
‘BDMS’เทกออฟปลุกไทยฮับสุขภาพโลก
"กอบกาญจน์" ชี้บีดีเอ็มเอสทุ่ม 1.28 หมื่นล้านผุด เวลเนส คลินิก ช่วยดันไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก โดยใช้เน็ตเวิร์คทั้งกลุ่มดึงต่างชาติเข้าประเทศ เร่งทำยุทธศาสตร์ 10 ปีชงเข้าครม. ด้าน"บีดีเอ็มเอส"ชู 3 ปัจจัยสู่ผู้นำสุขภาพโลก ขณะที่ "หมอเสริฐ" แจงธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาลกำไรพุ่ง 15-18 % พร้อมเปิดโรงงานยาพันล้านปลายปี
หลังจากสร้างความฮือฮา ด้วยการใช้เม็ดเงินลงทุน 1.28 หมื่นล้านของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Dusit Medical Services (BDMS) ที่ได้จัดตั้งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อบริษัทบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิก จำกัด ทุนจดทะเบียน 6,400 ล้านบาท ซึ่งทางBDMS ถือหุ้น 100% เพื่อดำเนินโครงการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร (BDMS Wellness Clinic) ระดับเวิล์ดคลาส เน้นกลุ่มเป้าหมายไฮเอนด์ทั้งคนไทยและต่างชาติ แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการซื้อที่ดิน 15 ไร่ และ โรงแรมสวิส โฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา และจะเปิดบริการในปี 2560
ต่อเรื่องนี้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าสอดรับกันยุทธศาสตร์ของกระทรวงท่องเที่ยวฯที่อยู่ระหว่างการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก (Thailand Hub of wellness and Medical Services) ภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ (ปี2559-2568)ภายใต้ยุทธศาสตร์เมดิคัล ฮับ ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านเมดิคัลและเวลเนสทัวริซึม ที่มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ
หนุนยุทธศาสตร์รัฐบาล
"เพราะนอกเหนือจากการส่งเสริมด้านนโยบายของภาครัฐแล้ว การขยายการลงทุนของภาคเอกชนในด้านนี้ ก็มีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ไทยก้าวสู่เมดิคัล ฮับได้ อย่าง โครงการบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิก ของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็จะมีส่วนช่วยได้มาก เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโรงแรมพยาบาลในเครือหลายแห่ง และยังมีธุรกิจสายการบิน บางกอกแอร์เวย์ส ก็จะทำให้เกิดเน็ตเวิร์คในการดึงลูกค้าจากต่างประเทศมาใช้บริการ ประกอบกับทำเลที่ตั้งของโครงการที่ดีมีจุดขายเรื่องพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุง ก็เอื้อโครงการนี้ น่าจะทำให้กรุงเทพฯเป็นจุดดึงดูดเรื่องของศูนย์สุขภาพที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่แค่กรุงเทพฯจะเป็นศูนย์กลาง แต่ยังส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายการบริการในเครือ รพ.กรุงเทพ ที่มีโรงพยาบาลในเครือที่มีหลายแห่ง" นางกอบกาญจน์ กล่าว
ไทยติดอันดับที่ 13 โลกเที่ยวเชิงสุขภาพ
ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ พบว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาด สูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลกโดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศส ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) มีผู้เดินทางเพื่อใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย 1.2 ล้านคน หรือมีรายได้ 1 แสนล้านบาท และบริการด้านนี้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระดับภูมิภาคเอเชีย บริการที่ได้มาตรฐาน การเอาใจใส่ดูแล เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ ได้รับการรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายในการให้บริการต่ำใกล้เคียงกับประเทศอินเดีย
ชงครม.ขับเคลื่อนเมดิคัลฮับ
นายกรด โรจนเสถียร นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า ในขณะนี้ทางหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (เมดิคัล ฮับ) ปีพ.ศ.2559-2568 ระยะ 10 ปี เพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเครือข่ายด้านสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติตามนโยบายเมดิคัล ฮับและตอบสนองกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ
สำหรับเป้าหมายการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก จะมี 4 เรื่อง ได้แก่ เวลเนสฮับ, เมดิคัล ฮับ,ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย(Academic Hub) และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) ซึ่งมีแผนการพัฒนาจะมีในหลายเรื่อง อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการจัดบริการสุขภาพ การยกระดับบริการนวดไทยให้ผ่านการรับรองจากยูเนสโก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) เป็นต้น นายกรด กล่าว
กำไรสูง 15-18%
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เคยให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงการขยายธุรกิจสุขภาพที่ไม่ใช่ธุรกิจโรงพยาบาล ว่า สาเหตุสำคัญเป็นเพราะมีอัตราผลกำไรที่ดีกว่า ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาล ทั่วโลกมีกำไรเฉลี่ย 12% แต่ธุรกิจนอนฮอสพิทัลจะมีอัตรากำไรอยู่ที่ 15-18% ทำให้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจึงเห็นความเคลื่อนไหวของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพในการขยายธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเข้าไปลงทุน ซื้อหุ้นบริษัท เยนเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (GHP) ผู้ผลิตน้ำเกลือ และลงทุนเพิ่มในบริษัท สหแพทย์เภสัช จำกัด และบริษัท รอยัล บางกอก เฮ็ลธ์แคร์ จำกัด เป็นต้น
ทั้งนี้ เป็นเพราะธุรกิจนอนฮอสพิทัลยังมีสัดส่วนที่น้อย แต่ตั้งเป้าหมายให้ธุรกิจดังกล่าวมีอัตราการเติบโตปีละ 35% เพราะช่วยในเรื่องผลกำไร และยังผลักดันให้เป้าหมายเครือโรงพยาบาลกรุงเทพมีรายได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2561 ด้วย ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลก็ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ จะมีสาขาให้ครบ 50 แห่งด้วย
ดันธุรกิจเสริมรายได้หมื่นล้าน
ปัจจุบันเครือโรงพยาบาลกรุงเทพมีธุรกิจหลัก 2 กลุ่มใหญ่ (ดูตารางประกอบ) โดยธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีจำนวนทั้งหมด 45 แห่ง ธุรกิจเกี่ยวเนื่องทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย การบริการและสนับสนุน อาทิ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย ยา เวชภัณฑ์ และวัสดุทางการแพทย์ เช่น บริษัท เอ.เอ็น.บี.ลาบอราตอรี่ (อำนวยเภสัช) จำกัด โรงงานผลิตน้ำเกลือ บริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ เฮลท์แคร์ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้บริหารร้านยา เซฟดรัก จำนวน 141 แห่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจด้านบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ห้องปฏิบัติการทดลองชีวโมเลกุล ฯลฯ
นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีดีเอ็มเอส ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เผยว่า นายแพทย์ปราเสริฐได้ให้นโยบายดำเนินธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพจะต้องดำเนินการให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หรือทำให้ครบในระบบ Supply Chain ของธุรกิจเฮลธ์แคร์ จึงให้บริษัทในเครือขยายงานอย่างต่อเนื่อง
โดยในส่วนธุรกิจให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ ภายใต้แบรนด์เอ็นเฮลท์ (N Helath) รวมถึงร้านจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์เซฟดรัก ภายใน 3ปี (2558-2560) จะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วย และยังวางเป้าหมายสำคัญให้กับธุรกิจสนับสนุนทางการแพทย์ดังกล่าวมีรายได้ 1 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี แต่จากแผนการดำเนินธุรกิจคาดว่าจะเร็วกว่าแผนที่วางไว้ โดยน่าจะทำรายได้ภายในระยะเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ดีในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ กลุ่ม บีดีเอ็มเอส ได้เตรียมเปิดโรงงานผลิตยา แหล่งใหม่ในนามสหแพทย์ ที่นิคมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้เงินลงทุนในราว 920 ล้านบาท ซึ่งเป็นการผลิตเวชภัณฑ์ยา ป้อนให้กับโรงพยาบาลในเครือข่ายและส่งออกอีกด้วย
3 ปัจจัยสู่ผู้นำโลก
ทางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิกคือ ต้องการเป็นผู้นำการให้บริการด้านสุขภาพของโลก (one of the world’s leading providers of wellness services)ซึ่งมีความเป็นไปได้จาก 3 ปัจจัย คือ 1. การเติบโตของการรักษาสุขภาพทั่วโลก ที่คนหันมาป้องกันก่อนเกิดโรคให้ความสำคัญเรื่องการชะลอวัย ทำให้อายุยืน และการใช้ยาเพื่อบำรุงสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการเติบโตด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขสุขภาพทั่วโลก
จากผลการวิจัย ของ Stanford Research Instituteพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จาก 4.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปี2555 เป็น 6.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2560 และประเทศไทยก็ติดอันดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่คนทั่วโลกสนใจ ประกอบกับรัฐบาลไทยมีเป้าหมายผลักดันส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและเวลเนส ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0
2.คือ ศักยภาพของBDMS ที่จำนวนแพทย์ในกลุ่มโรงพยาบาลเครือข่ายรวมกว่า 10,610 คน และมีพยาบาลและพนักงานในคลินิกต่างๆ 14,968 คน มีโรงพยาบาลรวม 43 แห่ง และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง 9 แห่งและความร่วมมือกับสถาบันทางการแพทย์ระดับโลกหลายแห่ง อาทิ Black Brain Health Center of Dr.Keith Black, Oregon Health & Science Institute
3. คือศักยภาพของสินทรัพย์ ของบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิกซึ่งมีเอกลักษณ์ของพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง และที่ตั้งซึ่งอยู่ในไพรม์โลเกชันดังนั้นเมื่อรวมกับ 3 ปัจจัยดังกล่าวและการซินเนอร์ยีธุรกิจในเครือข่ายของกลุ่ม BDMS จะทำให้โครงการนี้ก้าวเป็นผู้นำการให้บริการด้านเวลเนสระดับโลกได้ในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
หลังจากสร้างความฮือฮา ด้วยการใช้เม็ดเงินลงทุน 1.28 หมื่นล้านของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ Bangkok Dusit Medical Services (BDMS) ที่ได้จัดตั้งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อบริษัทบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิก จำกัด ทุนจดทะเบียน 6,400 ล้านบาท ซึ่งทางBDMS ถือหุ้น 100% เพื่อดำเนินโครงการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร (BDMS Wellness Clinic) ระดับเวิล์ดคลาส เน้นกลุ่มเป้าหมายไฮเอนด์ทั้งคนไทยและต่างชาติ แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการซื้อที่ดิน 15 ไร่ และ โรงแรมสวิส โฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา และจะเปิดบริการในปี 2560
ต่อเรื่องนี้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าสอดรับกันยุทธศาสตร์ของกระทรวงท่องเที่ยวฯที่อยู่ระหว่างการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก (Thailand Hub of wellness and Medical Services) ภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ (ปี2559-2568)ภายใต้ยุทธศาสตร์เมดิคัล ฮับ ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านเมดิคัลและเวลเนสทัวริซึม ที่มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ
หนุนยุทธศาสตร์รัฐบาล
"เพราะนอกเหนือจากการส่งเสริมด้านนโยบายของภาครัฐแล้ว การขยายการลงทุนของภาคเอกชนในด้านนี้ ก็มีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ไทยก้าวสู่เมดิคัล ฮับได้ อย่าง โครงการบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิก ของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็จะมีส่วนช่วยได้มาก เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโรงแรมพยาบาลในเครือหลายแห่ง และยังมีธุรกิจสายการบิน บางกอกแอร์เวย์ส ก็จะทำให้เกิดเน็ตเวิร์คในการดึงลูกค้าจากต่างประเทศมาใช้บริการ ประกอบกับทำเลที่ตั้งของโครงการที่ดีมีจุดขายเรื่องพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุง ก็เอื้อโครงการนี้ น่าจะทำให้กรุงเทพฯเป็นจุดดึงดูดเรื่องของศูนย์สุขภาพที่จะเกิดขึ้นนี้ ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่แค่กรุงเทพฯจะเป็นศูนย์กลาง แต่ยังส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายการบริการในเครือ รพ.กรุงเทพ ที่มีโรงพยาบาลในเครือที่มีหลายแห่ง" นางกอบกาญจน์ กล่าว
ไทยติดอันดับที่ 13 โลกเที่ยวเชิงสุขภาพ
ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ พบว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาด สูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลกโดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศส ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) มีผู้เดินทางเพื่อใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย 1.2 ล้านคน หรือมีรายได้ 1 แสนล้านบาท และบริการด้านนี้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระดับภูมิภาคเอเชีย บริการที่ได้มาตรฐาน การเอาใจใส่ดูแล เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ ได้รับการรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายในการให้บริการต่ำใกล้เคียงกับประเทศอินเดีย
ชงครม.ขับเคลื่อนเมดิคัลฮับ
นายกรด โรจนเสถียร นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า ในขณะนี้ทางหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (เมดิคัล ฮับ) ปีพ.ศ.2559-2568 ระยะ 10 ปี เพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเครือข่ายด้านสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน และขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติตามนโยบายเมดิคัล ฮับและตอบสนองกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ
สำหรับเป้าหมายการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก จะมี 4 เรื่อง ได้แก่ เวลเนสฮับ, เมดิคัล ฮับ,ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย(Academic Hub) และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) ซึ่งมีแผนการพัฒนาจะมีในหลายเรื่อง อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการจัดบริการสุขภาพ การยกระดับบริการนวดไทยให้ผ่านการรับรองจากยูเนสโก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) เป็นต้น นายกรด กล่าว
กำไรสูง 15-18%
อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เคยให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงการขยายธุรกิจสุขภาพที่ไม่ใช่ธุรกิจโรงพยาบาล ว่า สาเหตุสำคัญเป็นเพราะมีอัตราผลกำไรที่ดีกว่า ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาล ทั่วโลกมีกำไรเฉลี่ย 12% แต่ธุรกิจนอนฮอสพิทัลจะมีอัตรากำไรอยู่ที่ 15-18% ทำให้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจึงเห็นความเคลื่อนไหวของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพในการขยายธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเข้าไปลงทุน ซื้อหุ้นบริษัท เยนเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (GHP) ผู้ผลิตน้ำเกลือ และลงทุนเพิ่มในบริษัท สหแพทย์เภสัช จำกัด และบริษัท รอยัล บางกอก เฮ็ลธ์แคร์ จำกัด เป็นต้น
ทั้งนี้ เป็นเพราะธุรกิจนอนฮอสพิทัลยังมีสัดส่วนที่น้อย แต่ตั้งเป้าหมายให้ธุรกิจดังกล่าวมีอัตราการเติบโตปีละ 35% เพราะช่วยในเรื่องผลกำไร และยังผลักดันให้เป้าหมายเครือโรงพยาบาลกรุงเทพมีรายได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2561 ด้วย ซึ่งธุรกิจโรงพยาบาลก็ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ จะมีสาขาให้ครบ 50 แห่งด้วย
ดันธุรกิจเสริมรายได้หมื่นล้าน
ปัจจุบันเครือโรงพยาบาลกรุงเทพมีธุรกิจหลัก 2 กลุ่มใหญ่ (ดูตารางประกอบ) โดยธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีจำนวนทั้งหมด 45 แห่ง ธุรกิจเกี่ยวเนื่องทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย การบริการและสนับสนุน อาทิ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย ยา เวชภัณฑ์ และวัสดุทางการแพทย์ เช่น บริษัท เอ.เอ็น.บี.ลาบอราตอรี่ (อำนวยเภสัช) จำกัด โรงงานผลิตน้ำเกลือ บริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ เฮลท์แคร์ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้บริหารร้านยา เซฟดรัก จำนวน 141 แห่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจด้านบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ห้องปฏิบัติการทดลองชีวโมเลกุล ฯลฯ
นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีดีเอ็มเอส ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เผยว่า นายแพทย์ปราเสริฐได้ให้นโยบายดำเนินธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพจะต้องดำเนินการให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หรือทำให้ครบในระบบ Supply Chain ของธุรกิจเฮลธ์แคร์ จึงให้บริษัทในเครือขยายงานอย่างต่อเนื่อง
โดยในส่วนธุรกิจให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ ภายใต้แบรนด์เอ็นเฮลท์ (N Helath) รวมถึงร้านจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์เซฟดรัก ภายใน 3ปี (2558-2560) จะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วย และยังวางเป้าหมายสำคัญให้กับธุรกิจสนับสนุนทางการแพทย์ดังกล่าวมีรายได้ 1 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี แต่จากแผนการดำเนินธุรกิจคาดว่าจะเร็วกว่าแผนที่วางไว้ โดยน่าจะทำรายได้ภายในระยะเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ดีในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ กลุ่ม บีดีเอ็มเอส ได้เตรียมเปิดโรงงานผลิตยา แหล่งใหม่ในนามสหแพทย์ ที่นิคมสินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้เงินลงทุนในราว 920 ล้านบาท ซึ่งเป็นการผลิตเวชภัณฑ์ยา ป้อนให้กับโรงพยาบาลในเครือข่ายและส่งออกอีกด้วย
3 ปัจจัยสู่ผู้นำโลก
ทางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิกคือ ต้องการเป็นผู้นำการให้บริการด้านสุขภาพของโลก (one of the world’s leading providers of wellness services)ซึ่งมีความเป็นไปได้จาก 3 ปัจจัย คือ 1. การเติบโตของการรักษาสุขภาพทั่วโลก ที่คนหันมาป้องกันก่อนเกิดโรคให้ความสำคัญเรื่องการชะลอวัย ทำให้อายุยืน และการใช้ยาเพื่อบำรุงสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการเติบโตด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขสุขภาพทั่วโลก
จากผลการวิจัย ของ Stanford Research Instituteพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จาก 4.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปี2555 เป็น 6.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2560 และประเทศไทยก็ติดอันดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่คนทั่วโลกสนใจ ประกอบกับรัฐบาลไทยมีเป้าหมายผลักดันส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและเวลเนส ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0
2.คือ ศักยภาพของBDMS ที่จำนวนแพทย์ในกลุ่มโรงพยาบาลเครือข่ายรวมกว่า 10,610 คน และมีพยาบาลและพนักงานในคลินิกต่างๆ 14,968 คน มีโรงพยาบาลรวม 43 แห่ง และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง 9 แห่งและความร่วมมือกับสถาบันทางการแพทย์ระดับโลกหลายแห่ง อาทิ Black Brain Health Center of Dr.Keith Black, Oregon Health & Science Institute
3. คือศักยภาพของสินทรัพย์ ของบีดีเอ็มเอสเวลเนส คลินิกซึ่งมีเอกลักษณ์ของพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง และที่ตั้งซึ่งอยู่ในไพรม์โลเกชันดังนั้นเมื่อรวมกับ 3 ปัจจัยดังกล่าวและการซินเนอร์ยีธุรกิจในเครือข่ายของกลุ่ม BDMS จะทำให้โครงการนี้ก้าวเป็นผู้นำการให้บริการด้านเวลเนสระดับโลกได้ในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559






