
พืชไร่-นาข้าวท่วมซ้ำแล้งกรมชลฯเล็งผันน้ำเข้าแก้มลิงอยุธยา 3แสนไร่กลางต.ค.นี้
รัฐ-เอกชน-เกษตรกรผวา !น้ำท่วมถล่มซ้ำวิกฤติภัยแล้งฉุดผลผลิตพืชไร่-นาข้าวเสียหาย กระทบเศรษฐกิจภาพรวมประเทศ กรมชลยืดอกไม่ซ้ำรอยปี 2554 เร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่มวลน้ำเหนือก้อนใหญ่กำลังมา กลางเดือนตุลาคม ชะลอเข้าพักทุ่งแก้มลิง 3แสนไร่ 3พื้นที่ ป่าโมกข์-ผักไห่ /ผักไห่ /บางบาล ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยเจรจาชาวบ้านพร้อมให้เร่งเก็บเกี่ยว
ผลพวงจากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมายังพื้นล่างประกอบกับช่วงมรสุมมีฝนตกหนักในปริมาณมากนับตั้งตั้งแต่ช่วง สิงหาคม - ตุลาคม 2559 ส่งผลให้ภาคเหนือตอนล่างได้รับผลกระทบ และ ภาคกลางตอนบนอยู่ระหว่างลุ้นกันว่า จะไม่ซ้ำรอยเหมือนกับทางภาคเหนือนั้น
ต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากกรมชลประทานเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า กลางเดือนตุลาคมนี้ หากน้ำเหนือไหลบ่ามาสมทบประกอบกับยังมีปริมาณฝน กรมจะชะลอน้ำไว้ที่ทุ่งแก้มลิง 3 แสนไร่ 3 พื้นที่ ฝั่งตะวันตก ทุ่งป่าโมกข์-ผักไห่ 5 หมื่นไร่ จังหวัดอ่างทอง ทุ่งผักไห่ 1.5 แสนไร่ ทุ่งบางบาล 27,450 ไร่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ทางตอนล่างก่อนถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งล่าสุดกระทรวงมหาดไทยเจรจากับชาวบ้านแล้ว
ขณะเดียวกันให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเร็ว ซึ่งมองว่าไม่น่าจะทบมากเพราะที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ได้ทำนามา2ปีเพราะภัยแล้งแต่เพิ่งจะมาลงทุน ขณะเดียวกันเขื่อนภูมิพลปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้อยมีความจุ 6,190 ล้านลูกบาศก์เมตรแต่มีเพียง ปริมาณน้ำน้อย เพียง 1% หรือ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรซึ่งใช้ได้เฉพาะอุปโภค-บริโภคเท่านั้น
นายบรรเจิด สุริย์จามร ประธานหอการค้าจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างท่อง เปิดเผยว่า เอกชน เกษตรกร รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ต่างลุ้น เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยเหมือนกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อาทิ จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ฯลฯ ซึ่งหาก ไม่สามารถรับมือได้ จะมีผลกระทบซ้ำเติมภัยแล้งที่มีต่อเกษตรกรเพราะ ปีนี้ เกษตรกรต่างลงทุนเพื่อสร้างผลผลิต ต่างจากปี 2558ที่ต่างชะลอหนีปัญหาภัยแล้ง อย่างไรก็ดีเชื่อว่ากรมชลประทานสามารบริหารจัดการน้ำเหนือที่กำลังจะมาถึงได้
นายเรืองชัย ลิ้มบูรณพันธ์ ประธานหอการค้าจังหวัด อ่างทองกล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นแต่โดยภาพรวมพื้นที่เกษตรของจังหวัดอ่างทองยังไม่กระทบ มี บางพื้นที่เท่านั้นที่มีน้ำท่วมขัง อาทิ บางโผงเผง ป่าโมก ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดีหาก มีพายุ เกิดขึ้นอีกละลอก ก็จะ เกิดความเสียหายตามมา
"ฐานเศรษฐกิจ"สำรวจพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรี พบ นายพศิน โกมลวิชญ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีเผยว่าหลังจากที่กรมชลประทานได้ปล่อยน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจ.ชัยนาทในอัตรา 1,853 ลูกบาศก์เมตร /วินาที ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งในบางพื้นที่ส่งผลให้เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร(นาข้าว)ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี อำเภออินทร์บุรี และ อำเภอท่าช้าง จำนวน 192หลังคาเรือน พื้นที่เกษตรเสียหาย 14,090 ไร่ตลอดจนยังเข้าท่วมบ่อเลี้ยงปลาของเกษตรกรจนเสียหาย 49 ไร่ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เผยว่า ราษฎรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 26,168 ครัวเรือน 78,397 คน ที่อยู่อาศัยเสียหายบางส่วนประมาณ 4,254 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 248,380 ไร่ แยกเป็นนาข้าว205,124 ไร่ พืชไร่ 33,319 ไร่ พืชสวน 9,937 ไร่ ซึ่งหากระดับน้ำลดลง สำนักงานเกษตรจังหวัดจะได้สำรวจและประเมินค่าความเสียหายต่อไป
สำหรับการแก้ไขที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่การปรับปรุง ขุดลอกตะกอนดินในบึงบอระเพ็ดเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำโดยการขุดตะกอนดิน จำนวน 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามแผนการฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด ระยะที่ 1 ปี 2559 และระยะที่ 2 จะขุดตะกอนดินอีก 18 ล้านไร่ ในพื้นที่ 1,600 ไร่ คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบึงบอระเพ็ด ซึ่งในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาบึงบอระเพ็ดมีปริมาณน้ำไม่ถึง 10 ล้านลูกบาศก์เมตรจากความจุประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ระดับเก็บกัก +23.28 เมตร (รทก.) ล่าสุดมีปริมาณน้ำไหลเข้าเต็มพื้นที่ทั้งจากฝั่งอำเภอชุมแสง ท่าตะโกและจากแม่น้ำน่านผ่านคลองบอระเพ็ด ทั้งนี้หากปริมาณฝนลดลง หลายพื้นที่ต้องรีบเร่งระบายน้ำเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน
ขณะที่ชาวนาที่ประสบภัยแล้งและน้ำท่วมจากจังหวัดพิษณุโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลเศรษฐกิจปลายปีกำลังซื้อหดหาย ขณะที่เกษตรจังหวัดพิษณุโลกประเมินผลน้ำท่วมรอบนี้ จ.พิษณุโลก มีนาข้าวเสียหายมาถึง 60,000 ไร่ คิดเป็นวงเงิน กว่า 70 ล้านบาท เกษตรกรเดือดร้อน 5,700 ราย
เรื่องนี้ นายวีระชัย สายต่างใจ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สาเหตุของพื้นที่นาข้าวเสียหายมาก เพราะปกติ ชาวนาจะลงมือทำนาในช่วงเดือนเมษายน เก็บเกี่ยวเสร็จ เดือนกรกฎาคมพอดีก่อนน้ำมา แต่มีน้ำน้ำแล้ว เกษตรกรรอน้ำทำนา ทำให้ข้าวในนาช่วงนี้จึงเป็นข้าวที่กำลังตั้งท้อง และออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว ก็เกี่ยวหนีน้ำไม่ทันจมอยู่ใต้หมด ซึ่งตัวเลขความเสียหายที่จะได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้กว่า 70 ล้านบาท แบ่งเป็นการช่วยเหลือชดเชย นาข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ชดเชยให้ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวน ชดเชยไร่ละ 1,690 บาท
ในขณะที่ทางด้านนายณฐกร โซ่นจินดามณี ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมปีนี้ไม่ถือว่ารุนแรงเมื่อเทียบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งไม่น่ามีผลทางด้านเศรษฐกิจมากนักแต่อาจจะมีบ้างในภาคเกษตร แต่ในภาคอุตสาหกรรมไม่มีผล
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ผลพวงจากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมายังพื้นล่างประกอบกับช่วงมรสุมมีฝนตกหนักในปริมาณมากนับตั้งตั้งแต่ช่วง สิงหาคม - ตุลาคม 2559 ส่งผลให้ภาคเหนือตอนล่างได้รับผลกระทบ และ ภาคกลางตอนบนอยู่ระหว่างลุ้นกันว่า จะไม่ซ้ำรอยเหมือนกับทางภาคเหนือนั้น
ต่อเรื่องนี้แหล่งข่าวจากกรมชลประทานเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า กลางเดือนตุลาคมนี้ หากน้ำเหนือไหลบ่ามาสมทบประกอบกับยังมีปริมาณฝน กรมจะชะลอน้ำไว้ที่ทุ่งแก้มลิง 3 แสนไร่ 3 พื้นที่ ฝั่งตะวันตก ทุ่งป่าโมกข์-ผักไห่ 5 หมื่นไร่ จังหวัดอ่างทอง ทุ่งผักไห่ 1.5 แสนไร่ ทุ่งบางบาล 27,450 ไร่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ทางตอนล่างก่อนถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งล่าสุดกระทรวงมหาดไทยเจรจากับชาวบ้านแล้ว
ขณะเดียวกันให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเร็ว ซึ่งมองว่าไม่น่าจะทบมากเพราะที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ได้ทำนามา2ปีเพราะภัยแล้งแต่เพิ่งจะมาลงทุน ขณะเดียวกันเขื่อนภูมิพลปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้อยมีความจุ 6,190 ล้านลูกบาศก์เมตรแต่มีเพียง ปริมาณน้ำน้อย เพียง 1% หรือ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรซึ่งใช้ได้เฉพาะอุปโภค-บริโภคเท่านั้น
นายบรรเจิด สุริย์จามร ประธานหอการค้าจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างท่อง เปิดเผยว่า เอกชน เกษตรกร รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ต่างลุ้น เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยเหมือนกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อาทิ จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย ฯลฯ ซึ่งหาก ไม่สามารถรับมือได้ จะมีผลกระทบซ้ำเติมภัยแล้งที่มีต่อเกษตรกรเพราะ ปีนี้ เกษตรกรต่างลงทุนเพื่อสร้างผลผลิต ต่างจากปี 2558ที่ต่างชะลอหนีปัญหาภัยแล้ง อย่างไรก็ดีเชื่อว่ากรมชลประทานสามารบริหารจัดการน้ำเหนือที่กำลังจะมาถึงได้
นายเรืองชัย ลิ้มบูรณพันธ์ ประธานหอการค้าจังหวัด อ่างทองกล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นแต่โดยภาพรวมพื้นที่เกษตรของจังหวัดอ่างทองยังไม่กระทบ มี บางพื้นที่เท่านั้นที่มีน้ำท่วมขัง อาทิ บางโผงเผง ป่าโมก ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดีหาก มีพายุ เกิดขึ้นอีกละลอก ก็จะ เกิดความเสียหายตามมา
"ฐานเศรษฐกิจ"สำรวจพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรี พบ นายพศิน โกมลวิชญ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีเผยว่าหลังจากที่กรมชลประทานได้ปล่อยน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจ.ชัยนาทในอัตรา 1,853 ลูกบาศก์เมตร /วินาที ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งในบางพื้นที่ส่งผลให้เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร(นาข้าว)ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี อำเภออินทร์บุรี และ อำเภอท่าช้าง จำนวน 192หลังคาเรือน พื้นที่เกษตรเสียหาย 14,090 ไร่ตลอดจนยังเข้าท่วมบ่อเลี้ยงปลาของเกษตรกรจนเสียหาย 49 ไร่ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เผยว่า ราษฎรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 26,168 ครัวเรือน 78,397 คน ที่อยู่อาศัยเสียหายบางส่วนประมาณ 4,254 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 248,380 ไร่ แยกเป็นนาข้าว205,124 ไร่ พืชไร่ 33,319 ไร่ พืชสวน 9,937 ไร่ ซึ่งหากระดับน้ำลดลง สำนักงานเกษตรจังหวัดจะได้สำรวจและประเมินค่าความเสียหายต่อไป
สำหรับการแก้ไขที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่การปรับปรุง ขุดลอกตะกอนดินในบึงบอระเพ็ดเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำโดยการขุดตะกอนดิน จำนวน 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามแผนการฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด ระยะที่ 1 ปี 2559 และระยะที่ 2 จะขุดตะกอนดินอีก 18 ล้านไร่ ในพื้นที่ 1,600 ไร่ คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบึงบอระเพ็ด ซึ่งในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาบึงบอระเพ็ดมีปริมาณน้ำไม่ถึง 10 ล้านลูกบาศก์เมตรจากความจุประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ระดับเก็บกัก +23.28 เมตร (รทก.) ล่าสุดมีปริมาณน้ำไหลเข้าเต็มพื้นที่ทั้งจากฝั่งอำเภอชุมแสง ท่าตะโกและจากแม่น้ำน่านผ่านคลองบอระเพ็ด ทั้งนี้หากปริมาณฝนลดลง หลายพื้นที่ต้องรีบเร่งระบายน้ำเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน
ขณะที่ชาวนาที่ประสบภัยแล้งและน้ำท่วมจากจังหวัดพิษณุโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลเศรษฐกิจปลายปีกำลังซื้อหดหาย ขณะที่เกษตรจังหวัดพิษณุโลกประเมินผลน้ำท่วมรอบนี้ จ.พิษณุโลก มีนาข้าวเสียหายมาถึง 60,000 ไร่ คิดเป็นวงเงิน กว่า 70 ล้านบาท เกษตรกรเดือดร้อน 5,700 ราย
เรื่องนี้ นายวีระชัย สายต่างใจ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สาเหตุของพื้นที่นาข้าวเสียหายมาก เพราะปกติ ชาวนาจะลงมือทำนาในช่วงเดือนเมษายน เก็บเกี่ยวเสร็จ เดือนกรกฎาคมพอดีก่อนน้ำมา แต่มีน้ำน้ำแล้ว เกษตรกรรอน้ำทำนา ทำให้ข้าวในนาช่วงนี้จึงเป็นข้าวที่กำลังตั้งท้อง และออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว ก็เกี่ยวหนีน้ำไม่ทันจมอยู่ใต้หมด ซึ่งตัวเลขความเสียหายที่จะได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้กว่า 70 ล้านบาท แบ่งเป็นการช่วยเหลือชดเชย นาข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ชดเชยให้ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวน ชดเชยไร่ละ 1,690 บาท
ในขณะที่ทางด้านนายณฐกร โซ่นจินดามณี ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมปีนี้ไม่ถือว่ารุนแรงเมื่อเทียบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งไม่น่ามีผลทางด้านเศรษฐกิจมากนักแต่อาจจะมีบ้างในภาคเกษตร แต่ในภาคอุตสาหกรรมไม่มีผล
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






