thansettakij
thansettakij
เร่งสปีดปั้น‘เฮาส์แบรนด์’ ‘โรบินสัน/เซ็นทรัล ฟู้ดฯ’เพิ่มพอร์ตกวาดทุกเซ็กเมนต์

เร่งสปีดปั้น‘เฮาส์แบรนด์’ ‘โรบินสัน/เซ็นทรัล ฟู้ดฯ’เพิ่มพอร์ตกวาดทุกเซ็กเมนต์

11 ต.ค. 59 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ต.ค. 59 | 09:34 น.
สบช่องสินค้าเฮาส์แบรนด์ / เอ็กซ์คลูซีฟ แบรนด์โตแรง "โรบินสัน" เร่งพัฒนาสินค้าป้อนตลาดหวังเพิ่มสัดส่วนเป็น 11% ภายในปี 2563 พร้อมเดินหน้าสร้างแบรนด์เติบโตระยะยาว ขณะที่ "เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทล" เปิดแผนปั้นมาตรฐานเทียบเท่าสินค้าเจ้าตลาด เดินหน้าเพิ่มไลน์และแบรนด์ใหม่ กวาดตลาดลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ เล็งปีหน้าเพิ่มแบรนด์ระดับซูเปอร์พรีเมียมเสริมพอร์ต หวัง 3-5 ปีได้สัดส่วนยอดขาย 15-20% พร้อมขยายตลาดต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน

นายอนวัช สังขะทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันกลุ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพบว่าผู้บริโภคคนไทยให้การยอมรับกับสินค้าเฮาส์แบรนด์มากขึ้น เพราะมีคุณภาพเทียบเคียงกับสินค้าที่มีแบรนด์ โดยโรบินสันเองมีนโยบายที่จะเพิ่มมูลค่าทางการตลาด ด้วยการพัฒนาแบบสินค้าขึ้นเอง โดยมีความแตกต่างจากสินค้าที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด รวมทั้งการสรรหาสินค้าใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีรูปแบบน่าสนใจ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความหลากหลายและสร้าง ความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยวางจำหน่ายเฉพาะที่ห้าง โรบินสัน ในทุกสาขาทั่วประเทศ เท่านั้น (Only @ Robinson)

"ที่ผ่านมาพบว่าสินค้าในกลุ่มเฮาส์แบรนด์ มีสัดส่วนยอดขายราว 9 % และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ แบรนด์ มีสัดส่วน 3 % ของยอดขายรวม และคาดว่าในปี 2563 แต่ละกลุ่มสินค้าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 11% ทั้งนี้สินค้าเฮาส์แบรนด์ที่ได้รับความนิยมได้แก่ สินค้าตกแต่งบ้าน กลุ่มสินค้า Decorative กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และ เครื่องครัว ของใช้ภายในบ้าน รองลงมาจะเป็นกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น แบรนด์ Pacific Union กระเป๋าเดินทาง Robinson Luggage และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ แบรนด์ ได้แก่ รองเท้า payless , babyshop และ Claire เป็นต้น"

ด้านกลยุทธ์การทำตลาดบริษัทมุ่งพัฒนาสินค้า ในกลุ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ ซึ่งเน้นในเรื่องราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ คุณภาพสินค้า เน้นสร้างยูนิคให้สินค้า พร้อมเน้นในเรื่อง การสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness) ผ่านกิจกรรมและสื่อประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ การจัดวางตำแหน่งสินค้าก็เป็นอีกวิธีที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ ถ้าตั้งในจุดที่น่าสนใจ ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นในตลาด รวมถึงการเพิ่มสินค้าเพื่อให้ครบทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ที่มีความต้องการหลากหลายมากขึ้น

สำหรับสินค้าเฮาส์แบรนด์ของโรบินสัน ประกอบไปด้วย กลุ่มสินค้า แบรนด์สินค้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องนอน แบรนด์ Cuizimate และ Robinson*Home แฟชั่นและเสื้อผ้าสตรี แบรนด์ F.O.F , Ohayo รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับสตรี แบรดน์ F.O.F เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายชาย แบรนด์ Pacific Union , Snap , Otoko สินค้าเด็กแบรนด์ F.O.F , Snap และกระเป๋าเดินทาง แบรนด์ Robinson Luggage นอกจากนี้ยังมีสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ อินเตอร์เนชันนัล แบรนด์ ซึ่งเป็นสินค้าแบรนด์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงและผลิตในต่างประเทศ และนำเข้ามาจำหน่ายเฉพาะในห้างโรบินสันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีสินค้า แบรนด์สินค้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับสตรี Claire’s Payless ShoeSource สินค้าเด็ก Babyshop เครื่องสำอาง Mades Cosmetic , Yves Rocher เปิดเฉพาะในโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ และแบรนด์ แอโรโพสทอล เสื้อผ้าสุดฮิพติดลมในกลุ่มวัยทีนอเมริกา

"ปัจจุบันตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์ในประเทศไทยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และยังมีโอกาสขยายตัวได้ อีกมาก ด้วยการพัฒนาการของสินค้าเฮาส์แบรนด์ และการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ประกอบการ ส่งผลให้สินค้าเฮาส์แบรนด์ในประเทศไทยในปัจจุบันมีความแตกต่างและหลากหลายมากขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและ คุณภาพ จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในยุคนี้"

