thansettakij
thansettakij
กกร.ชี้จีดีพีปีหน้า 3.5-4% ปัจจัยเงินลงทุนสะพัดหนุน

กกร.ชี้จีดีพีปีหน้า 3.5-4% ปัจจัยเงินลงทุนสะพัดหนุน

08 ต.ค. 59 | 04:00 น.
กกร.ปรับเป้าจีดีพีของประเทศปีนี้ใหม่ ขยายตัวที่ระดับ 3.3-3.5 % ชี้มีแรงหนุนจากปัจจัยการใช้จ่ายของภาครัฐและการท่องเที่ยวขยายตัว และภาวการณ์ส่งออกลับมาเป็นบวกและยังมองยาวถึงปีหน้า จีดีพีพุ่งมาที่ระดับ 3.5-4 % และการส่งออกโตที่ 0-2 % จากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมชง"สมคิด"ถกการค้าชายแดนกับเมียนมา

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า กกร.ได้คาดการณ์แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจของประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ น่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ที่เป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่ได้รับแรงส่งจากการใช้จ่ายของภาครัฐและการขยายตัวของการท่องเที่ยว ประกอบกับภาวะการส่งออกในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พลิกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน รวมถึงการบริโภคภาคครัวเรือนยังได้รับแรงหนุนจากรายได้เกษตรกรที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศกลับมาเป็นบวก

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าว กกร.จึงได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี) ของประเทศในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.3-3.5 % จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3-3.5 % ขณะที่การส่งออกจะยังประมาณการอยู่ที่กรอบเดิมที่ -2 % ถึง 0.0 % เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

นอกจากนี้ กกร.ยังได้คาดการณ์เศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทยปี 2560 น่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ระดับ 3.5-4% ที่จะมาจากปัจจัย การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2560 ในช่วงไตรมาส 1 จะดีขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขณะที่การส่งออกน่าจะขยายตัว 0-2% จากโครงสร้างการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกของไทยมีการปรับเปลี่ยนไป และการเติบโตของการค้าชายแดน แต่ทั้งนี้ไทยเองยังต้องติดตามสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วยโดยเฉพาะจีนและอียูที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

นายอิสระ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ WEF(The Global Competitiveness Report 2016-2017) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย มาอยู่ในอันดับที่ 34 จาก 138 ประเทศลดลงจากอันดับที่ 32 จาก 140 ประเทศ ในปี 2558 ซึ่งกกร.เห็นว่ายังไม่มีความน่าเป็นห่วง เพราะหากเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนไทยยังคงมีความสามารถด้านการแข่งขันอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย

โดยในวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนำคณะเดินทางเยือนเมียนมาและจะเข้าพบ นางออง ซานซูจี เพื่อประชุมหารือในประเด็นเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา ร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุม กกร. เห็นตรงกันที่จะจัดเตรียมประเด็นด้านเศรษฐกิจและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนให้กับคณะเพื่อนำไปหารือในการประชุมครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยกระดับจุดผ่านแดนและจุดผ่อนปรนให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรหรือจุดผ่อนปรนพิเศษ เพื่อเป็นการยกระดับการค้าและมูลค่าการค้าในเขตชายแดนการอนุญาตให้รถบรรทุกเมียนมาเข้ามาขนส่งสินค้าในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดจังหวัดตาก เพื่อลดต้นทุนในการเปลี่ยนถ่ายสินค้า

อีกทั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมด้านการลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าในเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดและลดความหนาแน่นของการจราจรหน้าด่าน เสนอให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมแม่สอด-เมียวดี เพื่อส่งเสริมการใช้ประสิทธิภาพร่วมกัน ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่มากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline