
‘ทองคำ’ขาลงเฟดกดดัน จับตาเดือนธันวาคม ผู้ค้าเชื่อไม่หลุด 2 หมื่นบาท
ผู้ค้าทองมองเฟดเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยกดดันราคาร่วงหนัก “แม่ทองสุก” ชี้ช่วงขาลงอีกเป็นเดือน ระบุหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยพฤศจิกายนทองจะปรับตัวขึ้นช่วงปลายปี แต่หากขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะซึมยาว ด้าน“วายแอลจี” เชื่อราคาไม่น่าหลุด 2 หมื่น วางกรอบปลายปีที่ 1.98-2.24 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
[caption id="attachment_104964" align="aligncenter" width="700"]
ราคาทองคำโลกย้อนหลัง 1 ปี[/caption]
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทองคำในช่วงนี้เป็นช่วงขาลงอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าจะเป็นไปในลักษณะดังกล่าวประมาณ 1 เดือน ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความคิดเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา ที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในทิศทางที่ค่อนข้างเจาะจงว่า การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีได้
ทั้งนี้จากความคิดเห็นดังกล่าวของคณะกรรมการที่ออกมา ทำให้ตลาดเกิดความกังวล และตอบรับกับกระแสแรงกดดันดังกล่าว โดยทุกตลาดต่างได้รับแรงกดดันที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ที่ปรับตัวลดลงประมาณ 3-5% ส่วนตลาดทองคำปรับลดลง 3% ขณะที่ตลาดโลหะเงิน (Silver) ปรับตัวลดลง 5% ดังนั้น จึงทำให้ในภาพรวมของตลาดทองคำเป็นทิศทางขาลง โดยเชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางดังกล่าวอีกนานตามสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
“คาดว่าราคาทองคำในประเทศจะมีแนวรับที่ประมาณ 20,700 บาทต่อบาททองคำ”
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้นั้น ยังคงเป็นเรื่องการดำเนินนโยบายของเฟดว่าจะมีการขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเมื่อใด หากมีการขยับขึ้นในช่วงของการประชุมเดือนพฤศจิกายน ราคาทองคำก็จะปรับตัวลดลง แต่จะสามารถปรับตัวขึ้นมาได้ในช่วงปลายปี หากเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายนราคาทองคำก็จะเป็นไปในลักษณะซึมยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการประชุมของเฟด หลังจากนั้นก็จะต้องดูว่าการดำเนินนโยบายของเฟดจะเป็นอย่างไร
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนทองคำมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนก็จะต้องดูว่าทิศทางของราคาทองจะเป็นอย่างไร หากเป็นช่วงขาขึ้นก็ให้เล่นตามกลยุทธ์ขาขึ้น แต่หากเป็นทิศทางขาลงก็ให้ใช้กลยุทธ์แบบขาลง
“การลงทุนทองคำแตกต่างกับการลงทุนในหุ้น ซึ่งหากหุ้นบริษัทใดไม่ดีก็ไปซื้อหุ้นอีกบริษัทที่ดีกว่าได้ แต่การลงทุนทองคำหากทองไม่ดีก็ต้องปรับตัวตามทิศทางของราคาทองคำ โดยกลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็คือการเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ไวตามทิศทางของราคา” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว
สอดคล้องกับความคิดเห็นของนางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ที่มองว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงนี้มาจากปัจจัยเรื่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ค่อนข้างจะมีความชัดเจนว่าจะมีการปรับขึ้นภายในปีนี้ ทำให้นักลงทุนต่างเทขายทำกำไรออกมา เพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้น หรือเรียกว่าเป็นการโยกย้ายเงินลงทุน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัจจัยทางด้านเทคนิค ซึ่งเมื่อราคาหลุดจาก 1,285 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ (21,200 บาทต่อบาททองคำ) จึงทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการปรับลดลงดังกล่าวจะมีระยะเวลาไม่ยาวมากนัก โดยคาดว่าราคาทองไม่น่าจะลดลงไปมากกว่า 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ (20,000 บาทต่อบาททองคำ) ซึ่งแนวรับคาดว่าจะอยู่ระดับราคาประมาณ 2 หมื่น-2.1 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ หากเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นราคาทองคำที่ 2.1 หมื่นบาท สามารถขายได้เพื่อทำกำไร และเข้าซื้อได้เมื่อราคาอยู่ระดับราคา 2 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ขณะที่การลงทุนระยะกลางจนถึงระยะยาวมองว่าทองคำยังดูดี และสามารถเข้าซื้อเก็บได้
ส่วนปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อราคาทองคำในปัจจุบันจนถึงสิ้นปีนี้นั้น ยังมองว่าเป็นเรื่องของการดำเนินนโยบายของเฟด และกรณีของดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ซึ่งหากสถานการณ์ของดอยซ์แบงก์ออกมาไม่ดีก็จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำในฐานะของสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาทองคำจนถึงสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.98-2.24 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_104964" align="aligncenter" width="700"]
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทองคำในช่วงนี้เป็นช่วงขาลงอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าจะเป็นไปในลักษณะดังกล่าวประมาณ 1 เดือน ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความคิดเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา ที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในทิศทางที่ค่อนข้างเจาะจงว่า การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีได้
ทั้งนี้จากความคิดเห็นดังกล่าวของคณะกรรมการที่ออกมา ทำให้ตลาดเกิดความกังวล และตอบรับกับกระแสแรงกดดันดังกล่าว โดยทุกตลาดต่างได้รับแรงกดดันที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ที่ปรับตัวลดลงประมาณ 3-5% ส่วนตลาดทองคำปรับลดลง 3% ขณะที่ตลาดโลหะเงิน (Silver) ปรับตัวลดลง 5% ดังนั้น จึงทำให้ในภาพรวมของตลาดทองคำเป็นทิศทางขาลง โดยเชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางดังกล่าวอีกนานตามสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
“คาดว่าราคาทองคำในประเทศจะมีแนวรับที่ประมาณ 20,700 บาทต่อบาททองคำ”
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้นั้น ยังคงเป็นเรื่องการดำเนินนโยบายของเฟดว่าจะมีการขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเมื่อใด หากมีการขยับขึ้นในช่วงของการประชุมเดือนพฤศจิกายน ราคาทองคำก็จะปรับตัวลดลง แต่จะสามารถปรับตัวขึ้นมาได้ในช่วงปลายปี หากเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายนราคาทองคำก็จะเป็นไปในลักษณะซึมยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการประชุมของเฟด หลังจากนั้นก็จะต้องดูว่าการดำเนินนโยบายของเฟดจะเป็นอย่างไร
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนทองคำมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนก็จะต้องดูว่าทิศทางของราคาทองจะเป็นอย่างไร หากเป็นช่วงขาขึ้นก็ให้เล่นตามกลยุทธ์ขาขึ้น แต่หากเป็นทิศทางขาลงก็ให้ใช้กลยุทธ์แบบขาลง
“การลงทุนทองคำแตกต่างกับการลงทุนในหุ้น ซึ่งหากหุ้นบริษัทใดไม่ดีก็ไปซื้อหุ้นอีกบริษัทที่ดีกว่าได้ แต่การลงทุนทองคำหากทองไม่ดีก็ต้องปรับตัวตามทิศทางของราคาทองคำ โดยกลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็คือการเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ไวตามทิศทางของราคา” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว
สอดคล้องกับความคิดเห็นของนางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ที่มองว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงนี้มาจากปัจจัยเรื่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ค่อนข้างจะมีความชัดเจนว่าจะมีการปรับขึ้นภายในปีนี้ ทำให้นักลงทุนต่างเทขายทำกำไรออกมา เพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้น หรือเรียกว่าเป็นการโยกย้ายเงินลงทุน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัจจัยทางด้านเทคนิค ซึ่งเมื่อราคาหลุดจาก 1,285 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ (21,200 บาทต่อบาททองคำ) จึงทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการปรับลดลงดังกล่าวจะมีระยะเวลาไม่ยาวมากนัก โดยคาดว่าราคาทองไม่น่าจะลดลงไปมากกว่า 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ (20,000 บาทต่อบาททองคำ) ซึ่งแนวรับคาดว่าจะอยู่ระดับราคาประมาณ 2 หมื่น-2.1 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ หากเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นราคาทองคำที่ 2.1 หมื่นบาท สามารถขายได้เพื่อทำกำไร และเข้าซื้อได้เมื่อราคาอยู่ระดับราคา 2 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ขณะที่การลงทุนระยะกลางจนถึงระยะยาวมองว่าทองคำยังดูดี และสามารถเข้าซื้อเก็บได้
ส่วนปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อราคาทองคำในปัจจุบันจนถึงสิ้นปีนี้นั้น ยังมองว่าเป็นเรื่องของการดำเนินนโยบายของเฟด และกรณีของดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ซึ่งหากสถานการณ์ของดอยซ์แบงก์ออกมาไม่ดีก็จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำในฐานะของสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาทองคำจนถึงสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.98-2.24 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






