
ค้าเออีซีปีแรกติดลบ ฝันสลาย8เดือนหดตัว5.6%อ้างเศรษฐกิจโลกซบ
ประเดิมเปิดเออีซีปีแรกหงอย ยอดค้าการค้าไทย-อาเซียน 8 เดือน ติดลบ 5.6% นักวิชาการ-ภาคเอกชนชี้ติดปัญหาใหญ่ เศรษฐกิจโลกซบฉุดค้าทรุดตาม ขณะเพื่อนบ้านแห่ผุดมาตรการกีดกัน สินค้าจีนตีตลาดทุบซํ้า จี้กระทรวงพาณิชย์เจรจาเปิดทางสะดวก ฟันธงส่งออกไทยไปอาเซียนปีนี้หดตัว 2-3% ด้านรมว.พาณิชย์ถก 3 กลุ่มสินค้าใหญ่หวังดันตัวเลขโค้งสุดท้ายปี 59
[caption id="attachment_104856" align="aligncenter" width="700"]
สถิติการส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียน (9ประเทศ) รอบ 5 ปี[/caption]
จากที่อาเซียน 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามได้ประกาศเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี โดยลดภาษีส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างกันส่วนใหญ่ลงเป็น 0% เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลการค้า(ส่งออก+นำเข้า)ของไทยกับอาเซียน 9 ประเทศในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ารวม 5.98 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในส่วนของการส่งออกไทยไปอาเซียนยังติดลบที่ 3.0% (ดูตารางประกอบ) และการนำเข้าติดลบที่ 9.3% คำถามคืออะไรคือสาเหตุ?
ศก.โลก-กีดกันค้าปัจจัยหลัก
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การค้าในภาพรวม รวมถึงการส่งออกและการนำเข้าของไทยกับอาเซียนที่ยังติดลบ มีสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญคือ จากเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัวลงในปีนี้ มีผลให้ประเทศเพื่อนบ้านมีการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปจากไทยเพื่อไปผลิตส่งออกอีกทอดหนึ่ง ลดลงตามไปด้วย จากการผลิตสินค้าในอาเซียนมีซัพพลายเชนเชื่อมโยงกัน
ประการต่อมา เป็นผลจากแต่ละประเทศในอาเซียนมีมาตรการภายใน และมีออกมาตรการภายในเพิ่มขึ้นที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน เช่น อินโดนีเซียมีการกำหนดท่าเรือนำเข้าสินค้า ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น หรือ ในบางแขวงของสปป.ลาวมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำสินค้าไปพักไว้ ขณะที่เมียนมาในบางรัฐอิสระ เช่น รัฐฉาน (ท่าขี้เหล็ก)ยังมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 3-10 % เป็นต้น นอกจากนี้การขนส่งสินค้าไทยไปประเทศที่ 3 เช่นต้องผ่านลาวไปเวียดนามยังไม่สามารถทะลุไปได้โดยตรง แต่ต้องหยุดรถที่ลาวเพื่อเปลี่ยนรถไปเวียดนาม ทำให้สินค้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ส่งออกไปอาเซียนปีนี้ติดลบ
“มาตรการภายในของแต่ละประเทศเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้การค้าขายไม่สะดวกคล่องตัว แม้จะลดภาษีเป็น 0% แล้วก็ตาม ขณะที่มาตรฐานสินค้าของอาเซียนก็เป็นแบบมาตรฐานของใครของมันยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือเป็นอาเซียนสแตนดาร์ด ทำให้สินค้าที่ส่งเข้าไปถูกตรวจสอบมาตรฐานอีก และยังมีปัญหาการนำสินค้าจากประเทศอื่นมาปลอมแปลงฉลาก เช่น ทุเรียนทอดกรอบ โดยระบุเป็นสินค้าเมด อิน ไทยแลนด์ ขายได้ราคาสูง แต่สินค้าด้อยคุณภาพทำให้ไทยเสียชื่อเสียง”ดร.อัทธ์ กล่าว และว่า
ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ภาครัฐ เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องไปเจรจากับเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวก ลดการกีดกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มตัวเลขได้ อย่างไรก็ดีจากตัวอย่างปัญหาอุปสรรคข้างต้นคาดจะมีผลให้การส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียนในปีแรกของเออีซีในปีนี้จะขยายตัว 0% -1%
FDI เข้าไทยลด-ส่งออกวูบตาม
สอดคล้องกับนายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า การค้าไทย-อาเซียนที่ติดลบ ยังมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ)เข้ามาไทยลดลง ซึ่งการที่ไทยจะส่งออกไปอาเซียนได้เพิ่มขึ้น ขึ้นกับการลงทุนจากต่างประเทศด้วย นอกเหนือจากผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปตลาดอาเซียนอยู่แล้วก็ยังส่งอยู่
“การลงทุนจากต่างประเทศเวลานี้ไปเพิ่มในเวียดนาม อินโดนีเซียมากทั้งจากต่างประเทศ และจากประเทศไทย และในอนาคตจะไปเพิ่มในเมียนมา ซึ่งการไปลงทุนจะไปช่วยเพิ่มยอดการส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่การส่งออกจากไทยจะลดลง นอกจากนี้การค้าไทย-อาเซียนยังมีกฎระเบียบเพิ่มขึ้นเป็นอุปสรรค”
ผุดสารพัดมาตรการตีกัน
ตัวอย่างมาตรการของอินโดนีเซียซึ่งมีความเข้มงวดมาก เช่น การจำกัดท่าเรือทำให้ไทยส่งออกยากขึ้น มาตรการของมาเลเซียต้องขอใบอนุญาตนำเข้าเช่นในสินค้ารถยนต์ของมาเลเซียทำให้เกิดความล่าช้า หรือหากเอกชนมาเลเซียไม่อนุญาตก็นำเข้าไม่ได้ ส่วนประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีการจำกัดโควตานำเข้า รวมถึงการกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าในสินค้าบางรายการ ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าของไทยก็มีเช่น แต่บังคับใช้ไม่เข้มงวด ทำให้ยังมีการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนได้
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้การค้าของไทยในอาเซียนเติบโตได้ยาก สิ่งที่รัฐควรไปทำคือการเจรจาเพื่อลดอุปสรรคให้น้อยลง ผมเสนอให้มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจแห่งชาติอาเซียนเพื่อร่วมมือกันเปิดเผยข้อมูลว่าคุณกีดกันอะไรบ้าง จะยกเลิกได้หรือไม่ เพราะมาตรการเหล่านี้มีผลทำให้การส่งออกของไทยไปอาเซียนลดลง”
ส่งออกน้ำมันวูบ-จีนตีตลาด
ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผุ้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า นอกจากเรื่องเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนที่ชะลอตัวที่มีผลต่อการค้าไทยกับอาเซียนที่ลดลงแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป(เป็น 1 ในสินค้า 5 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และมาเลเซีย)มีมูลค่าลดลง และยังส่งผลต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องจากน้ำมัน เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติกลดลงตาม
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากสินค้าจากจีนซึ่งมีราคาต่ำกว่าเข้ามาตีตลาดในอาเซียน กระทบต่อการนำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ที่เป็นตลาดที่กำลังขยายตัวสูงของไทย รวมถึงยังมีต่างชาติรวมทั้งไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นในอุตสาหกรรมซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ทำให้ลดการนำเข้าจากไทย
“แม้การค้า การส่งออก-นำเข้าของไทยกับอาเซียนช่วง 8 เดือนแรกในภาพรวมจะยังติดลบ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลพบการส่งออกของไทยไปหลายประเทศในกลุ่มยังขยายตัวเป็นบวก เช่น อินโดนีเซีย(+5.4%) เมียนมา (+2.6%) ฟิลิปินส์ (+13.6%) และเวียดนาม (+1.6%) อย่างไรก็ตามภาพรวมการส่งออกของไทยไปยังอาเซียน 9 ประเทศในปีนี้คาดจะยังติดลบที่ระดับ 3% หรือดีสุดติดลบ 2% ซึ่งต้องรอดูมูลค่าการส่งออกไทยไปอาเซียนในช่วง 4 เดือนที่เหลือว่าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด”
นายนพพร ได้ให้ข้อเสนอแนะการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน เช่น การเข้าไปขยายการลงทุนโดยตรงเพื่อลดต้นทุนและขยายตลาด แทนการส่งออกจากไทย การปรับตัวผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มสูง หรือสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดผลกระทบการแข่งขัน เป็นต้น
พาณิชย์รับปีนี้คาดติดลบ
ก่อนหน้านี้นางพรพิมล เพชรกูล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าการส่งออกไปตลาดอาเซียนของไทยในปี 2559 คาดจะติดลบ 0.8% หรือจะมีมูลค่าประมาณ 54,713 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ขยายตัว 7.4% มูลค่า 59,225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าไม่ดีจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกของอาเซียนได้รับผลกระทบ และอุตสาหกรรมอย่างสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม มีการย้ายฐานผลิตไปยังเพื่อนบ้านจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยลดลง แต่ไปเพิ่มการส่งออกให้กับประเทศเพื่อนบ้านแทน
เป้าส่งออกไปอาเซียนปีหน้าโต2.5%
