thansettakij
thansettakij
อี-คอมเมิร์ซไทยขึ้นชั้นปี59 โตแตะ 2.52 ล้านล.

อี-คอมเมิร์ซไทยขึ้นชั้นปี59 โตแตะ 2.52 ล้านล.

02 ต.ค. 59 | 02:00 น.
นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ผลการสำรวจมูลค่าอี-คอมเมิร์ซในไทย ในปี 2558 พบว่า มีมูลค่าทั้งสิ้น 2.245 ล้านล้านบาท คิดเป็น 43.47 % ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่(59.45%) เป็นมูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภทธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ประมาณ 1.334 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ มูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภท ธุรกิจต่อผู้บริโภค(B2C) ประมาณ 5.1 แสนล้านบาท (22.72%) และมูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภทธุรกิจต่อภาครัฐ ( B2G )ประมาณ 4 แสนล้านบาทเศษ (17.83%)

หากเเบ่งเป็นประเภทอุตสาหกรรมทั้ง 8 หมวด โดยไม่รวมมูลค่าจากประมูลอิเล็กทรอนิกส์(e-Auction) พบว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซทั้งสิ้น 5.59 แสนล้านบาท (30.21%), อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง 5.367 แสนล้านบาท (28.97%) และอุตสาหกรรมการผลิต 4.287 แสนล้านบาท (23.14%)

ส่วนคาดการณ์แนวโน้มมูลค่าอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2559 พบว่า มีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2.5239 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 40.08% ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็น 12.42 % ส่วนมูลค่าขายนั้นส่วนใหญ่เป็นมูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภทธุรกิจต่อธุรกิจ( B2B) คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1.381 ล้านล้านบาท (54.74%) ซึ่งเพิ่มจากปี 2558 คิดเป็น 3.50 % รองลงมาคือ มูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภทธุรกิจต่อผู้บริโภค ( B2C) จำนวน 7.292 แสนล้านบาท (28.89%) ซึ่งเพิ่มจากปี 2558 คิดเป็น 43.00 % และมูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภทธุรกิจต่อภาครัฐ B2G ) จำนวน 4.13 แสนล้านบาท (16.37%) เพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็น 3.21% และหากไม่รวมมูลค่าประมูลอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Auction) ในปี 2558 มูลค่าอี-คอมเมิร์ซประเภท B2B, B2C และ B2G คิดเป็น 72.05%, 27.53% และ 0.43% ของมูลค่าอี-คอมเมิร์ซในปี 2558 ตามลำดับ

ทั้งนี้ ภาพรวมของการคาดการณ์อุตสาหกรรมในปี 2559 หากไม่รวมมูลค่าประมูลอิเล็กทรอนิกส์( e-Auction ) จะพบว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซทั้งสิ้น 7.318 แสนล้านบาท (34.55%), อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซทั้งสิ้น 6.43 แสนล้านบาท (30.35%). และอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซทั้งสิ้น 3.438 แสนล้านบาท (16.23%)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้นอย่างละเอียดพบว่า มูลค่าอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย (รวมมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐ) มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซยังคงเป็นธุรกิจที่น่าจับตามอง โดยมีผู้สนใจลงทุน ค้าขาย รวมถึงใช้บริการในจำนวนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะมูลค่าอี-คอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อผู้บริโภค( B2C) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสถิติใน 6 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย พบว่าไทยกำลังก้าวเป็นผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซของภูมิภาค

ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ด้านเทคโนโลยีที่มีวิวัฒนาการไปอย่างมาก ก่อให้เกิดรูปแบบการสื่อสาร เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นไม่ขาดสาย 2.ด้านนโยบายของภาครัฐที่พยายามขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล (Digital Economy) โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขยายตลาดอี-คอมเมิร์ซสู่อาเซียนและตลาดโลก

ผนวกกับ 3.ปัจจัยด้านรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าและเป็นไปมาตรฐานสากล เช่น Any ID หรือพร้อมเพย์ การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและลดต้นทุนในกระบวนการทางธุรกิจของภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาครัฐเอง ซึ่งหากกระบวนการในการทำธุรกรรมสะดวก รวดเร็ว สามารถเข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในประเทศที่จะพัฒนาการค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เนื่องจากสามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ได้รับความสะดวกสบายและมีปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,196
วันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline