษัท เชลส์ แห่งประเทศไทย จำกัด และอีกหลายบริษัทสนใจเข้าร่วมรับฟังรายละเอียดด้วย โดยรับฟังข้อเสนอแนะว่าเอกชนมีความต้องการและข้อเสนออย่างไรบ้างก่อนที่ ทล.จะนำเสนอไว้ในแนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐพ.ศ.2556 โดยจะนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนต่อไปซึ่งได้คาดการณ์มูลค่าการลงทุนไว้เส้นทางละประมาณ 1,000 ล้านบาท
Photo : Pixabay ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,204 วันที่ 27 - 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_109099" align="aligncenter" width="700"]
นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ภายหลังจากที่ได้จัดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน(Market Sounding) ถึงแนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทาง โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายพัทยา-มาบตาพุดไปเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา และในวันที่ 27 ตุลาคมนี้เตรียมจัดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชนกับโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และสายบางปะอิน-นครราชสีมา โดยทล.ได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนเส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา
โดยในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ จะนำเสนอสาระสำคัญของโครงการจากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาพร้อมกับการนำเสนอการคาดการณ์ปริมาณผู้เข้าใช้ที่พักริมทาง การนำเสนอแนวคิดรูปแบบการร่วมลงทุนพีพีพีสำหรับการร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทาง ก่อนที่จะเปิดให้ซักถามและนำเสนอแนวคิดของนักลงทุนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับเส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา กำหนดรูปแบบจุดบริการที่พักริมทาง จำนวน 15 แห่งดังนี้คือ ที่พักริมทางหลวงวังน้อย ที่พักริมทางหลวงหนองแค สถานีบริการทางหลวงสระบุรี ที่พักริมทางหลวงทับกวาง ศูนย์บริการทางหลวงปากช่อง ที่พักริมทางหลวงลำตะคอง สถานีบริการทางหลวงสีคิ้ว และที่พักริมทางหลวงขามทะเลสอ โดยแต่ละจุดจะมีจุดบริการรองรับทั้ง2ด้าน ยกเว้นจุดพื้นที่ลำตะคองที่มีเพียงจุดเดียวเนื่องจากมีพื้นที่จำกัด ส่วนเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรีมีจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย สถานีบริการทางหลวงนครชัยศรี สถานีบริการทางหลวงนครปฐม ฝั่งตะวันตก และที่พักริมทางหลวงท่ามะกา
ด้านดร.ศิรดล ศิริธร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีประยุกต์ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า กรณีการร่วมลงทุนในครั้งนี้กำหนดรูปแบบชัดเจนออกมาแล้วคือ PPP Net Cost คือ เปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนเต็มรูปแบบ ทั้งงานก่อสร้าง งานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและซ่อมบำรุง จึงรับความเสี่ยงทั้งหมด ส่วนภาครัฐจะทำหน้าที่จัดเก็บค่าสัมปทานเป็นระยะเวลา 30 ปีทั้งนี้เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายของประเทศ
“เมื่อผลการศึกษาแล้วเสร็จช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 จะได้เห็นความชัดเจนว่าจะเปิดโอกาสให้เอกชนรายเดียวหรือหลายรายเข้ามาแข่งประมูลรับบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ดังกล่าว โดยหลังจากนั้นจึงจะเร่งสรุปการรับฟังความเห็นนักลงทุนให้แล้วเสร็จ แล้วนำเสนอรายงานทล.วันที่ 31 ตุลาคมนี้ ก่อนที่ทล.จะพิจารณาเพื่อเสนอสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ตรวจสอบรายละเอียด จึงนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ(PPP) เห็นชอบและเร่งตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 13 ร่างเอกสารประกวดราคาดำเนินการในปี 2560 ต่อไป”
การร่วมลงทุนครั้งนี้ทล.จะได้รับค่าสัมปทานและ/หรือรับส่วนแบ่งรายได้จากผู้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ชนะการประมูล ส่วนเอกชนจะมีรายได้จากค่าเช่าร้านค้า ค่าเช่าป้ายโฆษณา และรายได้ค่าเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมัน ทั้งนี้เอกชนผู้ได้รับสัมปทานจะเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทางทั้งหมด แต่ขณะนี้ทล.ยังไม่ได้แบ่งสัญญาว่าจะเป็นสัญญารวมสำหรับผู้ดำเนินการรายเดียว หรือสัญญาแยก สำหรับผู้ดำเนินการมากกว่า 1 รายเพื่อให้รวดเร็วและง่ายในการลงทุนหรือต้องการให้เปรียบเทียบในการลงทุน ไม่เกิดการผูกขาด ดังนั้นภายหลังวันที่ 27 ตุลาคมนี้ก็จะเห็นภาพวิธีการคำนวณรายได้ รูปแบบสัญญาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเนื่องจากทล.ต้องการทราบข้อเสนอเพื่อให้ได้เอกชนรายที่มีศักยภาพในการลงทุนจริง ดร.ศิรดลกล่าว
สำหรับ การจัดมาร์เก็ตซาวดิ้งเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชน กับโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา และช่วงพัทยา-มาบตาพุดทั้ง 8 จุดเป็นการนำร่อง เมื่อเร็วๆ นี้นั้น ปรากฏว่ามีภาคเอกชนสนใจ อาทิ ฝ่ายธุรกิจคาเฟ่อเมซอน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด บริษัท เชลส์ แห่งประเทศไทย จำกัด และอีกหลายบริษัทสนใจเข้าร่วมรับฟังรายละเอียดด้วย โดยรับฟังข้อเสนอแนะว่าเอกชนมีความต้องการและข้อเสนออย่างไรบ้างก่อนที่ ทล.จะนำเสนอไว้ในแนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐพ.ศ.2556 โดยจะนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนต่อไปซึ่งได้คาดการณ์มูลค่าการลงทุนไว้เส้นทางละประมาณ 1,000 ล้านบาท
Photo : Pixabay ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,204 วันที่ 27 - 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559






