
กูรูคริปโต ชี้ Stablecoin ไม่ได้ดันบาทแข็ง ยัน Exchange ไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน
กูรูคริปโต ประเมินธุรกรรม Stablecoin มีสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของตลาดเงินรวม จึงไม่ใช่ปัจจัยทำเงินบาทแข็งค่า พร้อมย้ำ Exchange ไทยเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ใช่แหล่งฟอกเงินหลัก และทุกธุรกรรมตรวจสอบได้ผ่านบล็อกเชน
KEY
POINTS
- ปริมาณธุรกรรม Stablecoin มีสัดส่วนน้อยมาก (ต่ำกว่า 1% ของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) จึงไม่มีนัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาท
- การฟอกเงินผ่านคริปโตโดยตรงมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากทุกธุรกรรมบนบล็อกเชนสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด
- ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยมีระบบกำกับดูแลที่เข้มงวด เช่น การยืนยันตัวตน (KYC) และการผูกบัญชีธนาคาร ทำให้การใช้เป็นช่องทางฟอกเงินทำได้ยาก
นายสัญชัย ปอบลี ซีอีโอ บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า การทำธุรกรรม Stablecoin แทบไม่มีนัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลมีสัดส่วนต่ำมากเมื่อเทียบกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศทั้งหมด
ข้อมูลสะท้อนว่า ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลมีสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของตลาดรวม ส่งผลให้การซื้อขาย Stablecoin ไม่สามารถเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่ายังคงมาจากทิศทางนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่น ๆ เช่น การเคลื่อนไหวของตลาดทองคำ
ในประเด็นข้อกังวลว่า Exchange ไทยอาจถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทานั้น แม้สินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือฟอกเงิน เช่นเดียวกับอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจบางประเภท แต่การฟอกเงินผ่านคริปโตโดยตรงกลับมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากทุกธุรกรรมถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ขณะเดียวกัน ระบบของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Exchange) ในปัจจุบันมีการยกระดับการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง การเปิดบัญชีต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ที่เข้มงวด และผูกกับบัญชีธนาคาร ทำให้การใช้บัญชีม้าทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้ Exchange ไทยมักถูกใช้เป็นเพียงช่องทางแลกเปลี่ยนระหว่าง Stablecoin กับเงินบาท มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการฟอกเงิน
เมื่อเปรียบเทียบระบบตรวจสอบของตลาดคริปโตกับตลาดการเงินดั้งเดิม ตลาดคริปโตมีข้อได้เปรียบด้านความโปร่งใสจากธรรมชาติของบล็อกเชนที่เปิดให้ตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้ทั้งหมด อีกทั้งบางแพลตฟอร์มยังใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น ของ TRM Labs ซึ่งช่วยติดตามและวิเคราะห์ธุรกรรมได้ละเอียดกว่าในบางกรณี
สำหรับการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลจากไทยไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการโอนระหว่าง Exchange ภายในประเทศ การโอนไปยัง Exchange ต่างประเทศ หรือการถอนออกไปยังกระเป๋าเงินส่วนตัว ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชน ทำให้สามารถไล่เส้นทางการเงินได้อย่างครบถ้วน
ในระยะถัดไป การบังคับใช้กติกา Travel Rule จะเข้ามาเสริมความเข้มงวดในการติดตามกระแสเงินระหว่าง Exchange ของแต่ละประเทศ แม้ยังมีข้อจำกัดในบางกรณีและยังไม่ได้บังคับใช้อย่างครอบคลุมทั่วโลก แต่ถือเป็นทิศทางสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล











