thansettakij
thansettakij
ตลาดรับสร้างบ้านทรุดหนัก ชี้กลุ่มตํ่า3ล.เสี่ยงสูง/พีดีเฮ้าส์ลดเป้ารายได้

ตลาดรับสร้างบ้านทรุดหนัก ชี้กลุ่มตํ่า3ล.เสี่ยงสูง/พีดีเฮ้าส์ลดเป้ารายได้

04 ต.ค. 59 | 07:30 น.
ตลาดรับสร้างบ้านต่ำ 3 ล้านซึมต่อเนื่อง สมาคมไทยรับสร้างบ้านคาดไตรมาส 4/59 กำลังซื้อไม่ฟื้น เชื่ออัตราเติบโตติดลบแตะ 2 หลัก "พีดี เฮ้าส์"สุดทนยอมปรับลดเป้ารายได้เหลือ 1,200-1,400 ล้าน พร้อมปิดสาขาที่ไม่จำเป็น ขณะบ้านตลาดบนราคากว่า 50 ล้านโตสวนทาง ดิเอ็มเพอเร่อร์เฮ้าส์ เปิด 2 แบบบ้านใหม่ เคาะราคาเริ่มต้น 80 ล้านบาท

[caption id="attachment_103160" align="aligncenter" width="700"] ปัจจัยลบตลาดรับสร้างบ้าน ปัจจัยลบตลาดรับสร้างบ้านภ[/caption]

นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของและผู้บริหารสิทธิ์แฟรนไชส์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตลาดรับสร้างบ้านในช่วง 9 เดือนแรกปี 2559 (มกราคม-กันยายน 2559) มีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ไตรมาส 2/2559 ต่อเนื่องมายังไตรมาส 3/2559 และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีปัจจัยบวกใดมาช่วยกระตุ้นในช่วงท้ายปี ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตลาดรับสร้างบ้านในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตติดลบในระดับตัวเลข 2 หลัก จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อกลางปีว่าตลาดจะติดลบประมาณ 3-5%

สำหรับปัจจัยลบที่ทำให้ตลาดเกิดการชะลอตัวคือ ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจ จึงไม่อยากก่อหนี้ระยะยาว การทำการเกษตรไม่ได้ผล ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ประกอบกับสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จากเดิมที่เคยอนุมัติเต็มวงเงินกู้ ก็เป็นไม่ให้เต็มวงเงิน ทำให้ผู้กู้บางรายที่มีเงินสดสำรองไม่มากต้องยกเลิกการก่อสร้าง อีกทั้งภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ โดยตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือตลาดระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท รองลงมาคือราคา 3-5 ล้านบาท

ในส่วนของบริษัทก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่ยอดรายได้หายไปกว่า 20% ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าในกลุ่มนี้ที่ประมาณ 37-38% รองลงมาเป็นกลุ่มระดับราคา 3-5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% รายได้หายไป 4-5% เมื่อรวมทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกันก็จะมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 70% ดังนั้นเมื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีปัญหาก็จะกระทบกับรายได้ของบริษัทในทันที โดยในไตรมาส 3/2559 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 400 ล้านบาทประมาณกว่า 10% ทำให้บริษัทต้องปรับลดเป้ารายได้ทั้งปีลงเหลือ 1,200-1,400 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 1,600 ล้านบาท

นอกจากการปรับลดเป้ารายได้ลงแล้ว บริษัทยังมีการปรับลดจำนวนแฟรนไชส์ลงจาก 43 สาขา เหลือประมาณ 40 สาขา โดยสาขาที่ปรับลดจะเป็นสาขาที่มีความซ้ำซ้อนหรือไม่คุ้มที่จะเปิดกำเนินการ เช่น สาขาปากช่อง ที่ต้องแข่งขันกับตลาดบ้านจัดสรร สาขาอยุธยา ที่มีประสบปัญหาจากการย้ายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการสร้างบ้านลดลง เป็นต้น รวมทั้งชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่

"เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดในช่วงท้ายปี บริษัทได้ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดโปรโมชัน ฟรีค่าจดจำนอง ฟรีค่าประเมินหลักทรัพย์ ฟรีค่าตรวจงวดงาน รวมมูลค่าประมาณ 5หมื่นบาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ลูกค้าสวัสดิการองค์กรขนาดใหญ่ที่มีข้อตกลงกับธนาคารฯ และยังได้รับโปรโมชัน "บินดี อยู่ดี" มูลค่ารวม 1 แสนบาท- 2 ล้านบาท ของบริษัทฯ อีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมสนับสนุนโครงการ "บ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ" ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.25% นาน 4 ปี ทั้งนี้บริษัท คาดการณ์ยอดขายบ้านเฉพาะกลุ่มสินเชื่อตามโปรโมชันนี้ไว้ประมาณ 250 - 300 ล้านบาท"นายสิทธิพร กล่าว

ด้าน นายสุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิเอ็มเพอเร่อร์เฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า คาดว่ามูลค่ารวมของตลาดบ้านสร้างเองปี 2559 จะมีมูลค่าประมาณ 54,200 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 5 % ขณะที่ธุรกิจรับสร้างบ้านมีสัดส่วนประมาณ 20% คือ 10,900 ล้านบาท สาเหตุจากภาพรวมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจของลูกค้า การออกโปรโมชันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่ยังเป็นตัวที่แย่งตลาดในกลุ่มบ้านสร้างเองอยู่

ในส่วนของตลาดรับสร้างบ้านระดับบนราคามากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 9% สวนทางกับตลาดต่ำกว่า 3 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีการวางแผนในการสร้างบ้านและศึกษาเรื่องแบบบ้านมาพอสมควร และเมื่อพร้อมก็จะสร้างบ้าน แม้ตลาดในระดับบนจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ต้องพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้มีออกแบบบ้านใหม่คลาสสิกสไตล์อาร์ตเดคโค (Art Deco) โดยออกแบบมาเป็นซีรีส์ที่ 2 จำนวน 2 แบบ คือแบบ Prime (พื้นที่ใช้สอย 2,000ตร.ม.) ราคา 92 ล้านบาท และแบบ Prima (พื้นที่ใช้สอย 1,700ตร.ม.) ราคา 80 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline