
ลาการ์ดอัดนโยบายกีดกันการค้า เสี่ยงฉุดการเติบโตเศรษฐกิจโลก
บอสใหญ่ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือน นโยบายกีดกันทางการค้าจะยิ่งฉุดให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง พร้อมสนับสนุนการคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการลงทุนของภาครัฐไปพร้อมๆ กัน
นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นเมื่อเร็วๆ นี้ เตือนว่า นโยบายที่ตั้งข้อจำกัดทางการค้านับเป็นการผิดจรรยาบรรณทางเศรษฐกิจที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต ส่งกระทบต่อการจ้างงาน และทำให้ค่าแรงลดลง
"การกีดกันทางการค้า และจำกัดการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจะทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ลงอย่างแน่นอน เราต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายที่กำลังเดินไปสู่การกีดกันทางการค้า และทำให้บรรยากาศที่จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการค้ากลับคืนมา" นางลาการ์ดกล่าว
คำกล่าวของนางลาการ์ดเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับจุดยืนของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน และมารีน เลอ แปน ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาของฝรั่งเศสที่คาดว่าจะลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีในปีหน้า ที่สนับสนุนการปกป้องการจ้างงานภายในประเทศด้วยการตั้งกำแพงการค้ากับสินค้านำเข้า
องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าโลกจะขยายตัวเพียง 1.7% ในปี 2559 นับเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2551 นอกจากนี้ ยังคาดว่าปีนี้จะเป็นปีแรกในรอบ 15 ปีที่การค้าโลกขยายตัวช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าเติบโตได้รวดเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวม 2 เท่า
นางลาการ์ดกล่าวด้วยว่า ในเวลานี้ประเทศพัฒนาแล้วยังจำเป็นที่จะต้องรักษานโยบายการเงินให้ผ่อนคลายต่อไป "มีคนมองโลกในแง่ร้ายที่เชื่อว่าเครื่องมือดั้งเดิมของเราในรูปแบบของนโยบายการเงินและการคลังหมดไปแล้ว แต่ดิฉันมองต่างออกไป ในมุมมองของดิฉัน ยังมีพื้นที่สำหรับการใช้นโยบายการเงินการคลังอยู่มากกว่าที่หลายคนเชื่อ"
ผู้บริหารสูงสุดของไอเอ็มเอฟกล่าวต่อไปว่า สำหรับรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่จะเปิดเผยออกมาในการประชุมประจำปีระหว่างไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ช่วงต้นเดือนตุลาคม ไอเอ็มเอฟจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนการเติบโตในยุโรปยังคงต่ำกว่ามาตรฐาน ญี่ปุ่นมีการฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนบราซิลและรัสเซียเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม นางลาการ์ดเตือนว่า นโยบายการเงินที่สวนทางกันของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อาจจุดชนวนให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศประสานความร่วมมือกันเพื่อสร้างความเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ นางลาการ์ดได้เรียกร้องให้รัฐบาลที่ยังมีพื้นที่ทางการคลัง อาทิ แคนาดา เยอรมนี และเกาหลีใต้ เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโต ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นเมื่อเร็วๆ นี้ เตือนว่า นโยบายที่ตั้งข้อจำกัดทางการค้านับเป็นการผิดจรรยาบรรณทางเศรษฐกิจที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต ส่งกระทบต่อการจ้างงาน และทำให้ค่าแรงลดลง
"การกีดกันทางการค้า และจำกัดการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจะทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ลงอย่างแน่นอน เราต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายที่กำลังเดินไปสู่การกีดกันทางการค้า และทำให้บรรยากาศที่จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการค้ากลับคืนมา" นางลาการ์ดกล่าว
คำกล่าวของนางลาการ์ดเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับจุดยืนของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน และมารีน เลอ แปน ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาของฝรั่งเศสที่คาดว่าจะลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีในปีหน้า ที่สนับสนุนการปกป้องการจ้างงานภายในประเทศด้วยการตั้งกำแพงการค้ากับสินค้านำเข้า
องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าโลกจะขยายตัวเพียง 1.7% ในปี 2559 นับเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2551 นอกจากนี้ ยังคาดว่าปีนี้จะเป็นปีแรกในรอบ 15 ปีที่การค้าโลกขยายตัวช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าเติบโตได้รวดเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวม 2 เท่า
นางลาการ์ดกล่าวด้วยว่า ในเวลานี้ประเทศพัฒนาแล้วยังจำเป็นที่จะต้องรักษานโยบายการเงินให้ผ่อนคลายต่อไป "มีคนมองโลกในแง่ร้ายที่เชื่อว่าเครื่องมือดั้งเดิมของเราในรูปแบบของนโยบายการเงินและการคลังหมดไปแล้ว แต่ดิฉันมองต่างออกไป ในมุมมองของดิฉัน ยังมีพื้นที่สำหรับการใช้นโยบายการเงินการคลังอยู่มากกว่าที่หลายคนเชื่อ"
ผู้บริหารสูงสุดของไอเอ็มเอฟกล่าวต่อไปว่า สำหรับรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่จะเปิดเผยออกมาในการประชุมประจำปีระหว่างไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ช่วงต้นเดือนตุลาคม ไอเอ็มเอฟจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนการเติบโตในยุโรปยังคงต่ำกว่ามาตรฐาน ญี่ปุ่นมีการฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนบราซิลและรัสเซียเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม นางลาการ์ดเตือนว่า นโยบายการเงินที่สวนทางกันของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อาจจุดชนวนให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศประสานความร่วมมือกันเพื่อสร้างความเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ นางลาการ์ดได้เรียกร้องให้รัฐบาลที่ยังมีพื้นที่ทางการคลัง อาทิ แคนาดา เยอรมนี และเกาหลีใต้ เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโต ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559






