thansettakij
thansettakij
ทัพธุรกิจจีนแห่ดูลู่ทางลงทุน รัฐดึงตอกเสาเข็มพื้นที่อีอีซี

ทัพธุรกิจจีนแห่ดูลู่ทางลงทุน รัฐดึงตอกเสาเข็มพื้นที่อีอีซี

07 ต.ค. 59 | 03:00 น.
บิ๊กนักลงทุนจีน 200-300 ราย แห่ดูลู่ทางการลงทุนในไทย 10-12 ต.ค.นี้ “ไอซีบีซี”เป็นเจ้าภาพนำทัพมาเอง “สมคิด”ใช้โอกาสดึงลงทุนในอีอีซี ทั้ง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐาน บีโอไอชูสิทธิประโยชน์สูงสุดล่อใจ พร้อมเปิดทางร่วมลงทุนกับภาครัฐ ขณะที่มติครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อีอีซีแล้ว

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เดินทางไปชักจูงนักลงทุนที่ประเทศจีน หรือโรด์โชว์ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้นักลงทุนรายใหญ่ของจีน มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ ศตวรรษที่ 21 ที่จะขยายการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

โดยในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคมนี้ จะมีนักลงทุนรายใหญ่ของจีนประมาณ 200-300 ราย ครอบคลุมในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอยู่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม และกลุ่มนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อมาดูทางการลงทุน โดยมีธนาคารไอซีบีซี ของจีน เป็นเจ้าภาพการในการนำทัพนักลงทุนเข้ามา และจะมีดร.สมคิด เป็นหัวหน้าคณะในการรับรอง

สำหรับการรับนักลงทุนครั้งนี้ ทางบีโอไอ ได้ประสานงานกับทางธนาคารไอซีบีซี ไปแล้ว ที่จะนำเสนอข้อมูลด้านการลงทุนให้นักลงทุนเข้าใจ โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่รัฐบาลกำลังผลักดันร่างพ.ร.บ. การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะรัฐมนตรไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 จะมารองรับการพัฒนาอีอีซีให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชั้นนำของเอเชีย ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ ศูนย์กลางธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ของอาเซียน ศูนย์กลางขนส่งทางนํ้าของภูมิภาค และเมืองน่าอยู่ที่มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและบริการสังคม

โดยนักลงทุนจีนที่จะมานี้ สามารถตัดสินใจลงทุนได้ทั้งใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และโครงสร้างพื้นฐาน ได้รับสิทธิประโยชน์ทางบีโอไอสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การยกเวนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 13 ปี รวมทั้ง การได้สิทธิประโยชน์ภายใต้พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ที่จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 15 ปี อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติต่างที่เข้ามาลงทุนจะได้รับสิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการเช่าเป็นระยะเวลา 50 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 49 ปี ประกาศเป็นเขตปลอดอากร โดยอนุญาตให้พำนักหรือวีซ่าเป็นเวลา 5 ปี และให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสามารถถือครองเงินตราต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องแลกเป็นสกุลเงินบาท รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์การเป็นสำนักงานภูมิภาค และการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกในการอนุมัติอนุญาตต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในร่างพ.ร.บ.อีอีซี นั้น ได้กำหนดบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการลงทุนโดยภาครัฐเองหรือร่วมลงทุนกับภาคเอกชนหรือพีพีพีซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างประเทศสามารถเข้าร่วมลงทุนกับภาครัฐเป็นรายโครงการได้ด้วย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การที่นักลงทุนจีนแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการชักชวนการลงทุนของรัฐบาลในระดับหนึ่ง ที่ต้องการให้ต่างชาติมาลงทุนในอีอีซี ทั้งภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภายใต้กรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน 1.5 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี(2560-2564) โดยเฉพาะการร่วมลงทุนกับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง(ช่วงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง) วงเงิน 1.58 แสนล้านบาท การก่อสร้างรถไฟรางคู่(ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) วงเงิน 6.43 หมื่นลานบาท ก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ชลบุรี/พัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 3.53 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยในฐานะที่เป็นเจ้าภาพในการนำคณะนักธุรกิจจีนเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในไทยถึงกำหนดจัดงานสัมมนา SINO-THAI BUSINESS INVESTMENT FORUM 2016 ในวันจันทร์ที่ 10ตุลาคม 2559ว่าเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00น. ห้องแกรนด์ ฮอลล์โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ถนนวิทยุโดย นายหนิง ฟู่ขุ่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกล่าวปาฐก

ทั้งนี้งานสัมมนาในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 นั้นทางไอซีบีซีไทยได้เชิญนักธุรกิจจีนเข้าร่วมงานประมาณ 100-200 คนที่เหลือเป็นนักธุรกิจในไทยที่สนใจจะออกไปลงทุนในจีน ส่วนนักธุรกิจจีนที่มาร่วมงานจะมีหลายกลุ่มธุรกิจอาทิ กลุ่มยางพารา กลุ่มพลังงาน กลุ่มน้ำมัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มก่อสร้างโดยมีบริษัทลูกค้าที่เข้าร่วมงานประกอบด้วย Shanghai Huayi (Group) Company, CRCC , Cofco , Huawei , Beidahuang และ China Railway Construction Corporation Limited เป็นต้น

ต่อข้อถามถึงประเภทธุรกิจที่นักธุรกิจดังกล่าวให้ความสนใจนั้น เบื้องต้นนักลงทุนส่วนใหญ่มีความสนใจการลงทุนในไทย แต่จะต้องขึ้นอยู่กับการได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย ซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อนจึงยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ รวมทั้งยังไม่สามารถระบุว่า นักธุรกิจกลุ่มนี้มีความสนใจในโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor Development หรือไม่ เพราะยังไม่มีข้อมูลจากลูกค้าของธนาคาร อย่างไรก็ตามทางธนาคารไอซีบีซี (ไทย) คาดหวังให้มีนักธุรกิจจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นโดยมีธนาคารไอซีบีซีไทยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจไทย-จีน และเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมระหว่างกันได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมาครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ... ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ใน 3 จังหวัดได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ระยองและ จ.ฉะเชิงเทรา ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

โดยการดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จะก่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 10 ปี การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือ และสนามบินอู่ตะเภาวงเงิน 4 แสนล้านบาท การลงทุนในด้านเมืองใหม่ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่อยู่อาศัย วงเงิน 4 แสนล้านบาท และการลงทุนในด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ และเชิงสุขภาพวงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยแผนการลงทุนโดยละเอียดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

สำหรับการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้พื้นที่สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายประมาณ 70,000 ไร่ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี 18,000 ไร่ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 18,000 ไร่ อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรและอาหาร 20,000 ไร่ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์2,000 ไร่ และอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร 30,000 ไร่ เป็นต้น

นายกอบศักดิ์กล่าวอีกว่าร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกประกอบไปด้วย 5 หมวด 60 มาตรา โดยมีสาระสำคัญ คือกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะกรรมการ 24 คน โดยมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งกำหนดมาตรการที่จำเป็นในการดูแลพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ส่วนการกำกับดูแลในพื้นที่ให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นหน่วยงานของรัฐแต่ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นผู้กำกับดูแล และมีอำนาจในการอนุมัติกิจกรรมตามกฎหมายในพื้นที่ครอบคลุมกฎหมาย 6 ฉบับได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร กฎหมายว่าด้วยสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ และกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ให้กับนักลงทุนประกอบไปด้วย การให้สิทธิ์ในการเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจเป็นระยะเวลา 50 ปีและต่อระยะเวลาการเช่าได้อีก 49 ปี สามารถนำแรงงานต่างด้าวที่มีฝีมือ หรือเป็นผู้บริหารเข้ามาทำงานในพื้นที่ได้ รวมทั้งมีการอำนวยความสะดวกให้สามารถนำครอบครัวเข้ามาอยู่อาศัยได้ รวมทั้งมีการกำหนดให้มีการลดหย่อยภาษีอากรแก่แรงงานฝีมือ

นอกจากนั้นมีการให้สิทธิ์ในการใช้เงินตราต่างประเทศในพื้นที่ที่มีการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งมีการจัดตั้งเคาน์เตอร์ให้บริการทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ มีการตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)อำนวยความสะดวกในการพิจารณาให้การอนุญาต การขออนุญาตการทำงาน การทดทะเบียนพาณิชย์ การขออนุญาตแรงงงาน โดยสามารถดำเนินการในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

ส่วนการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้มีการทบทวนกฎหมายใหม่โดยให้สิทธิ์ในการรับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุดเป็นระยะเวลา15 ปี

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเก็บเงินจากผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนบางส่วนเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนในการพัฒนาท้องถิ่น และเยียวยาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดจาการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยจะมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการส่งเงินเข้ากองทุนอีกครั้งหลังจากที่กฎหมายมีการประกาศใช้แล้ว

ทั้งนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่าจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดูแลขั้นตอนการออกกฎหมายเป็นพิเศษ เพื่อเร่งรัดให้ผ่านการพิจารณาโดยเร็ว ก่อนจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาคาดว่ากฎหมายจะผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2560

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline