
เอกชนชี้ศก.โลกยังไม่ตํ่าสุด ส่งออกปี60อย่าหวังเกิน1%
สภาผู้ส่งออกชี้เศรษฐกิจโลกยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และยังซึมต่อ ชี้ปัจจัยเสี่ยงเพียบทั้งเบร็กซิท-นโยบายการค้า ลงทุนของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ประเมินปีหน้าส่งออกไทยโตได้บวกหรือลบ 1% ไม่น่าขยายตัวได้ถึง 3% ตามเป้าหมายกระทรวงพาณิชย์ ด้าน "สุวิทย์" ลุ้นราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นฉุดส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องจากน้ำมัน-สินค้าเกษตรพุ่งตาม
[caption id="attachment_102196" align="aligncenter" width="700"]
การค้าระหว่างประเทศของไทยช่วง 8 เดือนแรกปี 2559[/caption]
จากที่กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคมล่าสุด มีมูลค่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในรอบ 5 เดือน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนมีนาคม 2559 ที่ขยายตัว 1.3% ขณะภาพรวมการส่งออกของไทยช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 1.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวลดลง หรือยังติดลบที่ 1.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกของไทยในปี 2559 คาดจะขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย หรือหากจะติดลบไม่เกิน 1% นั้น
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก ให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ยังคาดการณ์ส่งออกของไทยในปี 2559 จะติดลบที่ประมาณ 2% เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกที่จะทำให้การส่งออกไทยกระเตื้องดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบยังเป็นเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และกรณีที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินยูโรที่จะอ่อนค่าลงมาก จะกระทบการส่งออกไทยไปยุโรปในปีหน้า นอกจากนี้ยังต้องจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ว่าผลจะเป็นอย่างไร และนโยบายด้านการค้า การลงทุนของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่คือนางฮิลลารี คลินตัน หรือนายโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นอย่างไร จะกระทบกับไทยหรือไม่
"ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้เพราะมองว่าเศรษฐกิจในสหรัฐฯยังไม่ดีจริง คงต้องรอดูว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ถ้ารัฐบาลใหม่เน้นการค้าการลงทุนลดความขัดแย้งทางการเมืองน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น แต่ถ้านโยบายใหม่มาสร้างความขัดแย้งโลกก็ยังไม่สงบ ถือว่ายังมีปัจจัยเสี่ยง และถ้าจีนกับสหรัฐฯยังทะเลาะกันแบบนี้ความเสี่ยงของโลกยังมีอยู่อีก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย ขณะที่ทางสภาผู้ส่งออกมองเศรษฐกิจโลกเวลานี้ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นอาจจะยังไม่ปรับในช่วงนี้แต่อาจจะไปปรับในช่วงที่ได้ประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อเอาใจก็เป็นไปได้"
จากปัจจัยเสี่ยงหลักที่กล่าวมา ยังไม่รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเรื่องการก่อร้าย ภัยธรรมชาติ การกีดกันทางการค้า และอื่นๆ คาดในปี 2560 การส่งออกของไทยจะขยายตัวจากปี 2559 ได้ในอัตราบวก หรือลบ 1% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกปี 2560 ในเบื้องต้นขยายตัวได้ที่ 3% มองว่าคงทำได้ไม่ถึงเพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว
ด้าน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ปัจจัยบวกสำคัญที่มีผลต่อการส่งออกคือแนวโน้มราคาน้ำมันในเดือนตุลาคมถึงธันวาคมที่น่าจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะมีผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันน่าจะเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและความต้องการตลาดโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,196
วันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_102196" align="aligncenter" width="700"]
จากที่กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคมล่าสุด มีมูลค่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในรอบ 5 เดือน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนมีนาคม 2559 ที่ขยายตัว 1.3% ขณะภาพรวมการส่งออกของไทยช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 1.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวลดลง หรือยังติดลบที่ 1.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกของไทยในปี 2559 คาดจะขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย หรือหากจะติดลบไม่เกิน 1% นั้น
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก ให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ยังคาดการณ์ส่งออกของไทยในปี 2559 จะติดลบที่ประมาณ 2% เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกที่จะทำให้การส่งออกไทยกระเตื้องดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบยังเป็นเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และกรณีที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินยูโรที่จะอ่อนค่าลงมาก จะกระทบการส่งออกไทยไปยุโรปในปีหน้า นอกจากนี้ยังต้องจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ว่าผลจะเป็นอย่างไร และนโยบายด้านการค้า การลงทุนของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่คือนางฮิลลารี คลินตัน หรือนายโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นอย่างไร จะกระทบกับไทยหรือไม่
"ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้เพราะมองว่าเศรษฐกิจในสหรัฐฯยังไม่ดีจริง คงต้องรอดูว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ถ้ารัฐบาลใหม่เน้นการค้าการลงทุนลดความขัดแย้งทางการเมืองน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น แต่ถ้านโยบายใหม่มาสร้างความขัดแย้งโลกก็ยังไม่สงบ ถือว่ายังมีปัจจัยเสี่ยง และถ้าจีนกับสหรัฐฯยังทะเลาะกันแบบนี้ความเสี่ยงของโลกยังมีอยู่อีก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย ขณะที่ทางสภาผู้ส่งออกมองเศรษฐกิจโลกเวลานี้ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นอาจจะยังไม่ปรับในช่วงนี้แต่อาจจะไปปรับในช่วงที่ได้ประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อเอาใจก็เป็นไปได้"
จากปัจจัยเสี่ยงหลักที่กล่าวมา ยังไม่รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเรื่องการก่อร้าย ภัยธรรมชาติ การกีดกันทางการค้า และอื่นๆ คาดในปี 2560 การส่งออกของไทยจะขยายตัวจากปี 2559 ได้ในอัตราบวก หรือลบ 1% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกปี 2560 ในเบื้องต้นขยายตัวได้ที่ 3% มองว่าคงทำได้ไม่ถึงเพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว
ด้าน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ปัจจัยบวกสำคัญที่มีผลต่อการส่งออกคือแนวโน้มราคาน้ำมันในเดือนตุลาคมถึงธันวาคมที่น่าจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะมีผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันน่าจะเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและความต้องการตลาดโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,196
วันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559