ขณะที่ในปี 2560 ในเบื้องต้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายส่งออกไปตลาดอาเซียนจะขยายตัวได้ที่ 2.5% หรือมีมูลค่าประมาณ 56,054 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปีหน้าสคต.จะมีแผนผลักดันให้ทุนไทยไปลงทุนในอาเซียนมากขึ้นและจะส่งเสริมการค้าการลงทุนไปยังเมืองรอง (ซิตี้ โฟกัส) เช่น เวียดนาม ที่ไฮฟอง ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนเหนือ เน้นกิจกรรมจัดงานแสดงสินค้าเพื่อแนะนำสินค้าไทยในกลุ่ม CLMV เป็นต้น ทั้งนี้สินค้าและบริการที่เป็นเป้าหมายไปในปีนี้และปีหน้า เช่น อาหาร วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ โลจิสติกส์ บริการสุขภาพ และบันเทิง
หวัง 3 กลุ่มสินค้าดันตัวเลขปี59
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการหารือกับภาคเอกชน(7 ต.ค.59)ประกอบด้วย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงการหารือถึงสถานการณ์การส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้กับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญได้แก่ กลุ่มอาหาร ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อผลักดันการส่งออกในเดือนที่เหลือของปีนี้ และวางแผนการส่งออกในปีหน้า โดยทั้ง 3 กลุ่มมีสัดส่วนส่งออกประมาณ30% ของมูลค่าการการส่งออกทั้งหมด
จากการหารือกับกลุ่มผู้ส่งออกอาหารพบว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้ดี ทั้งสินค้าทูน่า กุ้งและผัก ผลไม้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์ จากการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) และแก้ไขปัญหาแรงงานได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์สินค้าอาหารของไทย ทั้งปีน่าจะเติบโตได้ 1.9% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการส่งออก 17,107 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขอให้เอกชนสร้างแบรนด์สินค้าในตลาดโลกและความเชื่อมั่นให้สินค้าของไทยให้มากขึ้น
ในขณะที่ภาคเอกชนเองยังมีแผนเดินหน้าเข้าพบผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารของไทยโดยเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยนำคณะเดินทางไปเจราจาซื้อขายสินค้าในต่างประเทศต่อเนื่อง(กลุ่มอาหาร มีสัดส่วนการส่งออก 8.2% ของการส่งออกไทย โดยช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ส่งออกแล้วมูลค่า 11,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 2.0%) และในเร็วนี้ๆ ผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นวอลมาร์ต ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่สุดในสหรัฐอเมริกา จะเข้ามาสำรวจสินค้าไทย เพื่อนำไปวางจำหน่าย ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะสร้างประชาสัมพันธ์สินค้าไทย ให้ผู้นำเข้า เข้าใจถึงการแก้ไข ปัญหาสินค้าไทย โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาแรงงาน ประมงผิดกฎหมาย เชื่อว่าจะทำให้การนำเข้าสินค้าจะขยายตัวดีขึ้น
ส่วนกลุ่มยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยภาพรวม 15.3% ซึ่ง 8เดือนแรกปีนี้มีการส่งออกแล้วมูลค่า 21,538 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.6% และ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยภาพรวม 7.4% ช่วง 8 เดือนปีนี้ส่งออกมูลค่า 10,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 42.6% แต่หากหักการส่งออกทองคำจะมีมูลค่า 4,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 2.6%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_104856" align="aligncenter" width="700"]
จากที่อาเซียน 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามได้ประกาศเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี โดยลดภาษีส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างกันส่วนใหญ่ลงเป็น 0% เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลการค้า(ส่งออก+นำเข้า)ของไทยกับอาเซียน 9 ประเทศในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ารวม 5.98 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในส่วนของการส่งออกไทยไปอาเซียนยังติดลบที่ 3.0% (ดูตารางประกอบ) และการนำเข้าติดลบที่ 9.3% คำถามคืออะไรคือสาเหตุ?
ศก.โลก-กีดกันค้าปัจจัยหลัก
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การค้าในภาพรวม รวมถึงการส่งออกและการนำเข้าของไทยกับอาเซียนที่ยังติดลบ มีสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญคือ จากเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัวลงในปีนี้ มีผลให้ประเทศเพื่อนบ้านมีการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปจากไทยเพื่อไปผลิตส่งออกอีกทอดหนึ่ง ลดลงตามไปด้วย จากการผลิตสินค้าในอาเซียนมีซัพพลายเชนเชื่อมโยงกัน
ประการต่อมา เป็นผลจากแต่ละประเทศในอาเซียนมีมาตรการภายใน และมีออกมาตรการภายในเพิ่มขึ้นที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน เช่น อินโดนีเซียมีการกำหนดท่าเรือนำเข้าสินค้า ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น หรือ ในบางแขวงของสปป.ลาวมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการนำสินค้าไปพักไว้ ขณะที่เมียนมาในบางรัฐอิสระ เช่น รัฐฉาน (ท่าขี้เหล็ก)ยังมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 3-10 % เป็นต้น นอกจากนี้การขนส่งสินค้าไทยไปประเทศที่ 3 เช่นต้องผ่านลาวไปเวียดนามยังไม่สามารถทะลุไปได้โดยตรง แต่ต้องหยุดรถที่ลาวเพื่อเปลี่ยนรถไปเวียดนาม ทำให้สินค้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ส่งออกไปอาเซียนปีนี้ติดลบ
“มาตรการภายในของแต่ละประเทศเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้การค้าขายไม่สะดวกคล่องตัว แม้จะลดภาษีเป็น 0% แล้วก็ตาม ขณะที่มาตรฐานสินค้าของอาเซียนก็เป็นแบบมาตรฐานของใครของมันยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือเป็นอาเซียนสแตนดาร์ด ทำให้สินค้าที่ส่งเข้าไปถูกตรวจสอบมาตรฐานอีก และยังมีปัญหาการนำสินค้าจากประเทศอื่นมาปลอมแปลงฉลาก เช่น ทุเรียนทอดกรอบ โดยระบุเป็นสินค้าเมด อิน ไทยแลนด์ ขายได้ราคาสูง แต่สินค้าด้อยคุณภาพทำให้ไทยเสียชื่อเสียง”ดร.อัทธ์ กล่าว และว่า
ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ภาครัฐ เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องไปเจรจากับเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวก ลดการกีดกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มตัวเลขได้ อย่างไรก็ดีจากตัวอย่างปัญหาอุปสรรคข้างต้นคาดจะมีผลให้การส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียนในปีแรกของเออีซีในปีนี้จะขยายตัว 0% -1%
FDI เข้าไทยลด-ส่งออกวูบตาม
สอดคล้องกับนายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า การค้าไทย-อาเซียนที่ติดลบ ยังมีปัจจัยสำคัญจากการลงทุนจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ)เข้ามาไทยลดลง ซึ่งการที่ไทยจะส่งออกไปอาเซียนได้เพิ่มขึ้น ขึ้นกับการลงทุนจากต่างประเทศด้วย นอกเหนือจากผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปตลาดอาเซียนอยู่แล้วก็ยังส่งอยู่
“การลงทุนจากต่างประเทศเวลานี้ไปเพิ่มในเวียดนาม อินโดนีเซียมากทั้งจากต่างประเทศ และจากประเทศไทย และในอนาคตจะไปเพิ่มในเมียนมา ซึ่งการไปลงทุนจะไปช่วยเพิ่มยอดการส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่การส่งออกจากไทยจะลดลง นอกจากนี้การค้าไทย-อาเซียนยังมีกฎระเบียบเพิ่มขึ้นเป็นอุปสรรค”
ผุดสารพัดมาตรการตีกัน
ตัวอย่างมาตรการของอินโดนีเซียซึ่งมีความเข้มงวดมาก เช่น การจำกัดท่าเรือทำให้ไทยส่งออกยากขึ้น มาตรการของมาเลเซียต้องขอใบอนุญาตนำเข้าเช่นในสินค้ารถยนต์ของมาเลเซียทำให้เกิดความล่าช้า หรือหากเอกชนมาเลเซียไม่อนุญาตก็นำเข้าไม่ได้ ส่วนประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีการจำกัดโควตานำเข้า รวมถึงการกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าในสินค้าบางรายการ ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าของไทยก็มีเช่น แต่บังคับใช้ไม่เข้มงวด ทำให้ยังมีการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนได้
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้การค้าของไทยในอาเซียนเติบโตได้ยาก สิ่งที่รัฐควรไปทำคือการเจรจาเพื่อลดอุปสรรคให้น้อยลง ผมเสนอให้มีการจัดตั้งสภาเศรษฐกิจแห่งชาติอาเซียนเพื่อร่วมมือกันเปิดเผยข้อมูลว่าคุณกีดกันอะไรบ้าง จะยกเลิกได้หรือไม่ เพราะมาตรการเหล่านี้มีผลทำให้การส่งออกของไทยไปอาเซียนลดลง”
ส่งออกน้ำมันวูบ-จีนตีตลาด
ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผุ้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า นอกจากเรื่องเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนที่ชะลอตัวที่มีผลต่อการค้าไทยกับอาเซียนที่ลดลงแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป(เป็น 1 ในสินค้า 5 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และมาเลเซีย)มีมูลค่าลดลง และยังส่งผลต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องจากน้ำมัน เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติกลดลงตาม
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากสินค้าจากจีนซึ่งมีราคาต่ำกว่าเข้ามาตีตลาดในอาเซียน กระทบต่อการนำเข้าสินค้าไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ที่เป็นตลาดที่กำลังขยายตัวสูงของไทย รวมถึงยังมีต่างชาติรวมทั้งไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นในอุตสาหกรรมซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ทำให้ลดการนำเข้าจากไทย
“แม้การค้า การส่งออก-นำเข้าของไทยกับอาเซียนช่วง 8 เดือนแรกในภาพรวมจะยังติดลบ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลพบการส่งออกของไทยไปหลายประเทศในกลุ่มยังขยายตัวเป็นบวก เช่น อินโดนีเซีย(+5.4%) เมียนมา (+2.6%) ฟิลิปินส์ (+13.6%) และเวียดนาม (+1.6%) อย่างไรก็ตามภาพรวมการส่งออกของไทยไปยังอาเซียน 9 ประเทศในปีนี้คาดจะยังติดลบที่ระดับ 3% หรือดีสุดติดลบ 2% ซึ่งต้องรอดูมูลค่าการส่งออกไทยไปอาเซียนในช่วง 4 เดือนที่เหลือว่าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด”
นายนพพร ได้ให้ข้อเสนอแนะการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน เช่น การเข้าไปขยายการลงทุนโดยตรงเพื่อลดต้นทุนและขยายตลาด แทนการส่งออกจากไทย การปรับตัวผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มสูง หรือสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดผลกระทบการแข่งขัน เป็นต้น
พาณิชย์รับปีนี้คาดติดลบ
ก่อนหน้านี้นางพรพิมล เพชรกูล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าการส่งออกไปตลาดอาเซียนของไทยในปี 2559 คาดจะติดลบ 0.8% หรือจะมีมูลค่าประมาณ 54,713 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ขยายตัว 7.4% มูลค่า 59,225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าไม่ดีจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกของอาเซียนได้รับผลกระทบ และอุตสาหกรรมอย่างสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม มีการย้ายฐานผลิตไปยังเพื่อนบ้านจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขส่งออกของไทยลดลง แต่ไปเพิ่มการส่งออกให้กับประเทศเพื่อนบ้านแทน
เป้าส่งออกไปอาเซียนปีหน้าโต2.5%
ขณะที่ในปี 2560 ในเบื้องต้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายส่งออกไปตลาดอาเซียนจะขยายตัวได้ที่ 2.5% หรือมีมูลค่าประมาณ 56,054 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปีหน้าสคต.จะมีแผนผลักดันให้ทุนไทยไปลงทุนในอาเซียนมากขึ้นและจะส่งเสริมการค้าการลงทุนไปยังเมืองรอง (ซิตี้ โฟกัส) เช่น เวียดนาม ที่ไฮฟอง ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนเหนือ เน้นกิจกรรมจัดงานแสดงสินค้าเพื่อแนะนำสินค้าไทยในกลุ่ม CLMV เป็นต้น ทั้งนี้สินค้าและบริการที่เป็นเป้าหมายไปในปีนี้และปีหน้า เช่น อาหาร วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ โลจิสติกส์ บริการสุขภาพ และบันเทิง
หวัง 3 กลุ่มสินค้าดันตัวเลขปี59
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการหารือกับภาคเอกชน(7 ต.ค.59)ประกอบด้วย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงการหารือถึงสถานการณ์การส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้กับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญได้แก่ กลุ่มอาหาร ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อผลักดันการส่งออกในเดือนที่เหลือของปีนี้ และวางแผนการส่งออกในปีหน้า โดยทั้ง 3 กลุ่มมีสัดส่วนส่งออกประมาณ30% ของมูลค่าการการส่งออกทั้งหมด
จากการหารือกับกลุ่มผู้ส่งออกอาหารพบว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้ดี ทั้งสินค้าทูน่า กุ้งและผัก ผลไม้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์ จากการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) และแก้ไขปัญหาแรงงานได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์สินค้าอาหารของไทย ทั้งปีน่าจะเติบโตได้ 1.9% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการส่งออก 17,107 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขอให้เอกชนสร้างแบรนด์สินค้าในตลาดโลกและความเชื่อมั่นให้สินค้าของไทยให้มากขึ้น
ในขณะที่ภาคเอกชนเองยังมีแผนเดินหน้าเข้าพบผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารของไทยโดยเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยนำคณะเดินทางไปเจราจาซื้อขายสินค้าในต่างประเทศต่อเนื่อง(กลุ่มอาหาร มีสัดส่วนการส่งออก 8.2% ของการส่งออกไทย โดยช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ส่งออกแล้วมูลค่า 11,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 2.0%) และในเร็วนี้ๆ ผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นวอลมาร์ต ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่สุดในสหรัฐอเมริกา จะเข้ามาสำรวจสินค้าไทย เพื่อนำไปวางจำหน่าย ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะสร้างประชาสัมพันธ์สินค้าไทย ให้ผู้นำเข้า เข้าใจถึงการแก้ไข ปัญหาสินค้าไทย โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาแรงงาน ประมงผิดกฎหมาย เชื่อว่าจะทำให้การนำเข้าสินค้าจะขยายตัวดีขึ้น
ส่วนกลุ่มยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยภาพรวม 15.3% ซึ่ง 8เดือนแรกปีนี้มีการส่งออกแล้วมูลค่า 21,538 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.6% และ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยภาพรวม 7.4% ช่วง 8 เดือนปีนี้ส่งออกมูลค่า 10,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 42.6% แต่หากหักการส่งออกทองคำจะมีมูลค่า 4,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 2.6%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






