
ทีดีอาร์ไอชี้เป้าอนาคต หนุนไทยฐานผลิตยานยนต์ยุคใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้จัดงานสัมมนา” ขับเคลื่อนสู่ยานยนต์ยุคใหม่...ประเทศไทยจะไปทางไหน” เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงตามแนวโน้มโลกที่ต้องการยานยนต์ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ดร.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า แนวโน้มตลาดโลกต้องการยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน CAFE (Corporate Average Fuel Efficiency ) ซึ่งเป็นเกณฑ์ควบคุมการนำเข้ารถยนต์ โดยพิจารณาค่าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้มาเลเซีย ประกาศนโยบายสนับสนุนการลงทุนเพื่อผลิตยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง(Energy Efficient Vehicle : EEV ) ตั้งแต่ปี 2557 ในขณะที่อินโดนีเซีย ขยับเข้ามาใกล้ไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่สุดในภูมิภาคนี้ จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยต้องเร่งปรับตัว
[caption id="attachment_103885" align="aligncenter" width="500"]
นิสสัน มีเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้านิสสัน ลิฟ[/caption]
ดังนั้น ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะต้องตั้งเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมรวมเข้าด้วยกันผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าในอนาคต โดยนายสุนทร ตันมันทอง นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผยว่า สิ่งที่สำคัญไทยต้องผลักดันการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า รวมทั้งพัฒนาซอฟท์แวร์และเซ็นเซอร์สำหรับการเชื่อมต่อสื่อสารและสนับสนุนการขับเคลื่อนในทุกเทคโนโลยี ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง เนื่องจากมีผู้พัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับยานยนต์หลายรายและเป็นการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ภาครัฐต้องมีนโยบายสนับสนุนให้ไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนของยานยนต์ยุคใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ยกเว้นภาษีนำเข้าส่วนประกอบแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดตลาดภายในประเทศ และระยะสั้น ควรลงทุนสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยรัฐร่วมทุนกับเอกชน ที่สำคัญคือ นโยบายเหล่านี้จะต้องถูกที่ ถูกเวลา ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป”
ทางด้าน นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย)จำกัด ให้ความเห็นว่า การสนับสนุนรถไฟฟ้าไทยของรัฐบาล เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จากเครื่องยนต์สันดาบภายในไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า โดยเป้าหมายหลักคือ จะต้องมีการผลิตจากฐานผลิตในไทย แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทันที จนกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศอย่างแน่นอน
“ นิสสัน มีเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้านิสสัน ลิฟ มีการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว มีโรงงานประกอบที่ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งยอมรับว่า เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดในด้านแบตเตอรี่และการชาร์จไฟฟ้า โดยสามารถวิ่งได้ระยะทาง 160 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หากชาร์จไฟที่บ้านที่เรียกว่า นอร์มอล ชาร์จ ใช้เวลานาน 8 ชม. แต่หากเป็นการชาร์จไฟนอกสถานที่ ควิกชาร์จ ใช้เวลาครึ่งชม. อย่างไรก็ตาม อนาคต อาจมีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้การชาร์จไฟได้ระยะทางไกลขึ้นแบบก้าวกระโดดก็เป็นได้”
ขณะที่อีกมุมมองหนึ่ง เห็นว่า เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานเท่าที่ควร โดยนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ก่อนจะใช้รถไฟฟ้าต้องพิจารณาดูด้วยว่า ในประเทศมีไฟฟ้ามากพอหรือไม่ หากตั้งเป้าอีก 20 ปี จะใช้รถไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ต้องมีการสร้างโรงผลิตไฟฟ้าอีก 3 โรง และโรงผลิตไฟฟ้าใช้ถ่านหิน ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ในทางกลับกัน รถที่ใช้เชื้อเพลิงจากเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยจะเหมาะสมมากที่สุด กระบวนการผลิตทำให้เกิดออกซิเจน มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ หากสามารถใช้รถยนต์ไฮบริดที่ใช้เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอทานอล ก็จะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด
“รถยนต์ไฮบริด ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในผสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 30-50 % ไม่ต้องมีสถานีชาร์จไฟฟ้า แบตเตอรี่รับประกันนาน 10 ปี ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ส่วนรถไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดมาก หัวชาร์จรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีถึง 5 แบบ สถานีชาร์จไฟจะต้องมีทุกแบบ ก็คงเป็นเรื่องไม่ดีต่อการลงทุน”
จะเห็นว่า การผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้า ยังต้องใช้เวลาอีกนานอย่างน้อย 10-20 ปี ถือเป็นเตรียมความพร้อมในอนาคต อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับการขับเคลื่อนอย่างมีระบบแบบแผนชัดเจน ตั้งแต่การสนับสนุนไทยเป็นการผลิตรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ตามด้วยโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ 1 และอีโคคาร์ 2 ก้าวต่อไป จะเป็นฐานการผลิตรถไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รถไฟฟ้าและรถเซลล์เชื้อเพลิง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ดร.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า แนวโน้มตลาดโลกต้องการยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน CAFE (Corporate Average Fuel Efficiency ) ซึ่งเป็นเกณฑ์ควบคุมการนำเข้ารถยนต์ โดยพิจารณาค่าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้มาเลเซีย ประกาศนโยบายสนับสนุนการลงทุนเพื่อผลิตยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง(Energy Efficient Vehicle : EEV ) ตั้งแต่ปี 2557 ในขณะที่อินโดนีเซีย ขยับเข้ามาใกล้ไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่สุดในภูมิภาคนี้ จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยต้องเร่งปรับตัว
[caption id="attachment_103885" align="aligncenter" width="500"]
ดังนั้น ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะต้องตั้งเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมรวมเข้าด้วยกันผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าในอนาคต โดยนายสุนทร ตันมันทอง นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผยว่า สิ่งที่สำคัญไทยต้องผลักดันการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า รวมทั้งพัฒนาซอฟท์แวร์และเซ็นเซอร์สำหรับการเชื่อมต่อสื่อสารและสนับสนุนการขับเคลื่อนในทุกเทคโนโลยี ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง เนื่องจากมีผู้พัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับยานยนต์หลายรายและเป็นการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ภาครัฐต้องมีนโยบายสนับสนุนให้ไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนของยานยนต์ยุคใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ยกเว้นภาษีนำเข้าส่วนประกอบแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อทำให้เกิดตลาดภายในประเทศ และระยะสั้น ควรลงทุนสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยรัฐร่วมทุนกับเอกชน ที่สำคัญคือ นโยบายเหล่านี้จะต้องถูกที่ ถูกเวลา ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป”
ทางด้าน นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย)จำกัด ให้ความเห็นว่า การสนับสนุนรถไฟฟ้าไทยของรัฐบาล เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จากเครื่องยนต์สันดาบภายในไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า โดยเป้าหมายหลักคือ จะต้องมีการผลิตจากฐานผลิตในไทย แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทันที จนกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศอย่างแน่นอน
“ นิสสัน มีเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้านิสสัน ลิฟ มีการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว มีโรงงานประกอบที่ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งยอมรับว่า เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดในด้านแบตเตอรี่และการชาร์จไฟฟ้า โดยสามารถวิ่งได้ระยะทาง 160 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หากชาร์จไฟที่บ้านที่เรียกว่า นอร์มอล ชาร์จ ใช้เวลานาน 8 ชม. แต่หากเป็นการชาร์จไฟนอกสถานที่ ควิกชาร์จ ใช้เวลาครึ่งชม. อย่างไรก็ตาม อนาคต อาจมีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยให้การชาร์จไฟได้ระยะทางไกลขึ้นแบบก้าวกระโดดก็เป็นได้”
ขณะที่อีกมุมมองหนึ่ง เห็นว่า เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานเท่าที่ควร โดยนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ก่อนจะใช้รถไฟฟ้าต้องพิจารณาดูด้วยว่า ในประเทศมีไฟฟ้ามากพอหรือไม่ หากตั้งเป้าอีก 20 ปี จะใช้รถไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ต้องมีการสร้างโรงผลิตไฟฟ้าอีก 3 โรง และโรงผลิตไฟฟ้าใช้ถ่านหิน ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ในทางกลับกัน รถที่ใช้เชื้อเพลิงจากเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยจะเหมาะสมมากที่สุด กระบวนการผลิตทำให้เกิดออกซิเจน มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ หากสามารถใช้รถยนต์ไฮบริดที่ใช้เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอทานอล ก็จะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด
“รถยนต์ไฮบริด ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในผสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 30-50 % ไม่ต้องมีสถานีชาร์จไฟฟ้า แบตเตอรี่รับประกันนาน 10 ปี ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ส่วนรถไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดมาก หัวชาร์จรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีถึง 5 แบบ สถานีชาร์จไฟจะต้องมีทุกแบบ ก็คงเป็นเรื่องไม่ดีต่อการลงทุน”
จะเห็นว่า การผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้า ยังต้องใช้เวลาอีกนานอย่างน้อย 10-20 ปี ถือเป็นเตรียมความพร้อมในอนาคต อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับการขับเคลื่อนอย่างมีระบบแบบแผนชัดเจน ตั้งแต่การสนับสนุนไทยเป็นการผลิตรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ตามด้วยโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ 1 และอีโคคาร์ 2 ก้าวต่อไป จะเป็นฐานการผลิตรถไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รถไฟฟ้าและรถเซลล์เชื้อเพลิง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559






