thansettakij
thansettakij
อัพจีดีพีปี60 โตเกิน 3% ลุ้นเอกชนขยับลงทุน

อัพจีดีพีปี60 โตเกิน 3% ลุ้นเอกชนขยับลงทุน

12 ต.ค. 59 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ธ.ค. 59 | 13:37 น.
นักเศรษฐศาสตร์ จับตาเศรษฐกิจปี 60 พลิกโตเกิน 3% รอเครื่องจักรการลงทุนภาคเอกชนทำงาน หลังภาครัฐทยอยปูทางล่วงหน้า ค่าย “ทีเอ็มบี” ลั่นจีดีพีโตได้ 3.5% ภายใต้เอกชนลงทุนขยายตัว 2% อย่าหวังพึ่งรัฐขาเดียว เหตุโตแบบกระจุกตัว ด้าน “กสิกรไทย” รอโครงการพีพีพีช่วยผลักโต3.3% ส่วน “เอสเอชบีซี” ระบุ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหนุนการบริโภคเพิ่ม-ภาระหนี้ครัวเรือนลด

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงเดิมที่ 3.2% สอดคล้องธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์)ประจำสำนักงานประเทศไทย ระบุจีดีพีปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้ที่ระดับ 3.1% ซึ่งเป็นอัตราต่อเนื่องจากปีนี้ (ปรับประมาณการปีนี้ขยายตัว 3.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 2.5%) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3สถาบัน(สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,สมาคมธนาคารไทย) มองเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่องคาดจะเติบโตได้ 3.5-4.0%

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ในปี 2560 ธนาคารประเมินว่าจีดีพีจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 3.5% จากปีนี้อยู่ที่ 3.3% (จากเดิมคาดปีนี้จะขยายเพียง 2.8%) โดยปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2560 หลักๆ ยังคงมาจากการลงทุนภาครัฐและการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ และรถไฟรางคู่ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 2 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการบริโภคภาคเอกชนมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น สะท้อนได้จากการบริโภคสินค้าคงทนเริ่มกลับมาและรายได้เกษตรกรมีแนวโน้มดีขึ้น จากปัจจัยผลผลิตและภัยแล้งที่คลี่คลายลง ประกอบกับหากมีการเลือกตั้งเข้ามาจะเป็นตัวดึงความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้มีการลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการดึงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดี เพราะการลงทุนภาคเอกชนมีสัดส่วน 20% ของจีดีพี ดังนั้น หากการลงทุนภาคเอกชนสามารถขยายตัวได้ในระดับ 2% จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามคาดที่ระดับ 3.5%

ขณะที่ภาคการส่งออกมีทิศทางพลิกกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยมีการเติบโตอยู่ที่ 2.3% จากปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวติดลบอยู่ที่ 1.8% โดยส่วนที่ขยายตัวได้ดีมาจากการส่งออกไปยังกลุ่ม CLMV ที่มีสัดส่วนประมาณ 11% ของการส่งออกทั้งหมด จะเป็นตัวดึงการส่งออกให้ขยายตัว ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการส่งออกเติบโตแล้วกว่า 7% คาดว่าปีหน้าจะสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 10% โดยยังเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก ขณะที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา มีความไม่แน่นอนสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายหลังการเลือกตั้งตามประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งอาจจะมีผลต่อการกีดกันทางการค้าได้ ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตที่ยังอยู่ในหมวดสินค้าเดิม

สอดคล้องกับดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2560 คงไม่แตกต่างจากเศรษฐกิจไทยมากนัก โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.5% โดยจีนจะขยายตัวที่ 6.3% สหรัฐฯ 2% ยูโรโซน 1.5% และญี่ปุ่นอยู่ที่ 1% โดยจะเห็นว่าเศรษฐกิจยูโรโซนและญี่ปุ่นยังฟื้นตัวไม่ดี โดยจะเห็นการใช้นโยบายการเงินการคลังลำบากมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยระยะสั้นที่ต้องติดตาม คือเรื่องการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามาผลกระทบต่อไทยทางอ้อม ทั้งนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าเสรี และการเมืองที่จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันสุดขั้วของทั้ง 2 ผู้ชิงตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายการเงินของต่างประเทศ จะเริ่มเห็นบางประเทศกำลังจะขึ้นดอกเบี้ย และบางประเทศขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ เช่น ธนาคารกลางประเทศจีน (PBOC) ที่ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ย แต่หันมาใช้ลดค่าเงินแทน หรือจะเห็นธนาคารกลางยูโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ต่อไป ทำให้ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางมีน้อยลง และความแตกต่างของนโยบายการเงินที่จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อนโยบายการเงินของไทย ที่คาดว่าทั้งปีจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% และจะมีการปรับขึ้นภายในกลางปีหน้า

“ปัจจัยที่ต้องติดตามว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นกลับมาจริงหรือไม่ และถ้ายูโรโซนมีการเลือกตั้งจะทำให้การลงทุนอาจจะเกิดขึ้นยาก ส่วนจีนที่น่าเป็นห่วงเรื่องของเงินกู้รวมทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องคาดว่าภายในปี 60 จะแตะ 300% จากปีนี้อยู่ที่ 200% ส่วนกระแสเงินร้อน หรือ Hot Money ที่จะเข้ามาสร้างความผันผวนในไทย ส่วนใหญ่จะไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นเพื่อหวังเก็งกำไรเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม”

ด้านดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 มีการขยายตัวใกล้เคียงกับปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 3.3% โดยแรงส่งยังมาจากการลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่จะเห็นการเร่งโครงการออกมาภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ หรือโครงการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่จะมาเป็นตัวกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้น เพราะหากดูงบประมาณ 2.73 ล้านล้านบาท เทียบกับปีงบประมาณปี 2559 ถือว่าไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้น การกระตุ้นภาคเอกชนให้มีการลงทุนจะเป็นตัวฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ ภายใต้การท่องเที่ยวที่คาดว่าจะชะลอตัวลง เพราะฐานที่สูงในปีนี้

[caption id="attachment_104976" align="aligncenter" width="335"] นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย[/caption]

นางสาวนลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทยระบุว่า ธนาคารเอชเอสบีซี ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2559 และ 2560 ไว้ที่ระดับ 2.8% โดยมองว่ามีทั้งปัจจัยความเสี่ยงด้านลบและด้านบวกที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยความเสี่ยงด้านลบ อาทิ การส่งออกอาจจะดีขึ้นเพียงช่วง 1-2 เดือน แล้วชะลอลงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน หรือเมื่อความต้องการช่วงก่อนเทศกาลเริ่มหมดลง ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตรหลักที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนภาครัฐในโครงการใหม่ๆบางส่วนอาจจะล่าช้าและเลื่อนไปช่วงต้นปี 60 ผลกระทบจากการจัดระเบียบทัวร์จีนแค่ระยะสั้น สำหรับความเสี่ยงด้านบวก ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการบริโภคและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรน่าจะส่งผลให้การอุปโภคบริโภคขยายตัวต่อเนื่อง

ต่อข้อถามเรื่องข้อเสนอปรับค่าจ้างนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหลายบริษัทจะให้ค่าจ้างที่สูงกว่าขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำมีโอกาสส่งผลกระทบต่อทุกสาขาทุกตำแหน่ง ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และปรับขึ้นราคาสินค้าลำบากในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแกร่ง จึงคาดว่าการเพิ่มค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อกำไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาแรงงานมาก และมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี คาดว่าการเพิ่มค่าแรงจะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้จาก 2 ทาง คือ ด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้น และโอกาสลดภาระหนี้ส่วนตัว/ ครัวเรือนลง แต่ด้านเงินเฟ้อโดยรวม คาดว่าไม่น่าได้รับผลกระทบมาก เพราะหลายธุรกิจยังต้องพึ่งพามาตรการ ลด แลก แจก แถม ในการเพิ่มยอดขาย และไม่สามารถเพิ่มราคาได้ง่ายในช่วงนี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline