
‘ขู่-ปลอบ’นายทุนเงินกู้เข้า‘พิโกไฟแนนซ์’
คลอด “พิโกไฟแนนซ์” ลุ้นดึงเจ้าหนี้เงินกู้เข้าระบบ รัฐเข้มต้องปล่อยกู้ไม่เกินเดือนละ 3% ห้ามข้ามเขต เตือนหากยังคิดดอกเบี้ยสูงเสี่ยงนอนคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสน หวังทยอยแก้หนี้นอกระบบปีละกว่า 2.5 แสนล้าน จากลูกหนี้นอกระบบกว่า 2.4แสนคน เอกชนเชื่อดึงดูดใจนายทุนเงินกู้ท้องถิ่น แต่ยังห่วงแอบแฝงเข้าระบบฟอกตัวแต่ยังทำบัญชี 2 เล่ม
จากกรณีที่ผ่านมา มีปัญหาเจ้าหนี้นอกระบบขึ้นเป็นระยะ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด แม้ได้ดำเนินโครงการแก้ปัญหามาก่อนหน้า ทั้งการตั้งคณะอนุกรรมการไกลเกลี่ยประนอมหนี้ระดับจังหวัด รวมถึงมีการส่งเสริมโครงการสินเชื่อประชาชนสุขใจ ดำเนินการโดยธนาคารออมสินและการเดินหน้าโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ โดยปล่อยสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างน่าพอใจ นั้น
[caption id="attachment_103798" align="aligncenter" width="335"]
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[/caption]
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)(4 ต.ค.2559) มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ถึงแนวทางการอนุมัติให้มีการจัดตั้ง Pico Finance หรือสินเชื่อขนาดเล็กระดับฐานราก เพื่อให้แก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ พร้อมมีบทกำหนดโทษ หากยังให้บริการโดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ คิดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 36 % ต่อปี จะต้องระวางโทษจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ถือเป็นโทษที่สูงกว่าเดิม 2 เท่า
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดำเนินการขอรับจัดตั้งเป็นสถานประกอบการในการปล่อยสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี หรือเฉลี่ย 3% ต่อเดือน โดยผู้ประกอบการที่สนใจจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจอยู่ภายในจังหวัดที่จดทะเบียนเท่านั้น ไม่สามารถเปิดให้บริการข้ามเขต ที่สำคัญผู้ประกอบการจะต้องปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้โดยไม่มีการใช้หลักประกันแต่อย่างใด
ทั้งนี้ รายงานข้อมูลพบว่า เดิมการแก้ไขหนี้นอกระบบจากโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ มีผู้ขอรับใบอนุญาตแล้ว 29 ราย เปิดให้บริการแล้ว 20 รายดำเนินการปล่อยกู้ให้กับผู้สนใจแล้ว 22,494 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 556 ล้านบาท ส่วนตัวเลขการเกิดปัญหาหนี้เสียยังไม่ได้รับรายงาน
ธ.ก.ส.-ออมสินแก้หนี้นอกระบบ
"ที่ผ่านมามีการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งคนที่มีรายได้ต่ำ เมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการใช้เงินด่วน จำเป็นต้องมีการใช้หลักทรัพย์มาค้ำประกัน ขณะที่โอกาสจะได้รับสินเชื่อของผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้กู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น มาตรการสินเชื่อพิโคไฟแนนซ์จะได้รับการตอบรับจากผู้สนใจ"
นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ตั้งบิสซิเนสยูนิตในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะโดยให้ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ได้รับการผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติมากกว่าปกติ รวมถึงหน่วยงานดังกล่าวจะต้องมีหน้าที่ในการช่วยไกล่เกลี่ยพร้อมประนีประนอม รวมถึงแก้ปัญหานี้ ให้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ย้อนกลับ สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันพบว่า มีผู้ที่ใช้บริการผู้ยืมหนี้นอกระบบสูงถึง 1.2 ล้านคน คิดเป็นมูลหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาท
ดังนั้น โครงการสินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ จึงกำหนดเป้าแต่ละปีจะต้องช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบคิดเป็นจำนวน 20% หรือประมาณ 2.4 แสนคน วงเงินมูลหนี้ต่อปีประมาณ 2.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดีมติครม.กำหนดให้ทั้ง 2 ธนาคาร คือ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินดำเนินการแยกบัญชีในการแก้ไขหนี้นอกระบบนี้ออกจากบัญชีปกติ โดยจะไม่นับรวม เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐ หรือ PSA (Public Service Account) ซึ่งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่เกิดจากโครงการดังกล่าวจะไม่นำไปคิดรวมอยู่ในแนวทางการบริหารจัดการตลอดจนผลงานการดำเนินงานของธนาคารทั้งสองแห่งแต่อย่างใด
"ไทยเอชฯ"เชื่อจูงใจเจ้าหนี้ท้องถิ่น
ต่อเรื่องนี้นายคณิตเชษฐ์ วัยอัศว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยเอช แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า นโยบายการจัดตั้งพิโค ไฟแนนซ์ ถือเป็นแก้ปัญหาจากอุปสรรคเดิม จากกรณีนานาไฟแนนซ์ที่ระบุทุนจดทะเบียนต้องไม่น้อยกว่า50 ล้านบาทซึ่งทำให้เจ้าหนี้นอกระบบที่เป็นรายย่อย ไม่มีใครเข้ามา อย่างไรก็ดี นอกเหนือเรื่องทุนจดทะเบียน ซึ่งที่เจ้าหนี้นอกระบบนำมาเป็นประเด็นพิจารณา ยังขึ้นอยู่กับเพดานอัตราดอกเบี้ยด้วย เพราะต้องทำตามกฎหมายแล้ว โดยจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่เคยได้รับเดือนละ10% ต้องมาเหลือ 3% ทั้งยังถูกเสี่ยงให้ต้องเอ็กเรย (ตรวจสอบ)เข้ามาอยู่ในระบบกฎหมาย จึงผู้ที่จะเข้ามาอาจพิจารณาแล้วว่าไม่คุ้ม
"มาตรการที่ออกมา ก็น่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ในระดับหนึ่ง ถือเป็นก้าวแรก ซึ่งคิดว่าน่าจะมีเจ้าหนี้นอกระบบ ยื่นความสนใจ แต่จะมากหรือน้อยยังตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยประโยชน์ที้ได้รับคือ การดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย สามารถให้บริการลูกค้าในพื้นที่จากเกณฑ์ของทางการที่ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ขอใบอนุญาตจัดตั้งต้องอยู่ในพื้นที่ ๆที่เปิดให้บริการลูกค้า ไม่สามารถบริการข้ามเขต แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยจากที่เคยได้รับในอัตราสูง ๆ ก็ต้องปล่อยกู้ในเพดานไม่เกิน 36 % ต่อปี ผมว่ารัฐควรนำเรื่องเพดานอัตราดอกเบี้ย กลับไปพิจารณา
เอกชนหวั่นเปิดช่องเจ้าหนี้ฟอกตัว
นายสมชาย โฆศิริมงคล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแมคคาเล กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) แบรนด์ "เงินกู้สมใจ " กล่าวว่า มองในแง่ดีสินเชื่อกลุ่มนี้เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคฉุกเฉิน ที่ผ่านมารัฐออกเครื่องมือแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นเรื่องดี ในการออกพิโคครั้งนี้ 1.หากเจ้าหน้านอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบและทำธุรกิจจริง โดยยอมรับอัตราดอกเบี้ยที่ 36 % หรือ 3 % ต่อเดือน จากเดิมที่เคยเรียกถึง 20-30 % ต่อเดือน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนกลุ่มนี้จะยอมเข้าอยู่ในระบบและถูกตรวจสอบ 2.กลุ่มที่แอบแฝงเข้ามาเพื่อการฟอกตัว โดยอาจมี 2-3 บัญชีอยู่แล้ว ตรงนี้รัฐต้องมีมาตรการรับมือตรงนี้ให้ชัดเจนด้วย
"ข้อดีคือมีเครื่องมือเยอะ แต่การควบคุมนั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างครอบคลุม นอกจากรัฐจะมีมาตรการดูแลอยู่ในระเบียบอย่างครบถ้วนรอบด้าน"
ภาครัฐต้องมีมาตรการคุมเข้ม
