thansettakij
thansettakij
ท่าที ‘ทรัมป์’ หลังสื่อปูดข่าวฉาว อาจเลี่ยงจ่ายภาษีนาน 18 ปี

ท่าที ‘ทรัมป์’ หลังสื่อปูดข่าวฉาว อาจเลี่ยงจ่ายภาษีนาน 18 ปี

07 ต.ค. 59 | 01:00 น.
กลายมาเป็นประเด็นร้อนของการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก "เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส" เปิดเผยรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน แจ้งต่อทางการว่าธุรกิจขาดทุนทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงการจ่ายมาภาษีมาเป็นเวลาถึง 18 ปี

เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า ทรัมป์แจ้งในการยื่นขอคืนภาษีเมื่อปี 2538 ว่าธุรกิจขาดทุนเป็นมูลค่า 916 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากล้มเหลวกับธุรกิจคาสิโน 3 แห่งในเมืองแอตแลนติก ซิตี ความล้มเหลวในการรุกเข้าสู่ธุรกิจสายการบิน และการตัดสินใจซื้อโรงแรงพลาซ่า โฮเทล ในแมนฮัตตันในช่วงเวลาที่ผิดพลาด บทความของนิวยอร์ก ไทม์ส ตั้งของสังเกตว่าการแจ้งขาดทุนมูลค่ามหาศาลนั้นทำให้ทรัมป์สามารถเลี่ยงการจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลกลางได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเวลามากถึง 18 ปี พร้อมตั้งคำถามว่าทรัมป์ได้เสียภาษีหรือไม่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

ประเด็นร้อนๆ แบบนี้จึงหนีไม่พ้นที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคจะต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นการในปราศรัยหาเสียงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยนายทรัมป์หมายพลิกวิกฤติเป็นโอกาสที่จะแสดงถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการนำพาธุรกิจก้าวพ้นจากภาวะที่ยากลำบาก ซึ่งจะสามารถนำมาใช้กับการพลิกฟื้นประเทศ "ผมสามารถใช้กฎหมายภาษีของประเทศ และความเฉียบแหลมทางธุรกิจของผม ก้าวพ้นจากการถดถอยของธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ ในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนที่ทำเช่นนี้ได้"

ในขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า ตนเองสามารถใช้ประโยชน์จากกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ ได้อย่างหลักแหลม และเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบดังกล่าว แต่เขาก็แสดงความเห็นใจถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมายภาษี พร้อมกับยืนยันว่าตนเองคือบุคคลที่เหมาะสมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว

"ความไม่เป็นธรรมของกฎหมายภาษีช่างน่าเหลือเชื่อ มันเป็นสิ่งที่ผมพูดมาเป็นเวลานานถึงแม้ว่าผมจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากกฎหมายดังกล่าว แต่เวลานี้ผมทำงานเพื่อพวกคุณ ผมไม่ได้ทำงานเพื่อทรัมป์" ทรัมป์กล่าวในระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่เมืองพิวโบล รัฐโคโลราโด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ต.ค.)

ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้อง "คัมแบ็ก" ครั้งใหญ่ เหมือนเช่นที่เขาฉุดตัวเองกลับขึ้นมาได้หลังจากล้มเหลวอย่างหนักในช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1990 และเหมือนเช่นที่เขาหวังว่าจะทำได้จากผลโพลล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมของตนเองลดลงไปมาก

นิวยอร์ก ไทม์ส อ้างข้อมูลจากหน่วยงานด้านภาษีของสหรัฐฯ (Internal Revenue Service) หรือไออาร์เอส ชี้ว่า มีผู้จ่ายภาษีที่ใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขทางกฎหมายข้อเดียวกับทรัมป์ ที่เรียกว่า Net Operating Loss กว่า 5 แสนคน โดยภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ทางการยินยอมให้ผู้เสียภาษีนำการขาดทุนต่างๆ มาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายในช่วง 3 ปีก่อนและ 15 ปีหลังจากการขาดทุนได้ อย่างไรก็ดี มูลค่าการขาดทุนโดยเฉลี่ยที่กลุ่มคนเหล่านี้ยื่นต่อทางการอยู่ที่เพียง 97,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ขณะที่ทรัมป์แจ้งตัวเลขไป 916 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แน่นอนว่าฟากของคู่แข่งคนสำคัญอย่างนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ไม่พลาดที่จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาโจมตีทรัมป์ "ในขณะที่ครอบครัวชาวอเมริกันหลายล้านครอบครัวทำงานอย่างหนักเพื่อจ่ายภาษีในส่วนของเรา ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ให้กับประเทศของเราเลย" นางคลินตันกล่าวระหว่างการปราศรัยนโยบายเศรษฐกิจที่เมืองโทลีโด รัฐโอไฮโอ ในวันจันทร์

คลินตันพยายามวาดภาพทรัมป์ว่าเป็นนักธุรกิจไร้ความสามารถที่ทำธุรกิจขาดทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ภายในปีเดียว และเป็น "ตัวแทนของระบบที่ไม่เป็นธรรมที่เขาอ้างว่าจะเปลี่ยนแปลง" ขณะที่ทีมหาเสียงของนางคลินตันใช้โอกาสนี้โจมตีทรัมป์ด้วยโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ตั้งคำถามว่า "ถ้าการไม่จ่ายภาษีทำให้เขาฉลาด แล้วพวกเราที่เหลือเป็นอย่างไร"

ประเด็นข่าวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นซ้ำเติมสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงของทรัมป์ ภายหลังจากการโต้วาทีอย่างเป็นทางการระหว่างเขาและนางคลินตันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ที่หลายฝ่ายมองว่าคลินตันเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ ขณะที่ผลโพลล่าสุดจากซีเอ็นเอ็น/โออาร์ซี ชี้ว่า คลินตันได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังการโต้วาที เป็น 47% ต่อ 42% ที่กล่าวว่าสนับสนุนทรัมป์ ส่วนผลโพลของซีบีเอสนิวส์แสดงให้เห็นว่านางคลินตันมีคะแนนนำเล็กน้อยที่ 45% ต่อ 41%

อย่างไรก็ดี ค่ายของทรัมป์ยังเหลือเวทีต่อสู้อย่างเป็นทางการกับฝั่งนางคลินตันอีก 3 ครั้ง คือ การโต้วาทีของผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ระหว่างนายทิม เคน (เดโมแครต) และนายไมค์ เพนซ์ (รีพับลิกัน) ในวันที่ 4 ตุลาคม การโต้วาทีระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในวันที่ 9 ตุลาคม และการโต้วาทีระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 3 ในวันที่ 19 ตุลาคม...

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline