
เศรษฐีอินโดแห่เสียภาษี โครงการนิรโทษกรรมของ ‘โจโควี’ เริ่มเห็นผล
ชาวอินโดนีเซียที่ร่ำรวย เริ่มแสดงตัวขอเข้าร่วมโครงการนิรโทษกรรมภาษี ซึ่งประธานาธิบดี โจโค วิโดโด ของอินโดนีเซีย ใช้เป็นเครื่องมือระดมเงินเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เผย ลูก “ซูฮาร์โต” และนักธุรกิจระดับแนวหน้ายอมเข้าโปรแกรมล้างตัว
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของโปรแกรมนิรโทษกรรมภาษีในเฟสแรก ซึ่งชาวอินโดนีเซียที่ร่ำรวย สามารถแสดงตัวเสียภาษีและรับสิทธิ์นิรโทษกรรมทางภาษีสำหรับสินทรัพย์ที่เลี่ยงภาษีในอดีต ทั้งที่อยู่ในประเทศและนำไปซุกซ่อนในต่างแดนโดยเสียค่าปรับในอัตราต่ำได้ ปรากฏว่ามีคนรวยไปแสดงตัวขอเข้าโครงการจำนวนมาก
โครงการนิรโทษกรรมภาษีของรัฐบาลประธานาธิดีโจโค วิโดโด หรือ โจโควี นั้นเริ่มมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดว่าถ้ามีการแสดงตัวในเฟสแรกซึ่งสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ผู้แสดงตัวจะเสียค่าปรับ 2-4% แต่ถ้าแสดงตัวในเฟสที่ 2 คือเดือนตุลาคม-ธันวาคม ค่าปรับจะเพิ่มเป็น 3-6% และในเฟสที่ 3 ที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมปี 2560 ค่าปรับจะเพิ่มเป็น 10%
กระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ระบุว่าในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนมีบุคคลธรรมดาและตัวแทนสถาบัน 329,510 ราย แสดงตัวต่อเจ้าพนักงานภาษี ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่สำแดงเพื่อขอนิรโทษกรรมเพิ่มจาก 97 ล้านล้านรูเปียเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมเป็น 3,540 ล้านล้านรูเปีย (ประมาณ 9.065 ล้านล้านบาท) เมื่อสิ้นเดือนกันยายน
ประธานาธิบดีโจโควี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่กรุงจาการ์ตา ว่า “ผมมองปรากฏการณ์นี้ว่า นักธุรกิจเริ่มให้ความไว้วางใจในตัวรัฐบาล ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการปฏิรูประบบภาษีของเรา”
บลูมเบิร์ก ระบุว่าแม้โครงการนิรโทษกรรมภาษีนี้จะ ดึงดูดให้นักธุรกิจ และคนรวย รวมทั้งลูกของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต ไปเข้าคิวหน้าสำนักงานภาษีกลางเพื่อขอเข้าร่วมโครงการ แต่เชื่อว่าจำนวนสินทรัพย์ที่นำมาสำแดง ยังไม่มากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ที่ชาวอินโดนีเซียที่ร่ำรวยเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศและยังไม่นำกลับมาเพราะกลัวเสียภาษีย้อนหลัง
รัฐบาลอินโดนีเซียได้รับเงินค่าภาษีและค่าปรับจากโครงการนิรโทษกรรมจนถึงสิ้นเดือนกันยายนรวมแล้วเท่ากับ 97.1 ล้านล้านรูเปีย จากที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 165 ล้านล้านรูเปียเมื่อสิ้นโครงการในเดือนมีนาคม 2560
แหล่งข่าวจากสำนักงานภาษีเปิดเผยต่อบลูมเบิร์ก ว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาสำแดงเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศ ส่วนสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในต่างประเทศมีการนำมาสำแดงน้อย โดยมีการประเมินว่าสินทรัพย์ในต่างแดนของเศรษฐีอินโดนีเซียซึ่งมีมูลค่าถึง 1,075 ล้านล้านรูเปีย นั้น มีการนำกลับไปเข้าโครงการนิรกรรมภาษีเพียง 14%
มีรายงานว่าสินทรัพย์ของเศรษฐีอินโดนีเซีย ที่ยังไม่นำกลับไปเสียภาษีที่อินโดนีเซีย นั้นซุกซ่อนอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เกาะเคย์แมน ฮ่องกง เกาะเวอร์จิน และประเทศออสเตรเลีย
นายกาเร็ธ เลเธอร์ (Gareth Leather) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสสำหรับภูมิภาคเอเชียของบริษัท แคปิตอลอีโคโนมิคส์ที่นครลอนดอน กล่าวว่า “ผมรู้สึกว่าเป็นการตั้งความหวังที่สูงไปตั้งแต่ต้น เพราะถึงตอนนี้เงินที่ได้ก็ยังห่างไกลจากเป้าที่ต้องการอยู่มาก”
นายเวลเลียน วิรันโต (Wellian Wiranto) นักเศรษฐศาสตร์จาก ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีสแบงกิ้งคอร์ป ที่สิงคโปร์ กล่าวว่า “คนที่มาแสดงตัวส่วนใหญ่คงมาในเดือนกันยายน ไม่คิดว่าจะมีคนมาแสดงตัวในไตรมาสสุดท้ายปีนี้และไตรมาสแรกปีหน้า”
อย่างไรก็ดีนางศรี มุลยานี อินทราวดี (Sri Mulyani Indrawati) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินโดนีเซียกล่าวว่า “เราจะตามล่าเก็บภาษีจากสินทรัพย์ไม่ว่าพวกเขาจะเก็บไว้ที่ใดก็ตาม โดยเราจะขอความสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองจากประเทศต่าง ๆ ในความพยายามปฏิรูปภาษีของเรา”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของโปรแกรมนิรโทษกรรมภาษีในเฟสแรก ซึ่งชาวอินโดนีเซียที่ร่ำรวย สามารถแสดงตัวเสียภาษีและรับสิทธิ์นิรโทษกรรมทางภาษีสำหรับสินทรัพย์ที่เลี่ยงภาษีในอดีต ทั้งที่อยู่ในประเทศและนำไปซุกซ่อนในต่างแดนโดยเสียค่าปรับในอัตราต่ำได้ ปรากฏว่ามีคนรวยไปแสดงตัวขอเข้าโครงการจำนวนมาก
โครงการนิรโทษกรรมภาษีของรัฐบาลประธานาธิดีโจโค วิโดโด หรือ โจโควี นั้นเริ่มมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดว่าถ้ามีการแสดงตัวในเฟสแรกซึ่งสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ผู้แสดงตัวจะเสียค่าปรับ 2-4% แต่ถ้าแสดงตัวในเฟสที่ 2 คือเดือนตุลาคม-ธันวาคม ค่าปรับจะเพิ่มเป็น 3-6% และในเฟสที่ 3 ที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมปี 2560 ค่าปรับจะเพิ่มเป็น 10%
กระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ระบุว่าในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนมีบุคคลธรรมดาและตัวแทนสถาบัน 329,510 ราย แสดงตัวต่อเจ้าพนักงานภาษี ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่สำแดงเพื่อขอนิรโทษกรรมเพิ่มจาก 97 ล้านล้านรูเปียเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมเป็น 3,540 ล้านล้านรูเปีย (ประมาณ 9.065 ล้านล้านบาท) เมื่อสิ้นเดือนกันยายน
ประธานาธิบดีโจโควี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่กรุงจาการ์ตา ว่า “ผมมองปรากฏการณ์นี้ว่า นักธุรกิจเริ่มให้ความไว้วางใจในตัวรัฐบาล ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการปฏิรูประบบภาษีของเรา”
บลูมเบิร์ก ระบุว่าแม้โครงการนิรโทษกรรมภาษีนี้จะ ดึงดูดให้นักธุรกิจ และคนรวย รวมทั้งลูกของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต ไปเข้าคิวหน้าสำนักงานภาษีกลางเพื่อขอเข้าร่วมโครงการ แต่เชื่อว่าจำนวนสินทรัพย์ที่นำมาสำแดง ยังไม่มากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ที่ชาวอินโดนีเซียที่ร่ำรวยเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศและยังไม่นำกลับมาเพราะกลัวเสียภาษีย้อนหลัง
รัฐบาลอินโดนีเซียได้รับเงินค่าภาษีและค่าปรับจากโครงการนิรโทษกรรมจนถึงสิ้นเดือนกันยายนรวมแล้วเท่ากับ 97.1 ล้านล้านรูเปีย จากที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 165 ล้านล้านรูเปียเมื่อสิ้นโครงการในเดือนมีนาคม 2560
แหล่งข่าวจากสำนักงานภาษีเปิดเผยต่อบลูมเบิร์ก ว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาสำแดงเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศ ส่วนสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในต่างประเทศมีการนำมาสำแดงน้อย โดยมีการประเมินว่าสินทรัพย์ในต่างแดนของเศรษฐีอินโดนีเซียซึ่งมีมูลค่าถึง 1,075 ล้านล้านรูเปีย นั้น มีการนำกลับไปเข้าโครงการนิรกรรมภาษีเพียง 14%
มีรายงานว่าสินทรัพย์ของเศรษฐีอินโดนีเซีย ที่ยังไม่นำกลับไปเสียภาษีที่อินโดนีเซีย นั้นซุกซ่อนอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เกาะเคย์แมน ฮ่องกง เกาะเวอร์จิน และประเทศออสเตรเลีย
นายกาเร็ธ เลเธอร์ (Gareth Leather) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสสำหรับภูมิภาคเอเชียของบริษัท แคปิตอลอีโคโนมิคส์ที่นครลอนดอน กล่าวว่า “ผมรู้สึกว่าเป็นการตั้งความหวังที่สูงไปตั้งแต่ต้น เพราะถึงตอนนี้เงินที่ได้ก็ยังห่างไกลจากเป้าที่ต้องการอยู่มาก”
นายเวลเลียน วิรันโต (Wellian Wiranto) นักเศรษฐศาสตร์จาก ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีสแบงกิ้งคอร์ป ที่สิงคโปร์ กล่าวว่า “คนที่มาแสดงตัวส่วนใหญ่คงมาในเดือนกันยายน ไม่คิดว่าจะมีคนมาแสดงตัวในไตรมาสสุดท้ายปีนี้และไตรมาสแรกปีหน้า”
อย่างไรก็ดีนางศรี มุลยานี อินทราวดี (Sri Mulyani Indrawati) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินโดนีเซียกล่าวว่า “เราจะตามล่าเก็บภาษีจากสินทรัพย์ไม่ว่าพวกเขาจะเก็บไว้ที่ใดก็ตาม โดยเราจะขอความสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองจากประเทศต่าง ๆ ในความพยายามปฏิรูปภาษีของเรา”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559