ก่อนหน้านี้นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (บมจ.) (MTLS) เคยให้ความเห็น"ฐานเศรษฐกิจ" ช่วงที่กระทรวงคลังมีนโยบายจะจัดตั้งฟิโคไฟแนนซ์ โดยเสนอแนะว่า การจะเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ ภาครัฐควรจะมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้น และควรจะจัดตั้งหน่วยงานกลาง หรือบริษัทจัดเก็บฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย ที่เรียกว่า" ศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร " เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ ในการเป็นฐานใช้อ้างอิงการันตีความเสี่ยง และเพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ใช้บริการเอง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงิน
" ถ้าทางการเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าทางตรอก ออกทางประตูก็ต้องมีไฟล์บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่นผู้ประกอบการก็ต้องอยู่ในระบบฐานภาษี,สิทธิประโยชน์ พร้อมกำหนดระยะเวลาการถือครองใบอนุญาต การประกอบธุรกิจที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นทุกคนก็แห่กันจดทะเบียน ไม่ต่างกับการขออนุญาตจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ ที่บางแห่งก็แค่ถือใบอนุญาตบังหน้า "
แนะต้องมี"เครดิตบูโร"รายย่อย
นายชูชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวมองว่าแนวคิดในการจัดตั้งพิโค ไฟแนนซ์ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ อาจไม่ใช่เรื่องถูกทาง เพราะแม้ทางการจะลดทุนจดทะเบียน ผ่อนผันเกณฑ์ให้ต่ำกว่านาโน ไฟแนนซ์แต่ในทางปฎิบัติไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ที่สำคัญประเทศไทยต้องมีศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโรสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น บุคคลที่ไม่ค้างชำระค่าบริการมือถือ หรือค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า แม้กระทั่งบัตรเครดิต เป็นต้น ไม่ว่าจะดำเนินการจัดเก็บโดยหน่วยงานรัฐหรือเอกชนก็ตาม ทั้งนี้เพื่อทำเป็นฐานข้อมูลเก็บประวัติทางการเงินให้ผู้ประกอบการได้เป็นหลักยึดว่าปล่อยกู้ไปแล้ว หนี้ไม่สูญหายหรือปล่อยกู้ไปแล้วจะไม่กลายเป็นหนี้เสียให้ต้องกลับมาแก้แล้วแก้อีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
จากกรณีที่ผ่านมา มีปัญหาเจ้าหนี้นอกระบบขึ้นเป็นระยะ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด แม้ได้ดำเนินโครงการแก้ปัญหามาก่อนหน้า ทั้งการตั้งคณะอนุกรรมการไกลเกลี่ยประนอมหนี้ระดับจังหวัด รวมถึงมีการส่งเสริมโครงการสินเชื่อประชาชนสุขใจ ดำเนินการโดยธนาคารออมสินและการเดินหน้าโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ โดยปล่อยสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างน่าพอใจ นั้น
[caption id="attachment_103798" align="aligncenter" width="335"]
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี[/caption]
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)(4 ต.ค.2559) มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ถึงแนวทางการอนุมัติให้มีการจัดตั้ง Pico Finance หรือสินเชื่อขนาดเล็กระดับฐานราก เพื่อให้แก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ พร้อมมีบทกำหนดโทษ หากยังให้บริการโดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ คิดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 36 % ต่อปี จะต้องระวางโทษจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ถือเป็นโทษที่สูงกว่าเดิม 2 เท่า
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดำเนินการขอรับจัดตั้งเป็นสถานประกอบการในการปล่อยสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี หรือเฉลี่ย 3% ต่อเดือน โดยผู้ประกอบการที่สนใจจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจอยู่ภายในจังหวัดที่จดทะเบียนเท่านั้น ไม่สามารถเปิดให้บริการข้ามเขต ที่สำคัญผู้ประกอบการจะต้องปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้โดยไม่มีการใช้หลักประกันแต่อย่างใด
ทั้งนี้ รายงานข้อมูลพบว่า เดิมการแก้ไขหนี้นอกระบบจากโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ มีผู้ขอรับใบอนุญาตแล้ว 29 ราย เปิดให้บริการแล้ว 20 รายดำเนินการปล่อยกู้ให้กับผู้สนใจแล้ว 22,494 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 556 ล้านบาท ส่วนตัวเลขการเกิดปัญหาหนี้เสียยังไม่ได้รับรายงาน
ธ.ก.ส.-ออมสินแก้หนี้นอกระบบ
"ที่ผ่านมามีการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งคนที่มีรายได้ต่ำ เมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการใช้เงินด่วน จำเป็นต้องมีการใช้หลักทรัพย์มาค้ำประกัน ขณะที่โอกาสจะได้รับสินเชื่อของผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้กู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น มาตรการสินเชื่อพิโคไฟแนนซ์จะได้รับการตอบรับจากผู้สนใจ"
นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ตั้งบิสซิเนสยูนิตในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะโดยให้ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ได้รับการผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติมากกว่าปกติ รวมถึงหน่วยงานดังกล่าวจะต้องมีหน้าที่ในการช่วยไกล่เกลี่ยพร้อมประนีประนอม รวมถึงแก้ปัญหานี้ ให้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ย้อนกลับ สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันพบว่า มีผู้ที่ใช้บริการผู้ยืมหนี้นอกระบบสูงถึง 1.2 ล้านคน คิดเป็นมูลหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาท
ดังนั้น โครงการสินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ จึงกำหนดเป้าแต่ละปีจะต้องช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบคิดเป็นจำนวน 20% หรือประมาณ 2.4 แสนคน วงเงินมูลหนี้ต่อปีประมาณ 2.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดีมติครม.กำหนดให้ทั้ง 2 ธนาคาร คือ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินดำเนินการแยกบัญชีในการแก้ไขหนี้นอกระบบนี้ออกจากบัญชีปกติ โดยจะไม่นับรวม เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐ หรือ PSA (Public Service Account) ซึ่งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่เกิดจากโครงการดังกล่าวจะไม่นำไปคิดรวมอยู่ในแนวทางการบริหารจัดการตลอดจนผลงานการดำเนินงานของธนาคารทั้งสองแห่งแต่อย่างใด
"ไทยเอชฯ"เชื่อจูงใจเจ้าหนี้ท้องถิ่น
ต่อเรื่องนี้นายคณิตเชษฐ์ วัยอัศว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยเอช แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า นโยบายการจัดตั้งพิโค ไฟแนนซ์ ถือเป็นแก้ปัญหาจากอุปสรรคเดิม จากกรณีนานาไฟแนนซ์ที่ระบุทุนจดทะเบียนต้องไม่น้อยกว่า50 ล้านบาทซึ่งทำให้เจ้าหนี้นอกระบบที่เป็นรายย่อย ไม่มีใครเข้ามา อย่างไรก็ดี นอกเหนือเรื่องทุนจดทะเบียน ซึ่งที่เจ้าหนี้นอกระบบนำมาเป็นประเด็นพิจารณา ยังขึ้นอยู่กับเพดานอัตราดอกเบี้ยด้วย เพราะต้องทำตามกฎหมายแล้ว โดยจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่เคยได้รับเดือนละ10% ต้องมาเหลือ 3% ทั้งยังถูกเสี่ยงให้ต้องเอ็กเรย (ตรวจสอบ)เข้ามาอยู่ในระบบกฎหมาย จึงผู้ที่จะเข้ามาอาจพิจารณาแล้วว่าไม่คุ้ม
"มาตรการที่ออกมา ก็น่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ในระดับหนึ่ง ถือเป็นก้าวแรก ซึ่งคิดว่าน่าจะมีเจ้าหนี้นอกระบบ ยื่นความสนใจ แต่จะมากหรือน้อยยังตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยประโยชน์ที้ได้รับคือ การดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย สามารถให้บริการลูกค้าในพื้นที่จากเกณฑ์ของทางการที่ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ขอใบอนุญาตจัดตั้งต้องอยู่ในพื้นที่ ๆที่เปิดให้บริการลูกค้า ไม่สามารถบริการข้ามเขต แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยจากที่เคยได้รับในอัตราสูง ๆ ก็ต้องปล่อยกู้ในเพดานไม่เกิน 36 % ต่อปี ผมว่ารัฐควรนำเรื่องเพดานอัตราดอกเบี้ย กลับไปพิจารณา
เอกชนหวั่นเปิดช่องเจ้าหนี้ฟอกตัว
นายสมชาย โฆศิริมงคล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแมคคาเล กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) แบรนด์ "เงินกู้สมใจ " กล่าวว่า มองในแง่ดีสินเชื่อกลุ่มนี้เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคฉุกเฉิน ที่ผ่านมารัฐออกเครื่องมือแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นเรื่องดี ในการออกพิโคครั้งนี้ 1.หากเจ้าหน้านอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบและทำธุรกิจจริง โดยยอมรับอัตราดอกเบี้ยที่ 36 % หรือ 3 % ต่อเดือน จากเดิมที่เคยเรียกถึง 20-30 % ต่อเดือน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนกลุ่มนี้จะยอมเข้าอยู่ในระบบและถูกตรวจสอบ 2.กลุ่มที่แอบแฝงเข้ามาเพื่อการฟอกตัว โดยอาจมี 2-3 บัญชีอยู่แล้ว ตรงนี้รัฐต้องมีมาตรการรับมือตรงนี้ให้ชัดเจนด้วย
"ข้อดีคือมีเครื่องมือเยอะ แต่การควบคุมนั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างครอบคลุม นอกจากรัฐจะมีมาตรการดูแลอยู่ในระเบียบอย่างครบถ้วนรอบด้าน"
ภาครัฐต้องมีมาตรการคุมเข้ม
ก่อนหน้านี้นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (บมจ.) (MTLS) เคยให้ความเห็น"ฐานเศรษฐกิจ" ช่วงที่กระทรวงคลังมีนโยบายจะจัดตั้งฟิโคไฟแนนซ์ โดยเสนอแนะว่า การจะเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ ภาครัฐควรจะมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้น และควรจะจัดตั้งหน่วยงานกลาง หรือบริษัทจัดเก็บฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย ที่เรียกว่า" ศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร " เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ ในการเป็นฐานใช้อ้างอิงการันตีความเสี่ยง และเพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ใช้บริการเอง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงิน
" ถ้าทางการเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าทางตรอก ออกทางประตูก็ต้องมีไฟล์บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่นผู้ประกอบการก็ต้องอยู่ในระบบฐานภาษี,สิทธิประโยชน์ พร้อมกำหนดระยะเวลาการถือครองใบอนุญาต การประกอบธุรกิจที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นทุกคนก็แห่กันจดทะเบียน ไม่ต่างกับการขออนุญาตจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ ที่บางแห่งก็แค่ถือใบอนุญาตบังหน้า "
แนะต้องมี"เครดิตบูโร"รายย่อย
นายชูชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวมองว่าแนวคิดในการจัดตั้งพิโค ไฟแนนซ์ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ อาจไม่ใช่เรื่องถูกทาง เพราะแม้ทางการจะลดทุนจดทะเบียน ผ่อนผันเกณฑ์ให้ต่ำกว่านาโน ไฟแนนซ์แต่ในทางปฎิบัติไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ที่สำคัญประเทศไทยต้องมีศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโรสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น บุคคลที่ไม่ค้างชำระค่าบริการมือถือ หรือค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า แม้กระทั่งบัตรเครดิต เป็นต้น ไม่ว่าจะดำเนินการจัดเก็บโดยหน่วยงานรัฐหรือเอกชนก็ตาม ทั้งนี้เพื่อทำเป็นฐานข้อมูลเก็บประวัติทางการเงินให้ผู้ประกอบการได้เป็นหลักยึดว่าปล่อยกู้ไปแล้ว หนี้ไม่สูญหายหรือปล่อยกู้ไปแล้วจะไม่กลายเป็นหนี้เสียให้ต้องกลับมาแก้แล้วแก้อีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559