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ ท็อปส์ ซูเปอร์คุ้ม และผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่พัฒนาขึ้นมาเอง (Own Brand/House Brand) อาทิ มายช้อยส์ (My Choice) และท็อปส์ (Tops) เป็นต้น กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจสินค้าที่บริษัทเป็นผู้พัฒนาขึ้นเอง หรือสินค้า Own Brand ว่า ได้ใช้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม คุณภาพและความสดใหม่ เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐานเท่ากับหรือดีกว่าสินค้าแบรนด์ต่างๆ ที่วางจำหน่าย โดยการคัดเลือกผู้ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล ทั้งโรงงานผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าโอนแบรนด์ที่จัดจำหน่ายอยู่ด้วยกัน 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ มายช้อยส์ (My Choice) ท็อปส์ (Tops) สมาร์ทเตอร์ (Smarter) และ ถูกใจ (Love the Value) ซึ่งถือว่าครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและมีสินค้าจำหน่าย แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหารสด สัดส่วน 35% กลุ่มอาหาร สัดส่วน 20% กลุ่มสินค้าของใช้ในครัวเรือน สัดส่วน 25% และกลุ่มสุขภาพและความงาม 20% รวมสินค้ากว่า 3,000 รายการ โดยแผนธุรกิจในปีหน้าได้เตรียมเพิ่มแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ในระดับซูเปอร์พรีเมียมออกมาทำตลาด ซึ่งเป็นสินค้าประเภทอาหาร ขณะเดียวกันมีสินค้าใหม่ในแบรนด์ต่างๆ ที่เตรียมวางจำหน่ายอีกกว่า 100 รายการ

"ในตลาดต่างประเทศสินค้าโอนแบรนด์หรือที่บางบริษัทจะเรียกสินค้าเฮาส์แบรนด์ มีสัดส่วนยอดขายมากถึง 30% ของตลาด ซึ่งตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีก รวมถึงยังมีกลุ่มสินค้าอีกหลายอย่างที่จะพัฒนาเป็นสินค้าโอนแบรนด์ได้ ที่บริษัทมองอยู่จะเป็นกลุ่มเฮลธ์แอนด์บิวตี้ และกลุ่มแอ็กเซสซอรี กลุ่มเฮลธ์แอนด์เวลเนส อาทิ สำลี พัฟ แปรงผม อาหารเสริม สินค้ากลุ่มชูการ์ฟรี โลว์ชูการ์ หรือโลว์แคลลอรี และกลุ่มออร์แกนิก เนื่องจากผู้บริโภคจะมีแบรนด์ลอยัลตีน้อยกว่าสินค้ากลุ่มอื่น"

สำหรับสินค้าโอนแบรนด์ของบริษัทปัจจุบันมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวม ซึ่งบริษัทได้วางเป้าหมายสร้างการเติบโตของสินค้าโอนแบรนด์ในระยะ 3 ปีจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 15% และในระยะ 5 ปีจะมีสัดส่วนเป็น 20% ของรายได้รวม ซึ่งแนวทางการผลักดันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ยังคงใช้กลยุทธ์เดิมที่วางไว้ คือ การเน้นในเรื่องคุณภาพสินค้า และนวัตกรรม โดยจะมีสินค้าใหม่และแบรนด์ใหม่ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตลาดไปยังช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น การขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เช่น เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ตลาดร้านค้าโชวห่วยในต่างจังหวัด และร้านค้าในเครือเซ็นทรัลแบรนด์อื่นๆ ด้วย

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการทำตลาดเพื่อสร้างยอดขายและทำให้เกิดการรับรู้กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และกิจกรรม ณ จุดขาย การจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในเครือเซ็นทรัล และการใช้ฐานบัตรสมาชิกผู้ถือบัตรเดอะ วันการ์ด มาจัดรายการส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ถือบัตรอยู่กว่า 12 ล้านใบ และมีจำหน่วนสมาชิกผู้ถือบัตรกว่า 70% ที่เข้ามาซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยอดขายสินค้าโอนแบรนด์ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 20-30% ปัจจุบันมียอดซื้อเฉลี่ยต่อบิล 200 บาท

บริษัทมีสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ต่างๆ รวม 189 แห่ง ที่เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าโอนแบรนด์ ได้แก่ ท็อปส์ มาร์เก็ต จำนวน 85 แห่ง เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ จำวน 8 แห่ง อีทไทย จำนวน 1 แห่ง ซูเปอร์คุ้ม 40 แห่ง ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ 2 แห่ง และท็อปส์ เดลี่ 53 แห่ง

นางสาวภัทรพร กล่าวอีกว่า สินค้าเฮาส์แบรนด์และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ที่จำหน่ายในช่องทางค้าปลีกปัจจุบันมีมูลค่า 6,400 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7% จากปีที่ผ่านมามีมูลค่า 5,900 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารค้าปลีกแบรนด์ต่างๆ พยายามที่จะหาสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ หรือพัฒนาสินค้าเฮาส์แบรนด์ขึ้นมา เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงเป็นการขยายโอกาสทางการตลาด จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่เน้นการจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรด์ที่มีราคาต่ำกว่าแบรนด์ทั่วไปที่วางจำหน่าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline