thansettakij
thansettakij
‘London’กับการลงทุนในอสังหาฯหลัง BREXIT

‘London’กับการลงทุนในอสังหาฯหลัง BREXIT

06 ต.ค. 59 | 00:00 น.
ทำไมต้องเขียนถึง "ลอนดอน" ก็เพราะลอนดอนของอังกฤษกำลังจะเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ทุกประเทศน่าจะติดตามศึกษาดูในปัจจุบัน

ที่เปลี่ยนแปลงอย่างแรกคือ "BREXIT" อังกฤษโหวตออกจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) แยกตัวออกมา ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งบวกและลบ และผลกระทบต่อโลกด้วย เพราะอังกฤษเป็นศูนย์กลางการเงินแหล่งที่สำคัญที่สุด เป็นที่ตั้งของทั้งธนาคารระหว่างประเทศ กองทุนต่างๆ ขนาดใหญ่ของโลก เป็นเมืองหลวงของยุโรป

เปลี่ยนในทางลบคือ สหภาพยุโรปจะบอยคอตอังกฤษ ไม่ให้อังกฤษได้ผลประโยชน์ เช่น โควตาการส่งออก ยกเว้นภาษีใน EU ทั้งจะแย่งศูนย์กลางการเงินของโลกมาไว้ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เช่น เบลเยียม เยอรมนี หรือ ฝรั่งเศส เงินก็จะไหลออกจากอังกฤษ ทั้งยังไม่ต้องรับผิดชอบพวกอพยพย้ายถิ่นจากประเทศยุโรปจนๆมาในอังกฤษ และจะถูกปรับ

ทางบวกก็มี คือ เงินปอนด์ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอ่อนตัว ทำให้การท่องเที่ยวมีผลดีมาก เงินถูก สินค้าส่งออกถูก การส่งออกกำลังจะดีขึ้นด้วย

ทำไมต้อง "ลอนดอน" เพราะลอนดอนเป็นเมกะ ซิตี ไม่ใช่เฉพาะของอังกฤษ แต่เป็นเสมือนนครหลวงของยุโรปทั้งหมด คนในลอนดอนมี 12 ล้านคน เศรษฐีทั่วโลกอยู่ที่นี่ (รวมทั้งเศรษฐีไทยด้วย) หนังสือพิมพ์อังกฤษเคยลงพาดหัวว่า

"ลอนดอนไม่ใช่ของอังกฤษอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นของคนรวยทั่วโลก" ( London is not for Londoners anymore, but for every rich people around the world)

หันมาดูด้าน เมืองและอสังหาฯ ลอนดอนเคยเป็นเมืองแรกของโลกที่มีประชากร 1 ล้านคน เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ของเรา หรือ 170 ปีมาแล้ว ต่อเนื่องด้วยปฏิวัติอุตสาหกรรม สร้างเครื่องจักรไอน้ำเอามาปั่นด้าย ทอผ้าส่งออก เป็นสินค้าส่งออกชั้น 1 ในอดีต เมืองก็ถูกเยอรมันถล่มสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งเมือง ลอนดอนพังยับ ต้องสร้างเมืองใหม่ (โชคดีเยอรมันไม่ทิ้งบอมบ์ วัด วัง ที่สำคัญอย่าง St.Paul / Westminster) อังกฤษจึงเป็นแม่แบบการผังเมือง มีกฎหมายเมืองใหม่ (New Town Act) และเป็นต้นแบบของผังเมืองทั่วโลก

ด้านอสังหาฯอังกฤษได้เปิดโอกาสให้ต่างชาติมาลงทุนตั้งแต่สมัยนายกฯ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ หญิงเหล็กของอังกฤษให้เอกชนเข้ามาประมูลรัฐวิสาหกิจให้มีธนาคารในอังกฤษ เศรษฐีนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาซื้อทรัพย์สินเต็มไปหมด เช่น ห้าง Harrod ที่มีการซื้อ-ขายของแพงที่สุดก็ของอาหรับ (ที่เกิดอุปัทวเหตุรถยนต์จนลูกชายกับเจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต)

ปัจจุบันมีนักลงทุนอสังหาฯมาลงทุนมากมาย ตึก Shard ที่สูงที่สุดในยุโรปก็อาหรับ Development ใหม่เอี่ยมที่ชื่อ Battersea เอาโรงไฟฟ้าเก่ามาประมูลสร้างชุมชนสวยงามติดแม่น้ำ Teames ก็เป็นบริษัทมาเลเซียรวมกลุ่มกันมาและเอากองทุน เช่น เทมาเสกมาสนับสนุน คนไทยก็เช่นกันมาซื้อสโมสรฟุตบอลชั้นนำ เช่น เลสเตอร์ซิตี สนับสนุนแมนเชสเตอร์ ช้างสนับสนุนเอฟเวอร์ตัน เมืองลิเวอร์พูล และขณะนี้ยักษ์ใหญ่ทางด้านโลจิสติกส์ เช่น สิงห์ ซีพี แสนสิริ ก็กำลังขยายฐานเข้ายุโรป ผ่านอังกฤษ และลอนดอน ทั้งนั้นซื้อทั้งโรงแรม ช็อปปิ้ง ออฟฟิศ

ผู้เขียนได้ไปลอนดอนกับกลุ่ม RE-CEO/CEO รุ่น 2 ก็ไปดูการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ น่าสนใจมาก เช่น อสังหาอังกฤษมิได้เฉพาะทำบ้าน คอนโดฯ เรสิเดนซ์ขายเท่านั้นแต่ยังทำสนามฟุตบอล และสร้างให้กับสโมสรฟุตบอลแลกกับการโฆษณาและพัฒนาพื้นที่รอบๆเหมือนบุรีรัมย์ของคุณเนวินที่เอากีฬามาเป็น KEY พัฒนาเมือง และอสังหาฯเหมือน TOD ของญี่ปุ่น

แลนด์อินเวสต์เมนต์ยังไม่จบจะมีตอน 2 ดูที่อยู่อาศัยที่แพงที่สุดในโลกราคาแค่ 30 ล้านปอนด์กลางกรุงลอนดอน มีสระว่ายน้ำใต้ดินของเศรษฐีอาหรับ ดูแล้วกลับมาดูตัวเองว่ากรุงเทพฯของเราจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ในทางบวกหรือลบเพราะวิกฤติ Brexit ของอังกฤษหลายคนมองว่าหลังวิกฤติโอกาสจะตามมามากมายครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline