
‘โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้ง’แรง 4 กูรูแนะใช้เครื่องมือสร้างยอด มัดใจผู้บริโภคปี 60
นักการตลาดแนะใช้กลยุทธ์ “โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้ง” ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 60 ชูเครื่องมือสื่อออนไลน์เป็นหัวใจทำตลาด “สยามพิวรรธน์” เปิดแอพพลิเคชัน สื่อสารตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้าน “บาร์บีคิวพลาซ่า” สร้างแบรนด์เลิฟ ผ่านคุณภาพสินค้าและบริการ เดินหน้าสร้างเอฟซี เกาะป้องกันหนุนแบรนด์โตยั่งยืน ขณะที่ “ข้าวไก่แจ้” เน้นไอเดียและนวัตกรรมเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ฟาก “เวท แอนด์ ไวลด์” มุ่งสร้างคอนเทนต์ตอบโจทย์โดนใจสาวไทย
นางสาวศิริเพ็ญ อินทุภูติ ผุ้บริหารสายงานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน เปิดเผยถึงทิศทางการใช้กลยุทธ์โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้งในปี 2560 ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้กลยุทธ์โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้งในการทำตลาดมากขึ้นในปีนี้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน และส่งผลกระทบทำให้ผู้บริโภคคิดมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย เพื่อดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มลูกค้า (Customer Engagement ) ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ซึ่งหากสร้างได้สำเร็จจะช่วยลดต้นทุนด้านการใช้งบประมาณทำตลาด
นอกจากนี้ ยังใช้การทำกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิม เนื่องจากต้องทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดในศูนย์การค้า และแบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ในศูนย์การค้าด้วยต้องสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะถูกบริหารจัดการตามประเภทของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไปด้วย
ขณะเดียวกันการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ถือเป็นหนึ่งแนวทางการทำตลาดที่ใช้ต้นทุนต่ำ ที่มีความสำคัญและบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างศูนย์การค้าและกลุ่มลูกค้า ที่สามารถคัดเลือกการสื่อสารได้ตรงตามความต้องการ และทำได้ตลอดเวลา ทำให้บริษัทมีข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งในปีหน้ายังคงมุ่งเน้นในการใช้ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีจากการใช้กิจกรรมออนไลน์ทั้งด้านยอดขายและภาพลักษณ์แบรนด์
"ปีหน้ามองว่าการทำซีอาร์เอ็ม คัสตอมเอ็นเกจเมนท์ ออนไลน์ การทำตลาดกลุ่มทัวร์ลิสต์ การสำรวจและวิจัยตลาด จะเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจรีเทล โดยใช้ดิจิตอลเป็นเครื่องมือ และยังต้องดูเทรนด์ว่าอะไรที่เป็นกระแส ซึ่งการทำตลาดก็ไปผูกติดกับกระแสเหล่านั้นด้วย เนื่องการทำธุรกิจรีเทลมีต้นทุนค่อนข้างสูง ประกอบกับเศรษฐกิจปีนี้ไม่ค่อยดีมีการตัดงบประมาณการตลาด ซึ่งการทำกิจกรรมการตลาด จะสร้างอินโนเวทีฟ หาอะไรที่แตกต่าง อะไรไม่เคยพบไม่เคยมี เป็จจุดสำคัญในการทำตลาดของบริษัท เพื่อหาแมกเน็ตในการดึงคนเข้ามาในศูนย์การค้า ซึ่งการหาความแตกต่างจะเป็นจุดหนึ่งที่ไม่ใช้ต้นทุนการตลาดสูง"
ด้านนางสาวบุญย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟูด แฟชชั่น จำกัด ผู้บริหารร้านบาร์บีคิวพลาซ่า กล่าวว่า ในปีหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง ได้แก่ 1. พื้นที่สำหรับการใช้สื่อ ที่จะพบว่าสื่อรูปแบบดั้งเดิมหากไม่ปรับตัวอาจจะต้องปิดกิจการ 2. แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค หรือ Consumer Trend จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นผลจากการเกิดระบบ 4G ที่ทำให้ราคาอุปกรณ์การสื่อสารถูกลงอย่างต่อเนื่อง 3. รูปแบบการทำตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด จากพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ที่ต้องใช้กลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค (Experience Marketing) และ 4. การสร้างความรักในแบรนด์ หรือ Brand Love ด้วยการทำซีอาร์เอ็ม ที่จะต้องกลับมุมคิดใหม่ จากเดิมที่จะทำอะไรให้กับสังคม เป็นรูปแบบมุมคิดที่สังคมจะได้อะไรจากที่มีบริษัทดำเนินธุรกิจอยู่
"การทำซีอาร์เอ็มที่ดี ต้องคิดย้อนว่าสังคมได้รับประโยชน์อย่างไรถ้ามีบริษัท สิ่งที่บริษัททำบางครั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับยอดขาย เช่น เอาอาหารที่เหลือมาทำอาหารสุนัข การเอาตะเกียบมาทำเป็นโต๊ะมอบให้เด็กภาคใต้ การมองเรื่องขาย ขายและขาย จะทำให้บริษัทคิดและทำอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าคิดให้สังคมดีและประเทศจะดีมากๆ"
สำหรับการใช้กลยุทธ์โลว์คอส มาร์เก็ตติ้งนั้น บริษัทใช้หลักการในเรื่องของความเข้าใจ การเข้าไปอยู่ในใจทั้งลูกค้า พนักงาน และพาร์ทเนอร์ การปรับตัวที่รวดเร็วตามสถานการณ์ การคิดในเรื่องความแตกต่าง แต่ต้องมีความสร้างสรรค์ และมีความกล้าในการทำงาน ตามแนวทางที่นำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป้าหมายของบาร์บีคิวพลาซ่า คือ การสร้างแบรนด์ให้คนรักมากที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ที่ขายดีที่สุด โดยมีการสื่อสารท้งบุคคลภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เพื่อให้เห็นเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน
นางสาวบุญย์ญานุช กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบาร์บีคิวพลาซ่าจะไม่เน้นกลยุทธ์ด้านราคา แต่มุ่งเน้นคุณภาพสินค้าและบริการ ภายใต้เป้าหมายการสร้างแบรนด์เลิฟ ที่ผ่านมาจึงไม่เห็นการจัดโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 แต่บริษัทจะจัดทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มสมาชิก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมองหาความคุ้มค่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าดังกล่าว เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ และถือเป็นแนวทางการสร้างแบรนด์เลิฟ
ส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้บริโภครักแบรนด์มากแค่ไหนนั้น จะพิจารณาจาก 1. การเติบโตของธุรกิจ โดยดูยอดขายเป็นหลัก ซึ่งช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายเติบโต 11% สูงกว่าภาพรวมธุรกิจอาหารที่เติบโต 1.7-2.9% 2. พิจารณาจากการจดจำแบรนด์และการพูดถึงแบรนด์ 3. การจัดทำรอยัลตี้โปรแกรม ผ่านการสมัครบัตรสมาชิก ซึ่งปีที่ผ่านมามีผู้สมัครสมาชิกจำนวน 7.8 แสนใบ ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 20% เฉพาะช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามียอดสมาชิกสะสมแล้ว 1 ล้านใบ เติบโตเร็วกว่าที่วางแผนไว้
ส่วนนายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีอาร์ไทย ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ แลขนมไทย แบรนด์แม่นภา กล่าวว่า กลยุทธ์โลว์คอส มาร์เก็ตติ้งสำหรับปีหน้านั้น ยังคงเน้นเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม มาใช้เป็นกลยุทธ์หลักสำหรับการทำตลาด รวมถึงการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกระแสให้คนมาสนใจ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูง เพราะมีความเชื่อว่าหากใช้ไอเดียและนวัตกรรมมมาใช้ จะทำให้เกิดความแตกต่างและความน่าสนใจ ขณะเดียวกัน ยังคงใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย มาเป็นเครื่องมือในการทำตลาดด้วย เพราะถือเป็นเครื่องมือการตลาดที่ใช้งบประมาณต่ำ
"เมื่อก่อนเราจะกลัวบริษัทใหญ่ๆ จะมาบีบราคา การทำโปรโมชั่น แต่ปัจจุบันเชื่อว่าใครก็ทำการตลาดได้ หากมีไอเดียที่ดี การเป็นบริษัทเล็กก็สามารถเกิดได้ หรือบริษัทใหญ่ก็สามารถตายได้เช่นกัน สิ่งที่ระวังสำหรับปีหน้า คือ เราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่ผ่านมาบริษัทใหญ่มีไม่กี่ราย แต่วันนี้บริษัทเล็กเกิดขึ้นเยอะไปหมด ซึ่งแนวทางการทำโลว์คอสมาร์เก็ตติ้งของแบรนด์ข้าวไก่แจ้ ที่ผ่านมาจะต้องทำอย่างไรให้คนเกิดความสนใจและจดจำ ด้วยการใช้ไอเดียเป็นหลัก ซึ่งถ้าใช้ให้เป็นและทำออกไปก็ไม่มีค่าใช้จ่าย"
นายทรงกลต ตันติศรีสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำเข้าและทำตลาดเครื่องสำอางแบรนด์ "เวท แอนด์ ไวลด์" จากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การใช้กลยุทธ์โลว์คอสมาร์เก็ตติ้งในปีหน้านั้น ยังคงใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำตลาด เนื่องจากเทรนด์การตลาดในปีหน้ายังคงให้ความสำคัญ และยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นเข้ามาแทน สำหรับผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียนั้นถือว่าเป็นสื่อรูปแบบหนึ่ง เพราะสามารถเป็นช่องทางในการกระจายข้อมูลข่าวสารออกไปได้ จากการแชร์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียของตนเอง แต่ต้องมีความระมัดระวังในการสื่อสารข้อมูล เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถแยกได้ว่าข้อมูลอะไรเป็นข้อมูลของจริงหรือของปลอม
"คิดว่าไม่มียุคไหนที่การทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งจะให้โอกาสกับผู้ประกอบการได้เท่ายุคนี้ เพราะมีคนจำนวนมากที่ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย อย่างล่าสุด บริษัทนำเข้าสินค้าสำหรับคนแพ้ง่าย ที่มียอดขายเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราขายสินค้าที่ถูกกว่าอเมริกา ซึ่งทำได้เพราะตัดค่ามาร์เก็ตติ้งที่ใช้ประมาณ 20%ออก และใช้โลคอสมาร์เก็ตติ้งแทน ซึ่งลูกค้าได้ปรโยชน์เพราะใช้ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง แต่สิ่งสำคัญจะต้องสร้างคอนเทนต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ สิ่งสำคัญในการสร้างคอนเทนต์ จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกับเราไปเรื่อยๆ ซึ่งแบรนด์จะต้องฟังตลอดว่าลูกค้าต้องการอะไร ลูกค้ามีปฎิกิริยาอย่างไร และเมื่อลูกค้าบอกแล้วเราจะจัดการอย่างไร"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
นางสาวศิริเพ็ญ อินทุภูติ ผุ้บริหารสายงานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน เปิดเผยถึงทิศทางการใช้กลยุทธ์โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้งในปี 2560 ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้กลยุทธ์โลว์คอสต์ มาร์เก็ตติ้งในการทำตลาดมากขึ้นในปีนี้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน และส่งผลกระทบทำให้ผู้บริโภคคิดมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย เพื่อดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มลูกค้า (Customer Engagement ) ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ซึ่งหากสร้างได้สำเร็จจะช่วยลดต้นทุนด้านการใช้งบประมาณทำตลาด
นอกจากนี้ ยังใช้การทำกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิม เนื่องจากต้องทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดในศูนย์การค้า และแบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ในศูนย์การค้าด้วยต้องสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะถูกบริหารจัดการตามประเภทของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไปด้วย
ขณะเดียวกันการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ถือเป็นหนึ่งแนวทางการทำตลาดที่ใช้ต้นทุนต่ำ ที่มีความสำคัญและบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ได้จัดทำแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างศูนย์การค้าและกลุ่มลูกค้า ที่สามารถคัดเลือกการสื่อสารได้ตรงตามความต้องการ และทำได้ตลอดเวลา ทำให้บริษัทมีข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งในปีหน้ายังคงมุ่งเน้นในการใช้ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีจากการใช้กิจกรรมออนไลน์ทั้งด้านยอดขายและภาพลักษณ์แบรนด์
"ปีหน้ามองว่าการทำซีอาร์เอ็ม คัสตอมเอ็นเกจเมนท์ ออนไลน์ การทำตลาดกลุ่มทัวร์ลิสต์ การสำรวจและวิจัยตลาด จะเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจรีเทล โดยใช้ดิจิตอลเป็นเครื่องมือ และยังต้องดูเทรนด์ว่าอะไรที่เป็นกระแส ซึ่งการทำตลาดก็ไปผูกติดกับกระแสเหล่านั้นด้วย เนื่องการทำธุรกิจรีเทลมีต้นทุนค่อนข้างสูง ประกอบกับเศรษฐกิจปีนี้ไม่ค่อยดีมีการตัดงบประมาณการตลาด ซึ่งการทำกิจกรรมการตลาด จะสร้างอินโนเวทีฟ หาอะไรที่แตกต่าง อะไรไม่เคยพบไม่เคยมี เป็จจุดสำคัญในการทำตลาดของบริษัท เพื่อหาแมกเน็ตในการดึงคนเข้ามาในศูนย์การค้า ซึ่งการหาความแตกต่างจะเป็นจุดหนึ่งที่ไม่ใช้ต้นทุนการตลาดสูง"
ด้านนางสาวบุญย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟูด แฟชชั่น จำกัด ผู้บริหารร้านบาร์บีคิวพลาซ่า กล่าวว่า ในปีหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง ได้แก่ 1. พื้นที่สำหรับการใช้สื่อ ที่จะพบว่าสื่อรูปแบบดั้งเดิมหากไม่ปรับตัวอาจจะต้องปิดกิจการ 2. แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค หรือ Consumer Trend จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นผลจากการเกิดระบบ 4G ที่ทำให้ราคาอุปกรณ์การสื่อสารถูกลงอย่างต่อเนื่อง 3. รูปแบบการทำตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด จากพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ที่ต้องใช้กลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค (Experience Marketing) และ 4. การสร้างความรักในแบรนด์ หรือ Brand Love ด้วยการทำซีอาร์เอ็ม ที่จะต้องกลับมุมคิดใหม่ จากเดิมที่จะทำอะไรให้กับสังคม เป็นรูปแบบมุมคิดที่สังคมจะได้อะไรจากที่มีบริษัทดำเนินธุรกิจอยู่
"การทำซีอาร์เอ็มที่ดี ต้องคิดย้อนว่าสังคมได้รับประโยชน์อย่างไรถ้ามีบริษัท สิ่งที่บริษัททำบางครั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับยอดขาย เช่น เอาอาหารที่เหลือมาทำอาหารสุนัข การเอาตะเกียบมาทำเป็นโต๊ะมอบให้เด็กภาคใต้ การมองเรื่องขาย ขายและขาย จะทำให้บริษัทคิดและทำอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าคิดให้สังคมดีและประเทศจะดีมากๆ"
สำหรับการใช้กลยุทธ์โลว์คอส มาร์เก็ตติ้งนั้น บริษัทใช้หลักการในเรื่องของความเข้าใจ การเข้าไปอยู่ในใจทั้งลูกค้า พนักงาน และพาร์ทเนอร์ การปรับตัวที่รวดเร็วตามสถานการณ์ การคิดในเรื่องความแตกต่าง แต่ต้องมีความสร้างสรรค์ และมีความกล้าในการทำงาน ตามแนวทางที่นำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป้าหมายของบาร์บีคิวพลาซ่า คือ การสร้างแบรนด์ให้คนรักมากที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ที่ขายดีที่สุด โดยมีการสื่อสารท้งบุคคลภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เพื่อให้เห็นเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน
นางสาวบุญย์ญานุช กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบาร์บีคิวพลาซ่าจะไม่เน้นกลยุทธ์ด้านราคา แต่มุ่งเน้นคุณภาพสินค้าและบริการ ภายใต้เป้าหมายการสร้างแบรนด์เลิฟ ที่ผ่านมาจึงไม่เห็นการจัดโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 แต่บริษัทจะจัดทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มสมาชิก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมองหาความคุ้มค่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าดังกล่าว เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ และถือเป็นแนวทางการสร้างแบรนด์เลิฟ
ส่วนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้บริโภครักแบรนด์มากแค่ไหนนั้น จะพิจารณาจาก 1. การเติบโตของธุรกิจ โดยดูยอดขายเป็นหลัก ซึ่งช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายเติบโต 11% สูงกว่าภาพรวมธุรกิจอาหารที่เติบโต 1.7-2.9% 2. พิจารณาจากการจดจำแบรนด์และการพูดถึงแบรนด์ 3. การจัดทำรอยัลตี้โปรแกรม ผ่านการสมัครบัตรสมาชิก ซึ่งปีที่ผ่านมามีผู้สมัครสมาชิกจำนวน 7.8 แสนใบ ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 20% เฉพาะช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามียอดสมาชิกสะสมแล้ว 1 ล้านใบ เติบโตเร็วกว่าที่วางแผนไว้
ส่วนนายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีอาร์ไทย ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ แลขนมไทย แบรนด์แม่นภา กล่าวว่า กลยุทธ์โลว์คอส มาร์เก็ตติ้งสำหรับปีหน้านั้น ยังคงเน้นเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม มาใช้เป็นกลยุทธ์หลักสำหรับการทำตลาด รวมถึงการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกระแสให้คนมาสนใจ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูง เพราะมีความเชื่อว่าหากใช้ไอเดียและนวัตกรรมมมาใช้ จะทำให้เกิดความแตกต่างและความน่าสนใจ ขณะเดียวกัน ยังคงใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย มาเป็นเครื่องมือในการทำตลาดด้วย เพราะถือเป็นเครื่องมือการตลาดที่ใช้งบประมาณต่ำ
"เมื่อก่อนเราจะกลัวบริษัทใหญ่ๆ จะมาบีบราคา การทำโปรโมชั่น แต่ปัจจุบันเชื่อว่าใครก็ทำการตลาดได้ หากมีไอเดียที่ดี การเป็นบริษัทเล็กก็สามารถเกิดได้ หรือบริษัทใหญ่ก็สามารถตายได้เช่นกัน สิ่งที่ระวังสำหรับปีหน้า คือ เราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่ผ่านมาบริษัทใหญ่มีไม่กี่ราย แต่วันนี้บริษัทเล็กเกิดขึ้นเยอะไปหมด ซึ่งแนวทางการทำโลว์คอสมาร์เก็ตติ้งของแบรนด์ข้าวไก่แจ้ ที่ผ่านมาจะต้องทำอย่างไรให้คนเกิดความสนใจและจดจำ ด้วยการใช้ไอเดียเป็นหลัก ซึ่งถ้าใช้ให้เป็นและทำออกไปก็ไม่มีค่าใช้จ่าย"
นายทรงกลต ตันติศรีสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำเข้าและทำตลาดเครื่องสำอางแบรนด์ "เวท แอนด์ ไวลด์" จากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การใช้กลยุทธ์โลว์คอสมาร์เก็ตติ้งในปีหน้านั้น ยังคงใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำตลาด เนื่องจากเทรนด์การตลาดในปีหน้ายังคงให้ความสำคัญ และยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นเข้ามาแทน สำหรับผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียนั้นถือว่าเป็นสื่อรูปแบบหนึ่ง เพราะสามารถเป็นช่องทางในการกระจายข้อมูลข่าวสารออกไปได้ จากการแชร์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียของตนเอง แต่ต้องมีความระมัดระวังในการสื่อสารข้อมูล เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถแยกได้ว่าข้อมูลอะไรเป็นข้อมูลของจริงหรือของปลอม
"คิดว่าไม่มียุคไหนที่การทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งจะให้โอกาสกับผู้ประกอบการได้เท่ายุคนี้ เพราะมีคนจำนวนมากที่ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย อย่างล่าสุด บริษัทนำเข้าสินค้าสำหรับคนแพ้ง่าย ที่มียอดขายเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราขายสินค้าที่ถูกกว่าอเมริกา ซึ่งทำได้เพราะตัดค่ามาร์เก็ตติ้งที่ใช้ประมาณ 20%ออก และใช้โลคอสมาร์เก็ตติ้งแทน ซึ่งลูกค้าได้ปรโยชน์เพราะใช้ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง แต่สิ่งสำคัญจะต้องสร้างคอนเทนต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ สิ่งสำคัญในการสร้างคอนเทนต์ จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกับเราไปเรื่อยๆ ซึ่งแบรนด์จะต้องฟังตลอดว่าลูกค้าต้องการอะไร ลูกค้ามีปฎิกิริยาอย่างไร และเมื่อลูกค้าบอกแล้วเราจะจัดการอย่างไร"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559






